ร้อง กมธ. วุฒิสภาฯ สอบ "ธรรมนัส" ปูพรมฟ้องหมิ่นฯ ปชช. 600 คดี ชี้เข้าข่ายใช้กฎหมายปิดปาก (SLAPP)
วันนี้ (26 มีนาคม 2569) เมื่อเวลา 13.00 น. ที่อาคารรัฐสภา สุภาภรณ์ โพธิ์ศรี ในฐานะตัวแทนประชาชนที่ถูก ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม มอบอำนาจให้ตัวแทนเข้าแจ้งความดำเนินคดี ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โดยมีนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการ และเทวฤทธิ์ มณีฉาย โฆษกกรรมาธิการ เป็นผู้รับเรื่อง
.
สุภาภรณ์เปิดเผยว่าตนและประชาชนอีกหลายรายถูกแจ้งข้อหา "หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา" ที่ สภ. เมืองพะเยา จากกรณีแสดงความคิดเห็นบนเฟซบุ๊กเกี่ยวกับภูมิหลังและการทำงานของ ร.อ. ธรรมนัส ซึ่งก่อนหน้านี้ ร.อ. ธรรมนัสเคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่าได้ดำเนินคดีในลักษณะดังกล่าวที่ จ.พะเยาไปแล้วประมาณ 600 คดี โดยมีการจัดตั้งวอร์รูมด้านคดีความที่พะเยาและนราธิวาส
.
ผู้ร้องเรียนระบุว่ากระบวนการดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสให้แก่ประชาชน เนื่องจากผู้ได้รับหมายเรียกต้องเสียต้นทุนทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อไปต่อสู้คดีที่ สภ. เมืองพะเยา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิเสธคำร้องขอโอนย้ายคดีไปยังภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา
.
เนื้อหาในหนังสือร้องเรียนยังระบุด้วยว่าข้อความที่ประชาชนถูกแจ้งข้อหานั้นเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามต่อมาตรฐานความโปร่งใสของบุคคลสาธารณะ ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 34 มิใช่การใส่ความให้เกิดความเสียหายเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้ยังพบว่ามีสื่อมวลชนที่จัดรายการข่าวทางยูทูปตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วยเช่นกัน
.
ทางกลุ่มตัวแทนประชาชนจึงตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่าย "การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน" หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ซึ่งไม่ได้มุ่งหวังผลชนะทางคดีแต่มุ่งสร้างภาระและกดดันเพื่อปิดปากผู้เห็นต่าง จึงเรียกร้องให้กรรมาธิการฯ เร่งตรวจสอบว่าการกระทำนี้เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบหรือไม่ พร้อมทั้งหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้กฎหมายเพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยนักการเมืองผู้มีอิทธิพลในอนาคตต่อไป
.
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ สว. เปิดเผยว่าความน่ากังวลของคดีฟ้องปิดปากไม่ได้อยู่ที่ผลของคดี แต่เป็นกระบวนการที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าเดินทาง การเสียเวลา และการต้องรับภาระทางกฎหมายโดยไม่จำเป็น นรเศรษฐ์เน้นย้ำว่าประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ไม่ได้หากประชาชนมีความหวาดกลัวที่จะแสดงความเห็นโดยสุจริต
.
ทั้งนี้ทางกรรมาธิการฯ ได้รับเรื่องของสุภาพรและผู้ถูกกล่าวหารายอื่นไว้พิจารณา โดยจะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและเตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง รวมถึงจะผลักดันการแก้ไขโครงสร้างกฎหมายเพื่อไม่ให้การฟ้องหมิ่นประมาทกลายเป็นภาระของประชาชน และเพื่อให้ประเทศมีเสรีภาพในการแสดงออกและตรวจสอบบุคคลสาธารณะได้
.
ด้านเทวฤทธิ์ มณีฉาย โฆษกกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ สว. ระบุว่าทางคณะทำงานมีการศึกษาเรื่องการฟ้อง SLAPP และแนวทางการป้องกันอยู่แล้ว สำหรับกรณีของสุภาพรนั้นการตั้งข้อสงสัยต่อนักการเมืองที่มีอำนาจรับผิดชอบต่อสาธารณะถือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ พร้อมกันนี้ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากในกระบวนการยุติธรรมว่า แม้ภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหาจะอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นแต่ต้องเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะไปจังหวัดพะเยาซึ่งใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม
.
เทวฤทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่ากระบวนการยุติธรรมในแต่ละขั้นตอนล้วนกินเวลาและสร้างภาระ ทั้งการไปสอบปากคำ การส่งตัวไปยังอัยการ และการทำเรื่องประกันตัวในชั้นศาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการลงโทษประชาชนก่อนที่พวกเขาจะมีความผิดเสียอีก แม้จะต้องคำนึงถึงการคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคลแต่สำหรับนักการเมืองที่เป็นบุคคลสาธารณะ น้ำหนักและสัดส่วนของผลกระทบนั้นแตกต่างจากประชาชนทั่วไปอย่างมาก
.
สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เทวฤทธิ์กล่าวว่าแม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 จะเปิดช่องให้ศาลไต่สวนการฟ้องที่ไม่สุจริตหรือการกลั่นแกล้งได้ แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีช่องโหว่ที่ทำให้ประชาชนต้องเข้าไปสู้คดีในกระบวนการพิจารณาอยู่ดี ทางกรรมาธิการฯ จึงหวังว่าจะมีการหารือเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานในการไต่สวนคดีลักษณะนี้ก่อนเข้าสู่การพิจารณาคดี รวมถึงการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นประมาทและ พรบ. การชุมนุมสาธารณะในอนาคต ทั้งนี้ทางคณะทำงานหวังว่าจะมีโอกาสได้พูดคุยสื่อสารกับ ร.อ. ธรรมนัสรวมถึงสุชาติ ชมกลิ่นเพื่อสอบถามถึงเหตุผลในการเลือกใช้วิธีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนในลักษณะนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น