ขอวุฒิสภาเพิ่มสัดส่วนเปิดเผยรายงานสอบประวัติ "อัยการสูงสุด-องค์กรอิสระ" ชี้อ้างข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้สัดส่วนกับประโยชน์สาธารณะ




ในการประชุมวุฒิสภา วันนี้ (31 ส.ค.69) ผมได้อภิปรายให้ข้อสังเกตและหารือต่อที่ประชุม กรณีการพิจารณารายงานการพิจารณาเสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด โดยเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติฯ ทบทวนสัดส่วนการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะให้มากขึ้น เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดของประชาชน
.
โดยผมชี้ว่า แม้ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อที่ 110 วรรคสอง จะเปิดช่องให้สามารถจัดทำรายงาน "บางส่วน" เป็นรายงานลับได้ แต่ในความเป็นจริง สัดส่วนของรายงานฉบับเปิดเผยกลับมีน้อยมากเมื่อเทียบกับฉบับลับ โดยรายงานที่เปิดเผยมีเพียงประวัติย่อ 1 หน้า A4 และเอกสารแนบท้ายที่บอกเพียงหัวข้อการตรวจสอบ แต่กลับไม่ระบุถึงผลการพิจารณาในด้านคุณสมบัติ ความประพฤติ หรือจริยธรรมเลย
.
"บุคคลในที่นี้เป็นบุคคลสาธารณะที่มีอำนาจในทางมหาชน ในการให้คุณให้โทษต่อสาธารณะ ดังนั้นการอ้างเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนด้วย" ผมย้ำ พร้อมหยิบยกหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรคหก มาเน้นย้ำอีกว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะจึงเป็นการการันตีหลักการดังกล่าว
.
นอกจากนี้ผมยังตั้งข้อสังเกตว่า หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงในรายงานฉบับเต็ม จะพบว่ากระบวนการซักถามมีการถาม-ตอบอย่างสมดุล ไม่ได้เอนเอียง ซึ่งหากเปิดเผยข้อมูลส่วนนี้สู่สาธารณะ อาจส่งผลบวกต่อภาพลักษณ์ของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นอัยการสูงสุดด้วยซ้ำ
.
ในช่วงท้าย ผมยังฝากประเด็นถึงคณะกรรมาธิการที่จะทำหน้าที่สอบประวัติบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระในอนาคต ขอให้พิจารณาให้น้ำหนักกับการทำรายงานฉบับเปิดเผยให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถร่วมตรวจสอบและรับรู้ข้อมูลของผู้ที่จะเข้ามาใช้อำนาจมหาชนได้อย่างแท้จริง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

การทำ #ประชามติ เห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เหมือนตีเช็คเปล่า จริงหรือไม่?