หวังไทยพีบีเอสเป็น "เสาหลักมาตรฐานสวัสดิการคนสื่อ"
.
เบื้องต้นผมชื่นชมการทำงานของไทยพีบีเอสในมิติต่างๆ ได้แก่:
.
ความกล้าหาญในการตรวจสอบต้นตอการระบาดของปลาหมอคางดำ โดยกล้าระบุชื่อบริษัทเอกชนที่สื่ออื่นอาจหลีกเลี่ยง ซึ่งสะท้อนตัวตนด้านนี้ของไทยพีบีเอสได้อย่างดีที่ไม่ต้องพึ่งโฆษณาจากกลุ่มทุน
.
การทำหน้าที่สื่อสันติภาพในช่วงวิกฤตความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เน้นการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-Checker) และนำเสนอผลกระทบทางมนุษยธรรมเพื่อลดความเกลียดชัง
.
การส่งเสริมประชาธิปไตยและการตื่นรู้ อย่างเช่น การผลักดันบริการ Thai PBS Verify และโครงการ Fact-Check Thailand 2026 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมสู้กับข่าวลวง รวมถึงมีกระบวนการ "ฟังเสียงประเทศไทย" เพื่อสร้างบทสนทนาหาทางออกร่วมกัน
.
การเปิดพื้นที่สื่อภาคพลเมืองและการจัดการวิกฤต ผ่านการสนับสนุนเครือข่ายนักข่าวพลเมืองผ่าน C-Site และ Policy Watch และจัดตั้ง "War Room ภาคประชาชน" เป็นศูนย์ข้อมูลแจ้งเตือนภัยในช่วงมหาอุทกภัยภาคใต้ เป็นต้น
.
อย่างไรก็ตามผมยังได้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่ต้องเร่งทบทวน
.
ประเด็นแรกจริยธรรมวิชาชีพและผลประโยชน์ทับซ้อน กรณีรายงานมีการระบุถึงกรณีผู้ประกาศข่าวติดต่อรับทรัพย์สินจาก "คนในรัฐบาล" ซึ่งขัดต่อข้อบังคับด้านความเป็นอิสระ แต่ยังไม่มีความชัดเจนถึงกระบวนการตรวจสอบขั้นเด็ดขาด ว่าเข้าข่ายถูกแทรกแซงการทำงานหรือไม่ และ "คนในรัฐบาล" ดังกล่าวคือใคร
.
ประเด็นการเข้าถึงของกลุ่มฐานรากผ่านโทรทัศน์ที่ลดลง แม้คนจะดูออนไลน์มากขึ้น แต่ยอดผู้ชมผ่านทีวีที่ลดลงร้อยละ 9.74 อาจทำให้กลุ่มคนเปราะบางหรือผู้สูงอายุหลุดออกจากช่องทางการรับรู้ข่าวสาร
.
ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของไทยพีบีเอส คือ คนงานในอุตสาหกรรมสื่อ"
.ผมได้กล่าวถึงประเด็นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยย้ำว่า "ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของไทยพีบีเอส คือ คนงานในอุตสาหกรรมสื่อ" แม้การให้ความสำคัญกับผลงานจะเป็นเรื่องดี แต่ "กระบวนการ" ระหว่างทางก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน พร้อมได้ฝากข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้:
.
แม้จะชื่นชมนโยบายที่ลดการนำค่าใช้จ่ายบุคลากรไปผูกกับโครงการจ้างเหมา และการออกแบบระบบค่าตอบแทนที่เป็นธรรม แต่การจ้างงานที่ "ยืดหยุ่น" กลับสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางและความเหลื่อมล้ำ โดยพบว่ามีการจ้างงานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่พนักงานประจำ ไปจนถึงลูกจ้างรหัส 0, รหัส 8, ฟรีแลนซ์ และผู้รับงานไปทำต่อ จึงเสนอให้ไทยพีบีเอสยกระดับเป็นมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมสื่อ ทั้งการกำหนดสวัสดิการและการจ้างงานให้มั่นคงไปถึงผู้ผลิตสื่อรายย่อยที่มารับงานก็ควรมีหลักการพิจารณาสภาพการจ้างงานของสื่อเหล่านั้นด้วย
.
พร้อมทั้งเสนอให้เปิดเผยสภาพการจ้างงานในรายงานประจำปีในอนาคต ควรมีการระบุถึงสภาพการจ้างงานและรูปแบบการจ้างงานของพนักงานไทยพีบีเอสอย่างชัดเจน
.
รวมทั้งพิจารณาบรรจุทีมงาน Thai PBS Verify เมื่อโครงการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่าง Thai PBS Verify สามารถดำเนินงานมาได้อย่างเข้มแข็งถึง 2 ปีแล้ว บุคลากรที่ทำงานในส่วนนี้ก็ควรได้รับการบรรจุ หรือได้รับการจ้างงานที่มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น
.
สร้างกลไกสมาพันธ์พนักงานที่ยั่งยืน จากกรณีที่ยังไม่มีการตั้ง "สหภาพแรงงาน" และมีเพียง "สมาพันธ์พนักงานไทยพีบีเอส" ผมจึงหวังว่าสมาพันธ์ดังกล่าวจะมีกลไกในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางองค์กรอย่างยั่งยืน เป็นสถาบันที่มั่นคง และไม่แปรผันไปตามการเปลี่ยนผ่านของผู้บริหาร เนื่องจากยังขาดกฎหมายแรงงานเข้ามาคุ้มครองรองรับอย่างเต็มรูปแบบ
.
เป็น "หลังพิง" ให้คนคนทำงานในวงการสื่อ
.สุดท้ายผมย้ำว่า ผมคาดหวังไทยพีบีเอสที่ไม่เพียงเป็นสื่อมวลชน แต่ยังเป็นสถาบันของคนทำงานในอุตสาหกรรมสื่อ เพราะไทยพีบีเอสมีต้นทุนข้อได้เปรียบที่ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนในเชิงธุรกิจเหมือนสื่อเอกชนอื่น ๆ จึงมีความมุ่งหวังให้ไทยพีบีเอสยกระดับตนเองเป็น "หลักชัยและมาตรฐาน" ของอุตสาหกรรมสื่อมวลชนทั้งระบบ เพื่อให้คนทำสื่อตัวเล็ก ๆ สามารถใช้มาตรฐานสวัสดิการและการดูแลพนักงานของไทยพีบีเอส เป็น "หลังพิง" หรือข้ออ้างอิงในการไปเจรจาต่อรองสภาพการจ้างงานกับนายจ้างของตนเองได้
.
อย่างไรก็ตามมีบางช่วงที่คณะผู้บริหารได้ตอบข้อสังเกตบางประการของผม เช่น การยืนยันว่าภารกิจไทยพีบีเอส ยังทำงานเรื่องทีวีต่อไป ทีวีคือพื้นฐาน แม้จะมีการเติบโตในส่วนออนไลน์ ส่วนกรณี พนง.ของไทยพีบีเอส ที่มีประเด็นกับนักการเมืองบางคนนั้น พนง.คนดังกล่าวนั้นออกไปแล้ว ส่วนเรื่องการจ้างงานนั้น มี 2 ประเภท คือ พนง.ประจำ กับ พนง.ตามสัญญาจ้าง สิทธิประโยชน์ก็จะไม่เหมือนกัน ส่วนสหภาพแรงงาน เนื่องจากไทยพีบีเอสเป็นองค์กรสาธารณธไม่อยู่กฎหมายแรงงาน หรือแรงงานสัมพันธ์ แต่ปัจจุบันก็มีการรวมกลุ่มในการเป็นสหพันธ์ฯ อยู่
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น