นับถอยหลัง 60 วัน 116 ร่างกฎหมาย ค้างจากสภาก่อน รอ ครม.ใหม่ขอมติเดินหน้าหรือกลับไปตั้งหลักใหม่
การเปิดประชุมรัฐสภาชุดใหม่ในวันนี้ นอกจากจะเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งของบรรดาผู้แทนราษฎรแล้ว ยังเป็นการรับไม้ต่อภารกิจทางนิติบัญญัติที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือการนับถอยหลังเวลา 60 วัน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่จะร้องขอให้ร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาจากสภาชุดก่อนจำนวนทั้งสิ้น 116 ฉบับ กลับมาพิจารณาต่อทั้งที่ค้างอยู่กับสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและรัฐสภา ไม่เช่นนั้นหากพ้นเวลาไปแล้วร่างกฎหมายเหล่านั้นจะตกไปเลยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 วรรคสอง
.
ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....
ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย
ร่าง พ.ร.บ. ลำไย และ ร่าง พ.ร.บ. โคนมและผลิตภัณฑ์นม
กลุ่มกฎหมายการปกครองท้องถิ่น: ร่าง พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด, การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น, สภาตำบลและ อบต., และเทศบาล
ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข
เป็นต้น
เมื่อกางบัญชีดูจะพบว่าร่างกฎหมายทั้ง 116 ฉบับครอบคลุมทุกมิติของการบริหารจัดการรัฐ แบ่งเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 23 ฉบับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) 1 ฉบับ และร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทั่วไปอีกกว่า 90 ฉบับ (ทั้งในชั้นสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา) สิ่งที่สภาชุดใหม่ต้องเผชิญคือการจัดลำดับความสำคัญ ท่ามกลางกฎหมายที่มีความแหลมคมทางการเมืองสูง
.
ประเด็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญคือกฎหมายกลุ่มร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ถึง 23 ฉบับ หลายฉบับพุ่งเป้าไปที่การลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร การยกเลิกมาตรา 279 ตลอดจนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการปรับโครงสร้างองค์กรอิสระ รัฐสภาชุดใหม่จะมีความกล้าหาญทางการเมืองพอที่จะหยิบยกวาระเหล่านี้ขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังหรือไม่
.
ซึ่งอีกทางหนึ่งผลการทำประชามติในครั้งแรกที่ประชาชนต้องการให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างล้นหลามก็ยิ่งท้าทายความกล้าหาญทางการเมืองของสภาฯ ชุดใหม่อย่างยิ่ง แต่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และหมวด 15/1 หรือ “ร่างวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งค้างวาระ 2 ในสภาที่แล้ว เนื่องจากมีความขัดแย้งจนนำมาสู่การยุบสภานั้น ก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า จะไปต่อหรือจะไปเริ่มต้นใหม่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาผลประชามติที่ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ “ร่างวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ก็มีประเด็นที่ไม่กล้าให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกผู้ร่างโดยตรงไหม บางคนกลัวจะไปขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ยังมีประเด็นแย้งได้เพราะคนที่จะบอกว่าเอาแบบไหนคือ “ประชามติครั้งที่ 2” ไม่ใช่รัฐสภา อีกทั้งตัวที่เป็นประเด็นคือการเพิ่มอำนาจให้ สว. ที่ต้องผ่านมือพวกเขา 1 ใน 3 ก่อนไปทำประชามติสุดท้ายเพื่อรับรองเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หรือแม้แต่ “สูตร 20 หยิบ 1” ในการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ขณะนี้ทั้ง สส. และ สว. ฝ่ายเสียงข้างมากคุมเบ็ดเสร็จ กมธ.ร่างฯ ดังกล่าวก็อาจกลายเป็น กมธ.สีใดสีหนึ่งไปอีก เหล่านี้ไม่ได้มีปัญหาทั้งในเชิงหลักการ แต่เมื่อต้องผ่านประชามติอีก 2 ครั้ง โอกาสที่จะผ่านมือประชาชนก็จะยากเมื่อเขาเห็นทิศทางที่อาจเป็นการกินรวบแบบนี้ ผมจึงคิดว่าควรมาตั้งหลักใหม่ เริ่มเสนอร่างแก้ไข ม.256 และหมวด 15/1 ใหม่ โดยเฉพาะหลักที่จะให้ประชาชนเขาเป็นเจ้าของกระบวนการตั้งแต่ให้เขาได้ตัดสินใจว่าจะเป็นคน “เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ” เองหรือไม่ ถึงจะถูกทางและเคารพประชามติครั้งแรกที่ผ่านมา
.
ขณะที่อีกร่างที่มีประเด็นว่าควรไปต่อหรือไม่ คือ ร่าง พ.ร.บ. เสริมสร้างสันติสุข ที่คาอยู่ในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภา แต่ร่าง พ.ร.บ.นี้ ทิ้งคนที่ถูกคดีมาตรา 112 ไว้ข้างหลัง ไม่นับรวมด้วย ทั้งที่ข้อหาร้ายแรงกว่าอย่าง ความผิดฐานเป็นกบฏหรือก่อการร้ายยังได้นับรวม การปล่อยผ่านร่าง พ.ร.บ.นี้ไป จริงอยู่มีคนที่จะพ้นจากทั้ง 2 ฝั่ง หรือจะกี่ฝั่ง แต่ก็มีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อีกทั้งยังทำลายหลักการนิรโทษกรรมหรือสร้างความปรองดอง หรือแม้แต่ทำลายความเป็นการเมืองของคดี 112 ให้ถูกจัดประเภทเป็นอื่นได้ ส่วนใครคิดว่าอย่างน้อยขอให้คนจำนวนหนึ่งได้พ้นไปก่อน แล้วคดี 112 ค่อยร่าง พ.ร.บ.ขึ้นมาเฉพาะกรณีใหม่ อันนี้บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะที่ พ.ร.บ.นี้ผ่านเข้ามาได้ มันมีคนได้ประโยชน์ไม่ใช่เพียงฝ่ายต่อต้านเผด็จการ แต่มันรวมถึงฝ่ายที่สนับสนุนหรือสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารที่โดนคดีด้วย เหมือนกอดคอกันเป็นตัวประกัน แต่กระบวนการกอดคอที่เป็นอยู่ตอนนี้ดันไม่กอดคดี 112 ด้วยนี่ล่ะคือปัญหา คำตอบเรื่องนี้มีได้และเสีย ดังนั้นภาคประชาชนที่ติดตามควรเร่งส่งเสียงว่าจะเอาอย่างไรกันต่อ
.
อีกหนึ่งหมวดหมู่ที่น่าจับตามองคือกลุ่มกฎหมายที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งมีร่างกฎหมายที่มาจากทั้งภาคประชาชนและพรรคการเมือง เช่น ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่มุ่งปฏิรูปสิทธิและสวัสดิการของคนทำงานให้เป็นธรรมมากขึ้น ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดที่มุ่งเอาผิดผู้ก่อมลพิษจนถูกคัดค้านจากภาคเอกชนอย่างแข็งขัน รวมถึงร่างกฎหมายที่ท้าทายกรอบคิดเดิมของสังคมและขับเคลื่อนความยุติธรรมทางสังคม อย่าง ร่าง พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ หรือความพยายามในการยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี กฎหมายเหล่านี้คือบททดสอบชั้นดีว่า รัฐสภาชุดใหม่มีความก้าวหน้าและพร้อมโอบรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่มากน้อยเพียงใด
.
นอกจากร่างกฎหมาย 116 ฉบับ ที่มีเวลา 60 วันหลังจากนี้ที่ ครม.ชุดใหม่จะมาขอให้สภาเดินหน้าต่อแล้ว กลไกตามรัฐธรรมนูญได้วางด่านสกัดที่สำคัญไว้ นั่นคือมาตราที่กำหนดให้ร่าง พ.ร.บ. ที่ประชาชนหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอ หากถูกตีความว่าเป็น "ร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน" จะต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนจึงจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาได้
ข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มกราคม 2569 สะท้อนปัญหาดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยมีร่าง พ.ร.บ. ภาคประชาชนจำนวน 16 ฉบับที่ไม่ได้รับคำรับรองจากนายกฯและไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาฯ นอกจากนี้ยังมีร่าง พรบ. อีกอย่างน้อย 11 ฉบับที่อยู่ในสภาวะค้างการพิจารณาโดยไม่ได้รับคำตอบหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนจากฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล หรือร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน ซึ่งถูกชะลอไว้โดยไม่ทราบชะตากรรมเช่นกัน
.
จุดนี้เองคือ "จุดวัดใจ" ที่สำคัญที่สุด กฎหมายภาคประชาชนหลายฉบับโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสิทธิแรงงาน สวัสดิการสังคม การจัดการสิ่งแวดล้อม หรือการตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาประชาชน มักถูกตีความว่าเป็นกฎหมายการเงินทั้งสิ้น อำนาจการตัดสินใจจึงตกอยู่ในมือของฝ่ายบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ คำถามสำคัญที่สังคมต้องร่วมกันจับตาคือนายกฯ จะใช้ดุลพินิจในการรับรองร่างกฎหมายเหล่านี้อย่างครบถ้วนและเป็นธรรมหรือไม่ หรือจะใช้เงื่อนไขทางการเงินเป็นเครื่องมือในการปัดตกกฎหมายของภาคประชาชนและฝ่ายค้านที่ฝ่ายบริหารไม่ต้องการ
.
เบื้องต้น ภาคประชาชนมีเวลาหลังจากนี้ 60 วัน เร่งส่งเสียงว่าจะเอาอย่างไรกับร่างกฎหมายที่ค้างจากสภาก่อน 116 ฉบับ เพื่อบอกไปยังรัฐบาลใหม่ และยังไม่รวมถึงกฎหมายที่ติดล็อคที่นายกฯ หากถูกตีความว่า “เกี่ยวด้วยการเงิน” นี่จึงเป็นอีกบทพิสูจน์รัฐสภาชุดใหม่และรัฐบาลว่าเข้ามาเพื่อสานต่องานนิติบัญญัติที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือเข้ามาเพื่อเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้อง ในการปฏิรูปโครงสร้าง สิทธิแรงงาน และความยุติธรรมทางสังคม ของภาคประชาชน และที่สำคัญต่อประชามติที่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยด้วย
.
ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ (แก้ไขมาตรา 156 และเพิ่มหมวด 15/1 เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ (แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1)
.
รอการพิจารณาในวาระที่หนึ่งของรัฐสภา (19 ฉบับ):
กลุ่มที่เสนอโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ: เช่น การยกเลิกมาตรา 279 , การลบล้างผลพวงรัฐประหารและป้องกันรัฐประหาร , การแก้ไขคุณสมบัติรัฐมนตรีและองค์กรอิสระ (มาตรา 160, 234-236 เป็นต้น) , การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ (มาตรา 25, 34, 41, 59) , และการแก้ไขเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ (มาตรา 256)
.
กลุ่มที่เสนอโดยผู้อื่น: เช่น การแก้ไขมาตรา 43, 57, 58 โดยนายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ , การแก้ไขมาตรา 27 วรรคสอง (สิทธิความเท่าเทียม) โดยนายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ , และการแก้ไขมาตรา 256 โดยนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ
.
รอบรรจุระเบียบวาระ (3 ฉบับ):
ร่างที่เสนอโดย นายจุลพงศ์ อยู่เกษ และคณะ (แก้ไขมาตรา 203-246)
ร่างที่เสนอโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ เกี่ยวกับการตรวจสอบและถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ
.
.
.
รอการพิจารณาวาระที่หนึ่ง (59 ฉบับ):
เสนอโดยคณะรัฐมนตรี: เช่น ร่าง พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน, ร่าง พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทย, ร่าง พ.ร.บ. เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรถไฟฟ้า (สายสีนัคราพิพัฒน์ และสายสีชมพู) , และร่าง พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
.
เสนอโดย สส. และประชาชน: เช่น ร่าง พ.ร.บ. รับราชการทหาร (ยกเลิกเกณฑ์ทหาร) โดยนายพริษฐ์ , ร่าง พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ โดยประชาชน , ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกความผิดการค้าประเวณี โดยประชาชน , และร่าง พ.ร.บ. การขนส่งทางบก โดยนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
.
อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (4 ฉบับ): เช่น ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกความผิดจากการใช้เช็ค และร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ราษฎรจากนโยบายที่ดินของรัฐ
.
กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว รอบรรจุระเบียบวาระ (9 ฉบับ): เช่น ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน , ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (วันหยุดและการปฏิบัติที่เท่าเทียม) , และร่าง พ.ร.บ. รายงานการปล่อยสารมลพิษ (PRTR)
.
รอพิจารณาวาระที่สอง (2 ฉบับ): ร่าง พ.ร.บ. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า
วุฒิสภาแก้ไขและส่งคืน (2 ฉบับ): ร่าง พ.ร.บ. การท่าเรือแห่งประเทศไทย และร่าง พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต
.
.
ประเด็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญคือกฎหมายกลุ่มร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ถึง 23 ฉบับ หลายฉบับพุ่งเป้าไปที่การลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร การยกเลิกมาตรา 279 ตลอดจนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการปรับโครงสร้างองค์กรอิสระ รัฐสภาชุดใหม่จะมีความกล้าหาญทางการเมืองพอที่จะหยิบยกวาระเหล่านี้ขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังหรือไม่
.
ซึ่งอีกทางหนึ่งผลการทำประชามติในครั้งแรกที่ประชาชนต้องการให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างล้นหลามก็ยิ่งท้าทายความกล้าหาญทางการเมืองของสภาฯ ชุดใหม่อย่างยิ่ง แต่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และหมวด 15/1 หรือ “ร่างวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งค้างวาระ 2 ในสภาที่แล้ว เนื่องจากมีความขัดแย้งจนนำมาสู่การยุบสภานั้น ก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า จะไปต่อหรือจะไปเริ่มต้นใหม่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาผลประชามติที่ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ “ร่างวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ก็มีประเด็นที่ไม่กล้าให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกผู้ร่างโดยตรงไหม บางคนกลัวจะไปขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ยังมีประเด็นแย้งได้เพราะคนที่จะบอกว่าเอาแบบไหนคือ “ประชามติครั้งที่ 2” ไม่ใช่รัฐสภา อีกทั้งตัวที่เป็นประเด็นคือการเพิ่มอำนาจให้ สว. ที่ต้องผ่านมือพวกเขา 1 ใน 3 ก่อนไปทำประชามติสุดท้ายเพื่อรับรองเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หรือแม้แต่ “สูตร 20 หยิบ 1” ในการเลือกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ขณะนี้ทั้ง สส. และ สว. ฝ่ายเสียงข้างมากคุมเบ็ดเสร็จ กมธ.ร่างฯ ดังกล่าวก็อาจกลายเป็น กมธ.สีใดสีหนึ่งไปอีก เหล่านี้ไม่ได้มีปัญหาทั้งในเชิงหลักการ แต่เมื่อต้องผ่านประชามติอีก 2 ครั้ง โอกาสที่จะผ่านมือประชาชนก็จะยากเมื่อเขาเห็นทิศทางที่อาจเป็นการกินรวบแบบนี้ ผมจึงคิดว่าควรมาตั้งหลักใหม่ เริ่มเสนอร่างแก้ไข ม.256 และหมวด 15/1 ใหม่ โดยเฉพาะหลักที่จะให้ประชาชนเขาเป็นเจ้าของกระบวนการตั้งแต่ให้เขาได้ตัดสินใจว่าจะเป็นคน “เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ” เองหรือไม่ ถึงจะถูกทางและเคารพประชามติครั้งแรกที่ผ่านมา
.
ขณะที่อีกร่างที่มีประเด็นว่าควรไปต่อหรือไม่ คือ ร่าง พ.ร.บ. เสริมสร้างสันติสุข ที่คาอยู่ในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภา แต่ร่าง พ.ร.บ.นี้ ทิ้งคนที่ถูกคดีมาตรา 112 ไว้ข้างหลัง ไม่นับรวมด้วย ทั้งที่ข้อหาร้ายแรงกว่าอย่าง ความผิดฐานเป็นกบฏหรือก่อการร้ายยังได้นับรวม การปล่อยผ่านร่าง พ.ร.บ.นี้ไป จริงอยู่มีคนที่จะพ้นจากทั้ง 2 ฝั่ง หรือจะกี่ฝั่ง แต่ก็มีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อีกทั้งยังทำลายหลักการนิรโทษกรรมหรือสร้างความปรองดอง หรือแม้แต่ทำลายความเป็นการเมืองของคดี 112 ให้ถูกจัดประเภทเป็นอื่นได้ ส่วนใครคิดว่าอย่างน้อยขอให้คนจำนวนหนึ่งได้พ้นไปก่อน แล้วคดี 112 ค่อยร่าง พ.ร.บ.ขึ้นมาเฉพาะกรณีใหม่ อันนี้บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะที่ พ.ร.บ.นี้ผ่านเข้ามาได้ มันมีคนได้ประโยชน์ไม่ใช่เพียงฝ่ายต่อต้านเผด็จการ แต่มันรวมถึงฝ่ายที่สนับสนุนหรือสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารที่โดนคดีด้วย เหมือนกอดคอกันเป็นตัวประกัน แต่กระบวนการกอดคอที่เป็นอยู่ตอนนี้ดันไม่กอดคดี 112 ด้วยนี่ล่ะคือปัญหา คำตอบเรื่องนี้มีได้และเสีย ดังนั้นภาคประชาชนที่ติดตามควรเร่งส่งเสียงว่าจะเอาอย่างไรกันต่อ
.
อีกหนึ่งหมวดหมู่ที่น่าจับตามองคือกลุ่มกฎหมายที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งมีร่างกฎหมายที่มาจากทั้งภาคประชาชนและพรรคการเมือง เช่น ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่มุ่งปฏิรูปสิทธิและสวัสดิการของคนทำงานให้เป็นธรรมมากขึ้น ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดที่มุ่งเอาผิดผู้ก่อมลพิษจนถูกคัดค้านจากภาคเอกชนอย่างแข็งขัน รวมถึงร่างกฎหมายที่ท้าทายกรอบคิดเดิมของสังคมและขับเคลื่อนความยุติธรรมทางสังคม อย่าง ร่าง พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ หรือความพยายามในการยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี กฎหมายเหล่านี้คือบททดสอบชั้นดีว่า รัฐสภาชุดใหม่มีความก้าวหน้าและพร้อมโอบรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่มากน้อยเพียงใด
.
นอกจากร่างกฎหมาย 116 ฉบับ ที่มีเวลา 60 วันหลังจากนี้ที่ ครม.ชุดใหม่จะมาขอให้สภาเดินหน้าต่อแล้ว กลไกตามรัฐธรรมนูญได้วางด่านสกัดที่สำคัญไว้ นั่นคือมาตราที่กำหนดให้ร่าง พ.ร.บ. ที่ประชาชนหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอ หากถูกตีความว่าเป็น "ร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน" จะต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนจึงจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาได้
ข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มกราคม 2569 สะท้อนปัญหาดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยมีร่าง พ.ร.บ. ภาคประชาชนจำนวน 16 ฉบับที่ไม่ได้รับคำรับรองจากนายกฯและไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาฯ นอกจากนี้ยังมีร่าง พรบ. อีกอย่างน้อย 11 ฉบับที่อยู่ในสภาวะค้างการพิจารณาโดยไม่ได้รับคำตอบหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนจากฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล หรือร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน ซึ่งถูกชะลอไว้โดยไม่ทราบชะตากรรมเช่นกัน
.
จุดนี้เองคือ "จุดวัดใจ" ที่สำคัญที่สุด กฎหมายภาคประชาชนหลายฉบับโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสิทธิแรงงาน สวัสดิการสังคม การจัดการสิ่งแวดล้อม หรือการตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาประชาชน มักถูกตีความว่าเป็นกฎหมายการเงินทั้งสิ้น อำนาจการตัดสินใจจึงตกอยู่ในมือของฝ่ายบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ คำถามสำคัญที่สังคมต้องร่วมกันจับตาคือนายกฯ จะใช้ดุลพินิจในการรับรองร่างกฎหมายเหล่านี้อย่างครบถ้วนและเป็นธรรมหรือไม่ หรือจะใช้เงื่อนไขทางการเงินเป็นเครื่องมือในการปัดตกกฎหมายของภาคประชาชนและฝ่ายค้านที่ฝ่ายบริหารไม่ต้องการ
.
เบื้องต้น ภาคประชาชนมีเวลาหลังจากนี้ 60 วัน เร่งส่งเสียงว่าจะเอาอย่างไรกับร่างกฎหมายที่ค้างจากสภาก่อน 116 ฉบับ เพื่อบอกไปยังรัฐบาลใหม่ และยังไม่รวมถึงกฎหมายที่ติดล็อคที่นายกฯ หากถูกตีความว่า “เกี่ยวด้วยการเงิน” นี่จึงเป็นอีกบทพิสูจน์รัฐสภาชุดใหม่และรัฐบาลว่าเข้ามาเพื่อสานต่องานนิติบัญญัติที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือเข้ามาเพื่อเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้อง ในการปฏิรูปโครงสร้าง สิทธิแรงงาน และความยุติธรรมทางสังคม ของภาคประชาชน และที่สำคัญต่อประชามติที่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยด้วย
.
ตัวอย่าง ร่างกฎหมาย 116 ฉบับ แบ่งเป็น
.1. ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (23 ฉบับ)
อยู่ระหว่างการพิจารณาวาระที่สองของรัฐสภา (1 ฉบับ):ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ (แก้ไขมาตรา 156 และเพิ่มหมวด 15/1 เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ (แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1)
.
รอการพิจารณาในวาระที่หนึ่งของรัฐสภา (19 ฉบับ):
กลุ่มที่เสนอโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ: เช่น การยกเลิกมาตรา 279 , การลบล้างผลพวงรัฐประหารและป้องกันรัฐประหาร , การแก้ไขคุณสมบัติรัฐมนตรีและองค์กรอิสระ (มาตรา 160, 234-236 เป็นต้น) , การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ (มาตรา 25, 34, 41, 59) , และการแก้ไขเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ (มาตรา 256)
.
กลุ่มที่เสนอโดยผู้อื่น: เช่น การแก้ไขมาตรา 43, 57, 58 โดยนายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ , การแก้ไขมาตรา 27 วรรคสอง (สิทธิความเท่าเทียม) โดยนายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ , และการแก้ไขมาตรา 256 โดยนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ
.
รอบรรจุระเบียบวาระ (3 ฉบับ):
ร่างที่เสนอโดย นายจุลพงศ์ อยู่เกษ และคณะ (แก้ไขมาตรา 203-246)
ร่างที่เสนอโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ เกี่ยวกับการตรวจสอบและถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ
.
2. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (1 ฉบับ)
รอบรรจุระเบียบวาระ: ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เสนอโดย นายก่อแก้ว พิกุลทอง และคณะ.
3. ร่างพระราชบัญญัติในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร (279 ฉบับ)
อยู่ระหว่างรอบรรจุระเบียบวาระวาระที่หนึ่ง (3 ฉบับ): ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลกฎหมายยาเสพติด (นายวิโรจน์), การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (นายวิโรจน์), และข้อมูลข่าวสารสาธารณะ (นายธีรัจชัย).
รอการพิจารณาวาระที่หนึ่ง (59 ฉบับ):
เสนอโดยคณะรัฐมนตรี: เช่น ร่าง พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน, ร่าง พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทย, ร่าง พ.ร.บ. เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรถไฟฟ้า (สายสีนัคราพิพัฒน์ และสายสีชมพู) , และร่าง พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
.
เสนอโดย สส. และประชาชน: เช่น ร่าง พ.ร.บ. รับราชการทหาร (ยกเลิกเกณฑ์ทหาร) โดยนายพริษฐ์ , ร่าง พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ โดยประชาชน , ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกความผิดการค้าประเวณี โดยประชาชน , และร่าง พ.ร.บ. การขนส่งทางบก โดยนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
.
อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (4 ฉบับ): เช่น ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกความผิดจากการใช้เช็ค และร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ราษฎรจากนโยบายที่ดินของรัฐ
.
กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว รอบรรจุระเบียบวาระ (9 ฉบับ): เช่น ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน , ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (วันหยุดและการปฏิบัติที่เท่าเทียม) , และร่าง พ.ร.บ. รายงานการปล่อยสารมลพิษ (PRTR)
.
รอพิจารณาวาระที่สอง (2 ฉบับ): ร่าง พ.ร.บ. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า
วุฒิสภาแก้ไขและส่งคืน (2 ฉบับ): ร่าง พ.ร.บ. การท่าเรือแห่งประเทศไทย และร่าง พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต
.
4. ร่างพระราชบัญญัติที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของวุฒิสภา (13 ฉบับ)
ร่างกฎหมายสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่:ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....
ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย
ร่าง พ.ร.บ. ลำไย และ ร่าง พ.ร.บ. โคนมและผลิตภัณฑ์นม
กลุ่มกฎหมายการปกครองท้องถิ่น: ร่าง พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด, การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น, สภาตำบลและ อบต., และเทศบาล
ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข
เป็นต้น
ดูบัญชีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเดิม ร่างพระราชบัญญัดิประกอบรัฐธรรมนูญ และร่างพระราชบัญญัดิที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภาสภาผู้แทนราษฎร แสะวุฒิสภา จํานวน 116 ฉบับ https://drive.google.com/file/d/1rdaK83dgSX2rRinc0PRudJvpB3COuA_c/view?usp=sharing
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น