แรงงานข้ามชาติ ไม่ใช่ภาระประกันสังคม หากแต่เป็นผู้ช่วยพยุงกองทุนเอาไว้ด้วยซ้ำ ควรหนุนให้เข้ากองทุนมากขึ้น



วานนี้ (25 ส.ค.69) ที่ประชุมวุฒิสภามีวาระการพิจารณา รายงานการศึกษา แนวทางการเสริมสร้างความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม ของ กมธ.แรงงาน ซึ่งผมเป็น กมธ.นี้ด้วย ภายหลังจาก กมธ.รายงานการศึกษาแล้วจึงเปิดให้สมาชิกร่วมอภิปราย มีหลายหลายประเด็น แต่มีประเด็นหนึ่งที่สมาชิกอภิปรายพร้อมเสนอแนะคือเรื่องการจัดการแรงงานต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติในระบบประกันสังคม โดยเขาเสนอให้ กมธ.ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการแยกสิทธิประกันสังคมของ "แรงงานไทย" ออกจาก "แรงงานต่างด้าว" (ในมาตรา 33) โดยอ้างว่าปัจจุบันประชาชนรู้สึกเดือดร้อนใจที่สิทธิต่างๆ ถูกนำไปรวมกัน
.
สมาชิกท่านดังกล่าวยังยกตัวอย่างพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวหนาแน่น เช่น จังหวัดสมุทรสาคร ที่อัตราการใช้สิทธิกองทุนประกันสังคมเพื่อการคลอดบุตรของแรงงานต่างด้าวมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีและมีมากกว่าคนไทยอย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความยุติธรรมในการใช้เงินกองทุนที่ทุกสัญชาติได้รับสิทธิเท่ากันหมด ใจความสำคัญของสมาชิกท่านนี้คือต้องการเน้นย้ำและเรียกร้องให้จัดระบบสิทธิประโยชน์ที่ทำให้คนไทยได้รับสิทธิที่ "เหนือกว่า" ชาติอื่นๆ ในแผ่นดินไทย แทนที่จะให้สิทธิประโยชน์ทุกอย่างเท่าเทียมกันทั้งหมดจนกลายเป็นภาระของกองทุน
.
เดิมผมกะว่าจะนั่งฟังเฉยๆ เพราะรายงานนี้ผมไม่ได้มีส่วนร่วม แม้จะเป็น กมธ. แต่ประเด็นนี้เกรงว่าสมาชิกและผู้ติดตามรับชมการถ่ายทอดสดการประชุมวุฒิสภา อาจเข้าใจผิดไปว่า แรงงานข้ามชาติใช้สิทธิประกันสังคมมากกว่าแรงงานไทย
.
ผมจึงเริ่มต้นแชร์ข้อมูลเพื่อคลายข้อกังวลเรื่อง "การใช้สิทธิเหนือคนไทย" เพราะในความเป็นจริง แรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประกันสังคมได้เต็มที่หรือไม่เท่าเทียมกับคนไทยด้วยซ้ำ โดยมีการยกตัวอย่าง 2 สิทธิหลักที่เห็นได้ชัดเจน
.
สิทธิประกันสังคมกรณีว่างงาน ตามสิทธิประกันสังคมจะคุ้มครอง 90 วัน (3 เดือน) แต่แรงงานข้ามชาติต้องหานายจ้างใหม่ภายใน 60 วัน แรงงานอาจถูกเพิกถอนให้อยู่ในราชอาณาจักรและต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง ทำให้ในทางปฏิบัติแรงงานข้ามชาติไม่มีโอกาสได้ใช้สิทธิว่างงานเต็ม 3 เดือน และหลายคนเมื่อว่างงานก็เลือกกลับประเทศทันทีด้วยซ้ำ
.
สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ จะเกิดเมื่ออายุครบ 55 ปี แต่แรงงานส่วนใหญ่มักเดินทางกลับประเทศไปก่อนหน้านั้น และการกลับมาดำเนินการขอรับสิทธิเมื่ออายุถึงเกณฑ์นั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบากมาก ทำให้ในทางปฏิบัติมักไม่ได้ใช้สิทธิดังกล่าว
.
ผมยังได้แตะคร่าวๆ ถึงส่วนหนึ่งของข้อเสนอเพื่อความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมในส่วนนี้นั้น เนื่องด้วยปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติที่ถูกกฎหมายประมาณ 3 ล้านกว่าคน แต่อยู่ในระบบประกันสังคมเพียง 1.4 ล้านคน การสนับสนุนให้แรงงานที่เหลืออีกเกือบ 2 ล้านคนเข้ามาสู่ระบบประกันสังคม ถือเป็นผลดีและช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับกองทุน อีกทั้งประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่และกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน ทำให้ "ผู้ประกันตนหน้าใหม่" ที่จะเข้ามาเติมเงินในระบบลดน้อยถอยลง การดึงแรงงานข้ามชาติเข้ามาสมทบทุน (โดยที่ในความเป็นจริงพวกเขาใช้สิทธิประโยชน์หลักๆ ได้ไม่เต็มที่) จะเป็นส่วนสำคัญในการพยุงกองทุนเอาไว้ด้วยซ้ำ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

การทำ #ประชามติ เห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เหมือนตีเช็คเปล่า จริงหรือไม่?