ชี้งบถึงมือท้องถิ่นยังไม่ถึงเป้า หนุน ‘ภาษีบ้านเกิด’ สร้างเจ้าของพื้นที่–ลดเหลื่อมล้ำ
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ในการประชุมวุฒิสภา ผมได้อภิปรายสนับสนุนรายงานการพัฒนาศักยภาพในการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยระบุว่าในระบอบประชาธิปไตยที่เป็น “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” นั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นหัวใจของการปกครองโดยประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมย้ำว่าการทำให้ประชาชน “รู้สึกเป็นเจ้าของ” พื้นที่ของตนเองเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาท้องถิ่น
.
ผมอธิบายว่าความรู้สึกเป็นเจ้าของจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อประชาชนมีส่วนร่วมทางการเงิน โดยเฉพาะการต้องจ่ายให้กับกิจการของท้องถิ่นซึ่งทำให้เกิดความผูกพันและการตระหนักรู้ว่าตนเป็นเจ้าของพื้นที่ งบประมาณจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเป็นเจ้าของดังกล่าว
.
อย่างไรก็ตามแม้ประเทศไทยจะตั้งเป้าการกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นไว้ที่ร้อยละ 35 แต่ในทางปฏิบัติกลับจัดสรรเพียงประมาณร้อยละ 29 เท่านั้น อีกทั้งยังมีมาตรการของรัฐที่ลดเพดานการจัดเก็บภาษีของท้องถิ่น เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่งผลให้รายได้ของท้องถิ่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
.
ผลจากข้อจำกัดดังกล่าวทำให้งบประมาณของท้องถิ่นจำนวนมากถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำถึงร้อยละ 80–90 เหลืองบลงทุนต่ำกว่าร้อยละ 10 ในบางพื้นที่ เช่น อบต. นาฝาย จังหวัดขอนแก่น มีงบลงทุนเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น โดยงบประมาณเฉลี่ยต่อหัวของประชาชนอยู่ที่ราว 1,100 บาทต่อปี ซึ่งสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้จำกัดมาก เช่น ถนนคอนกรีตเพียงประมาณ 800 เมตร
.
ผมจึงเสนอว่าควรเพิ่มสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นอย่างจริงจัง อย่างน้อยให้ถึงเป้าร้อยละ 35 และในระยะยาวควรมุ่งไปสู่ระดับ 50 ต่อ 50 ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง
.
ในด้านแนวทางเพิ่มรายได้ ผมสนับสนุนข้อเสนอเรื่อง “Hometown Tax” หรือ “ภาษีบ้านเกิด” ซึ่งเป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนจ่ายภาษีหรือบริจาคให้กับท้องถิ่นที่ตนมีความผูกพันำๆ โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีและอาจได้รับสิ่งตอบแทน แนวทางนี้มีตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งช่วยทั้งการสร้างความตระหนักรู้ทางภาษี การสร้างความผูกพันกับบ้านเกิด และการกระจายรายได้ระหว่างพื้นที่ ซึ่งกลไกดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญในยามเกิดวิกฤต เช่น ภัยพิบัติ เพราะช่วยให้ท้องถิ่นมีทรัพยากรในการฟื้นฟูพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาสวัสดิการ เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
.
อย่างไรก็ตามผมย้ำว่าการเพิ่มรายได้ต้องดำเนินควบคู่กับการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่น ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหา “มีเงินแต่ไม่มีอำนาจ” หรือไม่สามารถตัดสินใจใช้งบประมาณได้อย่างแท้จริง
.
นอกจากนี้ผมยังเสนอให้แก้ปัญหา “ประชากรแฝง” ซึ่งมีอยู่ราว 8.4 ล้านคนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่มีประมาณ 2.3 ล้านคน คนกลุ่มนี้ใช้ชีวิตและทำงานในพื้นที่แต่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงทางการเมืองเนื่องจากข้อจำกัดด้านทะเบียนบ้าน เช่น แรงงานที่อาศัยในห้องเช่าหรือที่พักชั่วคราวไม่สามารถย้ายทะเบียนบ้านได้ ผมเห็นว่าควรมีกลไกเพื่อให้ประชากรกลุ่มนี้มีสิทธิ์มีเสียงในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่จริงเพื่อให้สามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองในท้องถิ่นนั้นได้ ซึ่งจะช่วยเสริมเป้าหมายของการกระจายอำนาจและสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นในระยะยาว
.
ผมอธิบายว่าความรู้สึกเป็นเจ้าของจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อประชาชนมีส่วนร่วมทางการเงิน โดยเฉพาะการต้องจ่ายให้กับกิจการของท้องถิ่นซึ่งทำให้เกิดความผูกพันและการตระหนักรู้ว่าตนเป็นเจ้าของพื้นที่ งบประมาณจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเป็นเจ้าของดังกล่าว
.
อย่างไรก็ตามแม้ประเทศไทยจะตั้งเป้าการกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นไว้ที่ร้อยละ 35 แต่ในทางปฏิบัติกลับจัดสรรเพียงประมาณร้อยละ 29 เท่านั้น อีกทั้งยังมีมาตรการของรัฐที่ลดเพดานการจัดเก็บภาษีของท้องถิ่น เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่งผลให้รายได้ของท้องถิ่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
.
ผลจากข้อจำกัดดังกล่าวทำให้งบประมาณของท้องถิ่นจำนวนมากถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำถึงร้อยละ 80–90 เหลืองบลงทุนต่ำกว่าร้อยละ 10 ในบางพื้นที่ เช่น อบต. นาฝาย จังหวัดขอนแก่น มีงบลงทุนเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น โดยงบประมาณเฉลี่ยต่อหัวของประชาชนอยู่ที่ราว 1,100 บาทต่อปี ซึ่งสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้จำกัดมาก เช่น ถนนคอนกรีตเพียงประมาณ 800 เมตร
.
ผมจึงเสนอว่าควรเพิ่มสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นอย่างจริงจัง อย่างน้อยให้ถึงเป้าร้อยละ 35 และในระยะยาวควรมุ่งไปสู่ระดับ 50 ต่อ 50 ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง
.
ในด้านแนวทางเพิ่มรายได้ ผมสนับสนุนข้อเสนอเรื่อง “Hometown Tax” หรือ “ภาษีบ้านเกิด” ซึ่งเป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนจ่ายภาษีหรือบริจาคให้กับท้องถิ่นที่ตนมีความผูกพันำๆ โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีและอาจได้รับสิ่งตอบแทน แนวทางนี้มีตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งช่วยทั้งการสร้างความตระหนักรู้ทางภาษี การสร้างความผูกพันกับบ้านเกิด และการกระจายรายได้ระหว่างพื้นที่ ซึ่งกลไกดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญในยามเกิดวิกฤต เช่น ภัยพิบัติ เพราะช่วยให้ท้องถิ่นมีทรัพยากรในการฟื้นฟูพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาสวัสดิการ เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
.
อย่างไรก็ตามผมย้ำว่าการเพิ่มรายได้ต้องดำเนินควบคู่กับการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่น ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหา “มีเงินแต่ไม่มีอำนาจ” หรือไม่สามารถตัดสินใจใช้งบประมาณได้อย่างแท้จริง
.
นอกจากนี้ผมยังเสนอให้แก้ปัญหา “ประชากรแฝง” ซึ่งมีอยู่ราว 8.4 ล้านคนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่มีประมาณ 2.3 ล้านคน คนกลุ่มนี้ใช้ชีวิตและทำงานในพื้นที่แต่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงทางการเมืองเนื่องจากข้อจำกัดด้านทะเบียนบ้าน เช่น แรงงานที่อาศัยในห้องเช่าหรือที่พักชั่วคราวไม่สามารถย้ายทะเบียนบ้านได้ ผมเห็นว่าควรมีกลไกเพื่อให้ประชากรกลุ่มนี้มีสิทธิ์มีเสียงในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่จริงเพื่อให้สามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองในท้องถิ่นนั้นได้ ซึ่งจะช่วยเสริมเป้าหมายของการกระจายอำนาจและสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นในระยะยาว
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น