"การปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐ" ต้องไม่ตัดงานที่จำเป็นของรัฐ และเป็นธรรมแก่กำลังคนภาครัฐด้วย
จากเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา รองนายกฯ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยว่า ครม. เห็นชอบการปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐ โดยรัฐบาลตั้งเป้าลดงบรายจ่ายประจำจาก 70% ให้เหลือไม่เกิน 30% โดยควบคุมอัตรากำลังและให้ถือว่าจำนวนขณะนี้เป็นอัตราสูงสุดเท่าที่จะมีได้ และให้เน้นการใช้กำลังคนร่วมกันระหว่างหน่วยงาน รวมทั้งยกเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็นนั้น
.
โดยรวมคงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมาทิศทางนี้ แต่อาจมีข้อท่วงติงสำหรับส่วนงานที่ "จำเป็น" และสร้างความ "เป็นธรรม" อย่างกรณีมีข่าวว่ารัฐบาลเตรียมยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินที่มีภารกิจตั้งธนาคารที่ดิน ในการที่จะกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน แต่ยังไม่สามารถตั้งได้เพราะขาด พ.ร.บ.รองรับโดยตรงเนื่องจากติดว่าต้องได้การเซ็นรับรองจากนายกฯที่ผ่านมา เพราะเป็น ร่าง พ.ร.บ.อันเกี่ยวเนื่องด้วยการเงิน พอนายกฯที่ผ่านมาไม่เซ็นก็ไปต่อไม่ได้ ทีนี้กลับจะยุบองค์กรที่จะมีหน้าที่จัดตั้งธนาคารเลย ไม่แน่ใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐด้วยหรือไม่ ถ้าหากใช้อันนี้อย่างให้ทบทวนอย่างยิ่ง
.
อันที่จากหากเราย้อนดูไม่ใช่รัฐไทยเพิ่งมาตระหนักเรื่องภาระค่าใช้จ่ายกำลังคนภาครัฐ แต่ที่ผ่านมารัฐไทยไม่ไปแตะส่วนงานที่ไม่จำเป็น เท่ากับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานกำลังพลภาครัฐ โดยเปลี่ยนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ข้อมูลปัจจุบัน จากเพจ "คลังสารสนเทศรัฐสภา" (ดูภาพประกอบ) กำลังคนภาครัฐ ปึงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,004,485 คน แบ่งเป็นข้าราชการ 1,756,606 คน หรือ 58.47% ที่เหลืออีก 40% หรือราว 1.2 ล้านคน คือ กำลังคนประเภทอื่น เช่น พนักงาน ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว ในนี้ยังมีจ้างเหมาบริการ ลูกจ้างโครงการ จนถึงซัพคอนแทรค ที่ค่าตอบแทน สวัสดิการ ความรับผิดชอบในการจ้างงาน จนถึงความมั่นคงในการทำงานต่ำกว่า "ข้าราชการ" มากๆ อีกจำนวนมาก
.
อย่างที่กล่าวไว้เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิรูปสู่เสรีนิยมใหม่ของรัฐไทย ซึ่งมีแนวทางไปสู่การจ้างงานแบบยืดหยุ่นมากขั้น ลดสวัสดิการในการจ้างงาน โดยเฉพาะหลังวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 เราต้องกู้ยืมเงินจาก IMF ที่มีเงื่อนไข เช่น ต้องดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด หนึ่งในนั้นคือการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคคลแต่เนื่องจากรัฐยังคงมีภารกิจในการให้บริการสาธารณะ การเลี่ยงข้อจำกัดในการบรรจุข้าราชการจึงนำไปสู่การออกแบบระบบการจ้างงานรูปแบบใหม่ที่เน้นสัญญาจ้างระยะสั้นและตัดภาระสวัสดิการระยะยาวออกไป เช่น
.
[กำเนิดระบบพนักงานราชการ]
- 2546 : ครม. มีมติเห็นชอบข้อเสนอของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เรื่องยุทธศาสตร์การปรับขนาดกำลังคนภาครัฐ โดยมาตรการระยะสั้นหนึ่งคือ ให้ทุกส่วนราชการยุบเล็กอัตราลูกจ้างประจำที่ว่างลงจากการเกษียณอายุและอัตราว่างระหว่างปีทุกตำแหน่ง หากส่วนราชการใดมีความจำเป็นจะขอยกเว้นการยุบเลิกอัตราลูกจ้างประจำ ให้เสนอคำขอให้ กปร. พิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
- 2547 : ตามด้วย ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 เพื่อมาทดแทนลูกจ้างประจำที่ถูกระงับไป โดยออกแบบให้เป็นสัญญาจ้างคราวละไม่เกิน 4 ปี ไม่มีบำนาญ ไม่มีสิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากกรมบัญชีกลาง (ต้องใช้ประกันสังคม) ถือเป็นการดึงแรงงานเข้าสู่ความยืดหยุ่นเต็มรูปแบบ
.
[ยุคเบ่งบานของลูกจ้างเหมาบริการ]
ช่วงปี 2550 - 2560 เมื่อภาระงานของรัฐเพิ่มขึ้น แต่อัตราข้าราชการและพนักงานราชการมีจำกัด ส่วนราชการจึงเลี่ยงไปใช้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ นำเงินงบประมาณหมวด "งบดำเนินงาน" (ค่าตอบแทน ใช้สอย วัสดุ) มาจ้างคนในฐานะ "ผู้รับจ้างทำของ" ทำให้เกิดกลุ่มลูกจ้างที่หลุดกรอบกฎหมายคุ้มครองแรงงานทุกฉบับ
.
จนมาเมื่อปลายปีที่แล้ว รัฐสภาผ่านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่นอกจากประเด็นเพิ่มสิทธิลาคลอด 120 วันแล้ว ยังมีเรื่องการคุ้มครองลูกจ้างเหมาบริการให้ไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดด้วย
.
ขณะที่เมื่อไปดูร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 70 รัฐบาลตั้งงบหมวดงบบุคลากรไว้ที่ประมาณ 17.7% หรือ ราว 6.7 แสนล้านบาท ส่วนค่าจ้างเหมาบริการ อยู่ที่ 12,920 ล้านบาท ลดลงจากปี 69 ที่อยู่ราว 1.3 หมื่นล้าน และปี 67 อยู่ที่ 1.4 หมื่นล้าน (ข้อมูลจากแดชบอร์ด งบประมาณของ openbudget.wevis.info ) คงต้องจับต่อว่างบส่วนนี้ที่ลดลงจะกระทบการจ้างงานแรงงานส่วนนี้ด้วยหรือไม่ เพราะในข้อสังเกตประกอบร่าง พ.ร.บ.คุ้ครองแรงงานที่ออกมาให้คุ้มครองแรงงานเหมาบริการไม่ให้ต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดนั้น กำชับว่าจะต้องไม่กระทบต่อการจ้างงานที่มีอยู่ด้วย
.
โดยสรุปแล้ว การปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐ ต้องคำนึงถึงภาระงานที่จำเป็นโดยเฉพาะงานที่จะสร้างสวัสดิการและความเป็นธรรมของประชาชน รวมทั้งต้องเป็นธรรมแก่กำลังคนภาครัฐด้วย ไม่ใช่การเล่นแร่แปรธาตุทำให้การจ้างงานภาครัฐนี้ยืดหยุ่น ไร้ความมั่นคงในการทำงาน ขาดสวัสดิการที่เหมาะสม เพราะต้องไม่ลืมว่ากำลังคนภาครัฐตรงนี้ด้านหนึ่งเขาก็เป็นพลเมืองในรัฐด้วย หากเขาไม่มีสวัสดิการในการจ้างงานที่ดีก็เท่ากับพลเมืองนี้ขาดสวัสดิการและความมั่นคงในการทำงานเช่นกัน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น