ห่วงประชาชนมีส่วนร่วมไม่จริง หัวใจสำคัญจัดการขยะมูลฝอย
วันนี้ (30 มีนาคม 2569) ผมได้ร่วมอภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นในวาระว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย
.
ผมได้ชื่นชมคณะกรรมาธิการที่เลือกหยิบยกประเด็น “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ขึ้นมาเป็นแกนกลางของการศึกษาเพราะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน การที่ประชาชนจะลุกขึ้นมามีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริงนั้นต้องเริ่มจากความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ที่เขาอยู่อาศัยในวันนี้และจะดำรงชีวิตต่อไปในวันข้างหน้า เพราะเมื่อประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของก็ย่อมมีสิทธิในการกำหนดทิศทาง อนาคต และชะตากรรมของท้องถิ่นของตนเอง
อย่างไรก็ตามในอีกมิติหนึ่งของรายงานฉบับนี้ โดยเฉพาะข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการขยะเพื่อแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า แม้จะเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ในเชิงพลังงานทางเลือกแต่เมื่อถูกวางอยู่ภายใต้กรอบของ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” แล้วก็จำเป็นต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า กระบวนการเหล่านี้ได้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางแล้วหรือไม่ เพราะการเร่งรัด การลดขั้นตอน หรือการผ่อนคลายเงื่อนไขเพื่อให้เกิดโครงการโรงไฟฟ้าขยะแม้อาจช่วยให้โครงการเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นก็จริง แต่หากกระบวนการเหล่านั้นไม่ได้ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงก็อาจสวนทางกับวัตถุประสงค์หลักของรายงานฉบับนี้
.
เมื่อไม่นานมานี้รัฐสภาได้มีการผ่านกฎหมายยกเลิกคำสั่งและประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายฉบับ ซึ่งรวมถึงคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 อันเป็นคำสั่งที่เคยยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับกิจการบางประเภท เช่น โรงไฟฟ้า ซึ่งการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวหมายความว่า ต่อไปนี้การดำเนินโครงการต่าง ๆ จะต้องกลับมาอยู่ภายใต้กรอบของผังเมืองอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
.
อย่างไรก็ตามในช่วงรอยต่อก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้เรากลับพบความพยายามเร่งดำเนินโครงการบางประเภทโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขยะ ทั้งในแง่ของการขออนุญาต การจัดทำประชาพิจารณ์ที่อาจไม่รอบด้าน หรือแม้กระทั่งการกำหนดขนาดโครงการให้ต่ำกว่าเกณฑ์ เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
.
ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “การมีส่วนร่วม” อาจถูกลดทอนให้เหลือเพียงพิธีกรรม มิใช่กระบวนการตัดสินใจที่มีความหมาย ยิ่งไปกว่านั้นในหลายพื้นที่ประชาชนที่ลุกขึ้นมาแสดงความเห็น คัดค้าน หรือเรียกร้องสิทธิในการกำหนดอนาคตของชุมชนกลับต้องเผชิญกับการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องหรือการกล่าวหาบุกรุก ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบในสังคมประชาธิปไตย
.
ด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นว่าหากรัฐจะผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าขยะหรือโครงการลักษณะใดก็ตามก็ควรกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดและเป็นธรรม เช่น การกำหนดให้โครงการที่มีลักษณะเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมต้องจัดทำ EIA อย่างครอบคลุม โดยไม่เปิดช่องให้หลีกเลี่ยงผ่านการปรับขนาดโครงการ ขณะเดียวกันต้องเร่งเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถออกข้อบัญญัติท้องถิ่นและกำหนดผังเมืองของตนเองได้อย่างแท้จริง เพื่อให้การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ใช่เพียงการรับฟังความคิดเห็นแต่เป็นการมีอำนาจร่วมในการตัดสินใจ
.
อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ “ข้อมูล” การเปิดเผยข้อมูลด้านมลพิษ การจัดการขยะ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการมีส่วนร่วม เพราะหากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเพียงพอการมีส่วนร่วมก็ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีความหมาย ผมจึงขอฝากความหวังไปยังคณะรัฐมนตรีให้เร่งผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรและมีกรอบเวลาจำกัด กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนลมหายใจของการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะจะทำให้ข้อมูลที่จำเป็นถูกเปิดเผยอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น