ผ่าข้อถกเถียง สสร. เลือกตั้ง: รัฐสภากับความกล้าหาญที่ต้องคืนอำนาจให้ประชาชนหลังประชามติ


 
ผมเห็นว่า เมื่อกระบวนการเข้าสู่การพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และหมวด 15 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยจะมีการจัดทำประชามติคำถามที่สอง เพื่อสอบถามประชาชนว่าเห็นชอบกับวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่รัฐสภาเสนอหรือไม่นั้น ประเด็นสำคัญที่ต้องถกเถียงต่อไป คือข้อสรุปว่า ประชาชนจะสามารถเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ และหากทำได้ จะเป็นการเลือกโดยตรงหรือโดยอ้อม
.
จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งมีประเด็นเพิ่มเติมระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” จะเห็นได้ว่าข้อความดังกล่าวเป็นส่วนขยายจากประเด็นหลักที่ศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจของ “รัฐสภา” ว่ามีอำนาจ “แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” หรือไม่ โดยศาลวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญมิได้กำหนดอำนาจดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้ง อย่างไรก็ตาม
.
- รัฐสภามีอำนาจ “ริเริ่มหรือแสดงความต้องการ” ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
.
- แต่ต้องให้ประชาชนในฐานะผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบเสียก่อน
.
จะเห็นได้ว่า ข้อสรุปที่ว่า “รัฐสภา” ไม่มีอำนาจทั้งในการ “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” และในการ “ให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง” ปรากฏอยู่ในบริบทเดียวกันที่กล่าวถึงขอบเขตอำนาจของรัฐสภา ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่าหากตีความขยายความข้อความที่ว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ก็มีลักษณะในทำนองเดียวกับข้อจำกัดที่ว่ารัฐสภาไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยลำพัง
.
อย่างไรก็ดี รัฐสภายังคงสามารถ “ริเริ่มหรือแสดงความต้องการ” เพื่อให้เกิดกระบวนการที่ “ประชาชนสามารถเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ได้ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติในฐานะผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเสียก่อน
.
ดังนั้นผมจึงเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และหมวด 15 รัฐสภาสามารถดำเนินการในลักษณะ “ริเริ่มหรือแสดงความต้องการ” ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนได้ และเมื่อมีการยกร่างแล้วเสร็จ ก็ต้องนำกลับไปให้ประชาชนลงประชามติรับรองในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ
.
จะเห็นได้ว่า แนวทางดังกล่าวมีความสอดคล้องกันในเชิงเหตุผลและไม่เกิดความขัดแย้งในการตีความเมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยรายบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้ พบว่ามีเพียง 3 ท่านเท่านั้นที่ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ขณะที่อีก 3 ท่านมิได้แสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าว ส่วน อุดม สิทธิวิรัชธรรม เห็นว่า สสร. ไม่อาจยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้โดยตรง ซึ่งในประเด็นนี้ iLaw วิเคราะห์ว่า ในมุมมองดังกล่าวอาจตีความได้ว่า ประชาชนสามารถเลือกตั้ง สสร. ได้ แต่ สสร. อาจไม่มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตรง
.
สำหรับตุลาการ 3 ท่านที่เห็นว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” นั้น เมื่อพิจารณาเหตุผลประกอบแล้ว ยังมีข้อถกเถียงในแง่น้ำหนักของเหตุผลและความสอดคล้องกับหลักการที่ว่าประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ตัวอย่างเช่น
.
1. วิรุฬห์ แสงเทียน ให้เหตุผลว่า แม้ประเทศไทยจะเคยมี สสร. มาแล้ว 4 ครั้ง แต่ไม่เคยเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยตรง อีกทั้งยังอ้างบทบัญญัติมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าการแก้ไขต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จึงเห็นว่ารัฐสภาไม่อาจดำเนินการดังกล่าวได้
.
2. นภดล เทพพิทักษ์ เห็นว่า แม้ประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐสภาจะสามารถมอบอำนาจให้แก่องค์กรใดองค์กรหนึ่งในการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้
.
3. จิรนิติ หะวานนท์ ระบุเพียงสั้น ๆ ว่าไม่สามารถจัดให้มีการเลือกตั้ง สสร. ได้ โดยมิได้ให้เหตุผลประกอบอย่างชัดเจน
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคาดหวังว่ากระบวนการในระยะต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และหมวด 15 ที่ค้างอยู่จากสภาชุดก่อน หรือการยกร่างขึ้นใหม่ ควรยืนยันหลักการสำคัญว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน และรัฐสภาควรมีความกล้าที่จะ “ริเริ่มหรือแสดงความต้องการ” เพื่อเปิดทางให้ประชาชนสามารถเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ทั้งนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว คำตัดสินย่อมอยู่ที่การออกเสียงประชามติของประชาชน ดังที่มีประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงได้แสดงเจตจำนงไปแล้วว่าต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?