สรุปเสวนา "ดวลร่าง เปิดทางรัฐธรรมนูญใหม่" …อนาคตของรัฐธรรมนูญไทยจะไปทางไหนต่อ?
8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประชาชนไทย 21 ล้านคนสะท้อนเสียงผ่านการลงประชามติว่าต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไรก็ตาม แนวทางที่แต่ละคนมองเห็นอาจจะยังไม่ชัดเจนลงตัวว่าเราจะไปถึงเส้นชัยนั้นได้อย่างไร ภาพของสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ในใจจะเป็นแบบไหน
.
วงเสวนา “ดวลร่าง เปิดทาง รัฐธรรมนูญใหม่” เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวทีคุยกันทางเลือกและทางเลี่ยงโดยตัวแทนพรรคการเมืองและภาคประชาชนเพื่อปลดล็อกวิกฤตินี้ ข่าวดีก็คือทุกภาคส่วนต่างเห็นพ้องว่ารัฐธรรมนูญควรยึดโยงกับประชาชนและเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีความกังวลเรื่องกรอบเวลาและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่อาจทำให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ทันการเลือกตั้งครั้งถัดไปก็ตาม
.
วงเสวนาดำเนินไปอย่างเข้มข้นกว่า 4 ชั่วโมง ซึ่งพอสรุปทิศทางจากตัวแทนแต่ละภาคส่วนได้ดังนี้
.
“ประชาชนมีส่วนร่วมตลอดประบวนการ เลือกตั้งสสร. 100%" พริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า พรรคประชาชนสนับสนุนให้เลือกตั้ง สสร.โดยตรงเพื่อลดการผูกขาดการร่างรัฐธรรมนูญโดยกลุ่มอิทธิพลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เน้นการมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการของประชาชน ตั้งแต่ต้นทางอย่างการเลือกตั้ง สสร. การสื่อสารเนื้อหาและเปิดรับฟังความเห็น และการทำประชามติที่ปลายทางของร่างรัฐธรรมนูญ
.
สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนต้องไม่มีสิทธิหรือเงื่อนไขพิเศษ อาทิ อำนาจยับยั้งที่กำหนดให้สว. ลงมติเห็นชอบในเรื่องสำคัญของรัฐสภาไม่ต่ำว่า 1 ใน 3
.
“พร้อมร่วมมือ แต่กังวลด้านวุฒิสภา” ชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคเพื่อไทยสนับสนุนแนวทางการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง แต่ความที่เคยยื่นข้อเสนอนี้แล้วไม่ผ่านวาระแรกเพราะติดปัญหามาตรา 256 ต่อการกำหนดเกณฑ์เห็นชอบที่ต้องใช้เสียงฝ่ายค้าน 20% และสว. 1 ใน 3 ร่วมด้วย ข้อเสนอล่าสุดประนีประนอมให้ประชาชนเลือก สสร. 200 คน รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน และอีก 52 คนให้มาจากการเสนอชื่อขององค์กรต่างๆ แล้วไม่ใช้เกณฑ์เห็นชอบ 1 ใน 3 โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเข้าชื่อ โดยเพื่อไทยยินดีให้ความร่วมมือกับทุกพรรคที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน
.
“อยู่กับความจริง” นิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าภูมิใจไทยอยากให้รัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้นเพราะประชาชน 21 ล้านเสียงสั่งมา โมเดลที่เสนอคือ สสร. 100 คนจะใช้วิธีเลือกจากผู้สมัครจังหวัดละ 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 23 คน และให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และเสนอให้รับเกณฑ์แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้น โดยลดสัดส่วนเสียง สว. ที่ต้องเห็นชอบจากเดิม 1 ใน 3 ลงมาเหลือ 1 ใน 4 เน้นกติกาที่เกิดขึ้นได้จริงภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2
.
“การเมืองดิจิทัล ผ่าทางตันสภาคู่แฝด” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ในการเลือกตั้ง สสร. พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ใช้ระบบหยั่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์ (E-voting) เพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐ เลือกตัวแทนจังหวัดละ 3 คน จากนั้นให้รัฐสภาคัดเหลือ 80 คน เพื่อไปสมทบกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ อีก 20 คน การลงมติไม่ให้ใช้เสียง สว. 1 ใน 3 แต่ให้ใช้เสียง 3 ใน 5 ของสภาแทน ที่เลี่ยงการเลือกตั้งโดยตรงก็เพื่อไม่ให้ภาวะสภาคู่แฝด และยังไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ในตอนนี้เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน
.
“ร่างเพื่อประชาชน ไม่ใช่ร่างแทนประชาชน” นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เสนอตั้ง "สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน" จำนวน 200 คนจากการเลือกตั้ง (แบ่งเป็นเขตจังหวัด 100 คน และเขตประเทศ 100 คน) ทำหน้าที่รับฟังความเห็นประชาชนตลอดกระบวนการ และให้มี กรธ. 35 คนจากผู้เชี่ยวชาญที่รัฐสภาเลือก และต้องผ่านการรับรองจาก "สภาการมีส่วนร่วมฯ" อีกชั้นหนึ่ง ทุกกระบวนการต้องเปิดเผย หากมีข้อที่ตกลงกันไม่ได้ก็ต้องจัดทำประชาพิจารณ์ ยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนจากประชาธิปไตยตัวแทนเป็นประชาธิปไตยโดยตรง และส่งให้ประชาชนทำประชามติเป็นขั้นสุดท้าย
“โมงยามรัฐธรรมนูญของประชาชน” ณัชปกร นามเมือง เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอที่น่าสนใจของโมเดล สสร. จากการเลือกตั้ง 2 รูปแบบ คือมีทั้ง สสร. จังหวัด และ สสร. บัญชีรายชื่อ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มประเด็นเจาะจงได้มีส่วนร่วมในเจตจำนงระดับประเทศ เน้นย้ำว่ารัฐธรรมนูญที่ดีต้องเป็นประชาธิปไตย มีตัวแทนที่ยึดโยงกับประชาชน มีความหลากหลาย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมแบบปรึกษาหารือที่มีอำนาจกำหนดทิศทางจริงๆ ไม่ใช่แค่การทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นเพียงเท่านั้น
.
ทั้งนี้ 3 ประเด็นที่ยังเป็นเรื่องยากในสายตาของทุกฝ่ายต่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ประการแรกคือด่านมาตรา 256 ที่ยังต้องมีการเห็นชอบจากสว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ประการที่สอง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งเป็นข้อถกเถียงทางกฎหมายว่า รัฐสภามอบอำนาจให้กับประชาชนเพื่อเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ยังคงมีการตีความต่างๆ กันไปและทำให้หลายฝ่ายเกิดความ “เกรงใจ” จนต้องหาวิธีโดยอ้อม และประการสุดท้ายคือเงื่อนไขของเวลาที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจลากยาวไปนาน ทำให้การเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็อาจจะยังอยู่ภายใต้กติกาและการตีความรัฐธรรมนูญ 2560 อีกครั้ง
.
วงเสวนา “ดวลร่าง เปิดทาง รัฐธรรมนูญใหม่” เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวทีคุยกันทางเลือกและทางเลี่ยงโดยตัวแทนพรรคการเมืองและภาคประชาชนเพื่อปลดล็อกวิกฤตินี้ ข่าวดีก็คือทุกภาคส่วนต่างเห็นพ้องว่ารัฐธรรมนูญควรยึดโยงกับประชาชนและเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีความกังวลเรื่องกรอบเวลาและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่อาจทำให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ทันการเลือกตั้งครั้งถัดไปก็ตาม
.
วงเสวนาดำเนินไปอย่างเข้มข้นกว่า 4 ชั่วโมง ซึ่งพอสรุปทิศทางจากตัวแทนแต่ละภาคส่วนได้ดังนี้
.
“ประชาชนมีส่วนร่วมตลอดประบวนการ เลือกตั้งสสร. 100%" พริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า พรรคประชาชนสนับสนุนให้เลือกตั้ง สสร.โดยตรงเพื่อลดการผูกขาดการร่างรัฐธรรมนูญโดยกลุ่มอิทธิพลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เน้นการมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการของประชาชน ตั้งแต่ต้นทางอย่างการเลือกตั้ง สสร. การสื่อสารเนื้อหาและเปิดรับฟังความเห็น และการทำประชามติที่ปลายทางของร่างรัฐธรรมนูญ
.
สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนต้องไม่มีสิทธิหรือเงื่อนไขพิเศษ อาทิ อำนาจยับยั้งที่กำหนดให้สว. ลงมติเห็นชอบในเรื่องสำคัญของรัฐสภาไม่ต่ำว่า 1 ใน 3
.
“พร้อมร่วมมือ แต่กังวลด้านวุฒิสภา” ชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคเพื่อไทยสนับสนุนแนวทางการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง แต่ความที่เคยยื่นข้อเสนอนี้แล้วไม่ผ่านวาระแรกเพราะติดปัญหามาตรา 256 ต่อการกำหนดเกณฑ์เห็นชอบที่ต้องใช้เสียงฝ่ายค้าน 20% และสว. 1 ใน 3 ร่วมด้วย ข้อเสนอล่าสุดประนีประนอมให้ประชาชนเลือก สสร. 200 คน รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน และอีก 52 คนให้มาจากการเสนอชื่อขององค์กรต่างๆ แล้วไม่ใช้เกณฑ์เห็นชอบ 1 ใน 3 โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเข้าชื่อ โดยเพื่อไทยยินดีให้ความร่วมมือกับทุกพรรคที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน
.
“อยู่กับความจริง” นิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าภูมิใจไทยอยากให้รัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้นเพราะประชาชน 21 ล้านเสียงสั่งมา โมเดลที่เสนอคือ สสร. 100 คนจะใช้วิธีเลือกจากผู้สมัครจังหวัดละ 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 23 คน และให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และเสนอให้รับเกณฑ์แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้น โดยลดสัดส่วนเสียง สว. ที่ต้องเห็นชอบจากเดิม 1 ใน 3 ลงมาเหลือ 1 ใน 4 เน้นกติกาที่เกิดขึ้นได้จริงภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2
.
“การเมืองดิจิทัล ผ่าทางตันสภาคู่แฝด” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ในการเลือกตั้ง สสร. พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ใช้ระบบหยั่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์ (E-voting) เพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐ เลือกตัวแทนจังหวัดละ 3 คน จากนั้นให้รัฐสภาคัดเหลือ 80 คน เพื่อไปสมทบกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ อีก 20 คน การลงมติไม่ให้ใช้เสียง สว. 1 ใน 3 แต่ให้ใช้เสียง 3 ใน 5 ของสภาแทน ที่เลี่ยงการเลือกตั้งโดยตรงก็เพื่อไม่ให้ภาวะสภาคู่แฝด และยังไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ในตอนนี้เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน
.
“ร่างเพื่อประชาชน ไม่ใช่ร่างแทนประชาชน” นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เสนอตั้ง "สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน" จำนวน 200 คนจากการเลือกตั้ง (แบ่งเป็นเขตจังหวัด 100 คน และเขตประเทศ 100 คน) ทำหน้าที่รับฟังความเห็นประชาชนตลอดกระบวนการ และให้มี กรธ. 35 คนจากผู้เชี่ยวชาญที่รัฐสภาเลือก และต้องผ่านการรับรองจาก "สภาการมีส่วนร่วมฯ" อีกชั้นหนึ่ง ทุกกระบวนการต้องเปิดเผย หากมีข้อที่ตกลงกันไม่ได้ก็ต้องจัดทำประชาพิจารณ์ ยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนจากประชาธิปไตยตัวแทนเป็นประชาธิปไตยโดยตรง และส่งให้ประชาชนทำประชามติเป็นขั้นสุดท้าย
“โมงยามรัฐธรรมนูญของประชาชน” ณัชปกร นามเมือง เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอที่น่าสนใจของโมเดล สสร. จากการเลือกตั้ง 2 รูปแบบ คือมีทั้ง สสร. จังหวัด และ สสร. บัญชีรายชื่อ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มประเด็นเจาะจงได้มีส่วนร่วมในเจตจำนงระดับประเทศ เน้นย้ำว่ารัฐธรรมนูญที่ดีต้องเป็นประชาธิปไตย มีตัวแทนที่ยึดโยงกับประชาชน มีความหลากหลาย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมแบบปรึกษาหารือที่มีอำนาจกำหนดทิศทางจริงๆ ไม่ใช่แค่การทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นเพียงเท่านั้น
.
ทั้งนี้ 3 ประเด็นที่ยังเป็นเรื่องยากในสายตาของทุกฝ่ายต่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ประการแรกคือด่านมาตรา 256 ที่ยังต้องมีการเห็นชอบจากสว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ประการที่สอง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งเป็นข้อถกเถียงทางกฎหมายว่า รัฐสภามอบอำนาจให้กับประชาชนเพื่อเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ยังคงมีการตีความต่างๆ กันไปและทำให้หลายฝ่ายเกิดความ “เกรงใจ” จนต้องหาวิธีโดยอ้อม และประการสุดท้ายคือเงื่อนไขของเวลาที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจลากยาวไปนาน ทำให้การเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็อาจจะยังอยู่ภายใต้กติกาและการตีความรัฐธรรมนูญ 2560 อีกครั้ง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น