รายงานศึกษากรณีคุ้มครองแรงงาน #ยานภัณฑ์ เข้า สว. เสนอ 6 ข้อบรรเทาทุกข์
เช้าวันนี้ (17 มีนาคม 2569) ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณารายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการการแรงงาน โดยคณะอนุกรรมาธิการด้านสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นผู้จัดทำ ในประเด็นแนวทางการให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือเพื่อบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โดยหยิบยกกรณีการเลิกจ้างพนักงานบริษัทยานภัณฑ์จำนวน 859 ราย เป็นกรณีศึกษา ซึ่งที่ประชุมให้ความสนใจและมีการอภิปรายรายงานดังกล่าวอย่างกว้างขวาง
.
รายงานดังกล่าวมีที่มาจากการที่คณะกรรมาธิการแรงงาน วุฒิสภา ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากทั้งฝ่ายบริษัทและสหภาพแรงงาน ภายหลังมีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 พร้อมข้อตกลงว่าจะจ่ายค่าชดเชยเป็น 3 งวด ได้แก่ ร้อยละ 70 ภายในวันที่ 20 ธันวาคม 2567 ร้อยละ 20 ภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2567 และร้อยละ 10 ภายในวันที่ 27 มกราคม 2568 อย่างไรก็ตามเมื่อถึงกำหนดจ่ายงวดแรกนายจ้างกลับผิดนัดชำระ ส่งผลให้ลูกจ้างจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนทันที
.
หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้เร่งเข้าดำเนินการช่วยเหลือในหลายมิติ โดยเฉพาะการเปิดให้ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามแบบ คร.7 การขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และการเข้าถึงสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากกองทุนประกันสังคม ซึ่งในช่วงแรกมีผู้ยื่นคำร้อง คร.7 เพียง 267 รายก่อนที่ภาครัฐจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ลูกจ้างที่เหลือดำเนินการเพิ่มเติม และมีการกำหนดให้ผู้ที่ยื่นคำร้องครบถ้วนจะได้รับเงินช่วยเหลือภายในวันที่ 27 มกราคม 2568
.
ด้านสำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการจ่ายเงินกรณีว่างงานให้แก่ลูกจ้างแล้ว 769 ราย แต่ยังมีอีก 62 รายที่ยังไม่ได้ยื่นคำร้อง ส่วนกรมการจัดหางานสามารถจัดหางานใหม่ให้ลูกจ้างได้จำนวน 80 ราย ณ วันที่ 15 มกราคม และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้เร่งจัดฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะและโอกาสในการมีงานทำ
.
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของบริษัทนายจ้างกลับเลวร้ายลง โดยบริษัทประสบปัญหาสภาพคล่องตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 และถูกเจ้าหนี้สถาบันการเงิน 3 แห่งยื่นฟ้องล้มละลายต่อศาลล้มละลายกลาง ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ส่งผลให้บริษัทหมดอำนาจในการจัดการทรัพย์สิน และลูกจ้างต้องเข้าสู่กระบวนการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นรายบุคคลภายในระยะเวลา 2 เดือน โดยมีเพดานการรับชำระหนี้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย
.
คณะกรรมาธิการยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ทั้งการที่ลูกจ้างบางส่วนยังไม่เข้าถึงสิทธิของตนเอง งบประมาณของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่มีจำกัด กระบวนการล้มละลายที่ใช้เวลานานและไม่สามารถประเมินผลได้ล่วงหน้า รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของบริษัทก่อนเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์
.
จากกรณีดังกล่าวคณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตและแนวทางแก้ไขเชิงนโยบาย 6 ประการ ได้แก่ การกำหนดแนวปฏิบัติของหน่วยงานรัฐให้มีความยืดหยุ่นและตอบสนองได้รวดเร็ว การเปิดช่องให้รัฐสามารถดำเนินคดีอาญาแทนลูกจ้างในกรณีที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก การปรับปรุงระบบการยื่นคำร้องให้เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อลดภาระของลูกจ้าง การแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจพนักงานตรวจแรงงาน การปรับลำดับบุริมสิทธิให้ลูกจ้างได้รับการชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้ทั่วไป และการกำหนดระบบประกันความเสี่ยงกรณีนายจ้างเลิกกิจการ
.
ล่าสุดลูกจ้างที่ยื่นคำร้อง คร.7 ได้รับเงินช่วยเหลือเฉลี่ยประมาณ 25,000 บาทต่อราย ซึ่งบางส่วนสามารถหางานใหม่ได้แล้ว แต่บางรายเสียชีวิตระหว่างรอความช่วยเหลือ ส่วนนายจ้างอยู่ระหว่างการดำเนินคดีอาญา และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถชำระหนี้ให้แก่ลูกจ้างได้หรือไม่
.
อนึ่ง ประเด็นการเลิกจ้างจากกรณีที่บริษัทล้มละลาย ทั้งลําดับบุริมสิทธิและการประกันความเสี่ยง เหล่านี้ล้วนมีหลักการการคุ้มครองสิทธิของคนทำงานโดยการใช้เอกสิทธิ และการคุ้มครองสิทธิของคนทำงานโดยสถาบันรับประกันนี้บัญญัติไว้ในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 173 แต่ยังเป็นฉบับที่ไทยยังไม่ให้สัตยาบันเช่นเดียวกับ 9 ใน 10 ฉบับที่ไทยเองในฐานะที่เป็นหนึ่งในประเทศเริ่มต้น ILO ที่ยังไม่ให้สัตยาบัน โดยไทยให้สัตยาบันเพียง 18 ฉบับ จาก 189 ฉบับเท่านั้น
.
ผมหวังว่าไทยจะพิจารณาให้สัตยาบันฉบับที่ 173 นี้เพื่อปกป้องคนงานที่ต้องตกงานจากการล้มละลายของนายจ้าง การเรียกร้องของคนทำงานที่เกิดจากการจ้างงานจะได้รับการคุ้มครองโดยสิทธิพิเศษเพื่อให้คนงานได้รับเงินจากทรัพย์สินของนายจ้างที่ล้มละลายก่อนที่เจ้าหนี้อื่น รวมทั้งมีสถาบันรับประกันเมื่อนายจ้างไม่สามารถชำระเงินได้เนื่องจากการล้มละลาย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น