พรก. กู้เงิน 4 แสนล้าน แต่เอกสารไม่ถึงหน้า 250 คำ คำละ 1,666 ล้าน ถามหาความโปร่งใส - ความจำเป็นเร่งด่วน - ความพร้อม หวั่นกระทบการคลัง - เอื้อทุนผูกขาด
พรก. กู้เงิน 4 แสนล้าน แต่เอกสารไม่ถึงหน้า 250 คำ คำละ 1,666 ล้าน ถามหาความโปร่งใส - ความจำเป็นเร่งด่วน - ความพร้อม หวั่นกระทบการคลัง - เอื้อทุนผูกขาด ด้านปลัดคลังรับไม่มีรายละเอียด ระบุหลัง พรก.ผ่านจะมีโครงการดี ๆ เสนอเข้ามา
.
วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณาพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ผมได้มีโอกาสร่วมอภิปรายและตั้งคำถามต่อการออก พรก. ฉบับนี้ ซึ่งมี 2 ก้อน ก้อนละ 2 แสนล้าน โดยเฉพาะเรื่องเงินกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งยังมีข้อสงสัยสำคัญทั้งในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ความโปร่งใส และความชัดเจนของแผนงาน
.
เบื้องต้นผมไม่ติดใจเงินก้อนแรกของการบรรเทาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ก้อนหลัง 2 แสนล้านบาทผมมีความเป็นห่วงและติดใจ เนื่องจากเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ต้องใช้เวลา ซึ่งการใช้เวลาดำเนินการไม่เพียงพอที่จะใช้ร่าง พรบ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติหรือไม่ เพราะกระบวนการลักษณะนี้ควรใช้ร่าง พรบ. งบประมาณปกติอยู่แล้ว
.
นอกจากนี้เมื่อเปิดดูเอกสารแผนของโครงการและหน่วยงานที่รับผิดชอบกลับมีเพียงแค่ 1 หน้าและไม่เต็มหน้ากระดาษ A4 เมื่อนับดูพบว่ามีประมาณ 250 คำ เฉลี่ยคำละ 1,660 ล้านบาท จึงตั้งคำถามว่าความรับผิดชอบต่อเงินงบประมาณอยู่ตรงไหน หรือเป็นการริเริ่มส่งเสริมพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่ ทั้งยังไม่ใช้กระบวนการงบประมาณปกติเพื่อให้กระบวนการรัฐสภามีความรอบคอบและรอบด้าน เมื่อออกเป็น พรก. กลับให้ข้อมูลน้อยมาก จึงสงสัยว่ารัฐบาลให้เกียรติสภาอย่างที่นายกรัฐมนตรีระบุไว้จริงหรือไม่
.
ผมยังตั้งข้อสังเกตว่าการขาดความชัดเจนในแผนงานและผลกระทบต่อพื้นที่ทางการคลัง สอดคล้องกับพยานผู้เชี่ยวชาญของศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 4 คนที่เชิญมา แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ผ่าน โดยผมตั้งคำถามไปยัง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย และคณะรัฐมนตรี 4 ประการ
.
ประการแรก เรื่องความโปร่งใสและเป้าหมายที่จะเข้าไปเป็นสมาชิก OECD ขอสอบถามว่าการจัดทำเอกสารมาอย่างประหยัดสอดคล้องกับความมุ่งหมายดังกล่าวอย่างไร และมีหลักเกณฑ์การอนุมัติเม็ดเงินมหาศาลอย่างไร ขอให้มาชี้แจง
.
ประการที่สอง เรื่องความจำเป็นเร่งด่วนของเงิน 2 แสนล้านบาทในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งพยานผู้เชี่ยวชาญระบุว่าไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลมีตัวชี้วัดความสำเร็จระยะสั้นอย่างไรเพื่อพิสูจน์ว่าแผนงานระยะยาวสามารถแก้ปัญหาวิกฤตฉุกเฉินทางเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที
.
ประการที่สาม เรื่องความพร้อมของหน่วยงาน โดยเฉพาะเอกนัฏที่ระบุเสมอว่าปัญหาพลังงานต้องทลายโครงสร้างการผูกขาด จึงคิดว่าต้องมีกระบวนการรื้อโครงสร้างและกฎระเบียบไม่ให้การอัดเม็ดเงินกลายเป็นการเอาเงินเข้ากระเป๋าทุนพลังงาน รวมถึงการรื้อค่าพร้อมจ่าย
.
ประการที่สี่ เรื่องพื้นที่ทางการคลัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่ายังอยู่ในกรอบร้อยละ 70 แต่เป็นระดับที่ปริ่มแล้ว หากเกิดวิกฤตซ้อนทับในอนาคต รัฐบาลมีแผนหาพื้นที่ทางการคลังสำรองเพื่อรับมืออย่างไร
.
ต่อข้อซักถามดังกล่าว ในประการแรก ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ กล่าวชี้แจงตอนหนึ่งว่า วันนี้ยอมรับว่าไม่มีรายละเอียดเพราะโครงการที่เป็นทางการยังไม่ได้เสนอมาเลย หลังจากวันนี้หากพระราชกำหนดฉบับนี้ผ่านจากวุฒิสภา ก็จะมีโครงการดี ๆ เสนอเข้ามา วันนั้นรายละเอียดที่เสนอเข้ามาจะมีครบถ้วน ไม่ว่าจะทำโครงการอะไร เพื่ออะไร ใช้เงินเท่าไหร่ ใครได้ประโยชน์ ตอบโจทย์หรือไม่ นี่คือสิ่งที่มาพร้อมกับข้อเสนอโครงการที่เป็นทางการ
.
ด้านเอกนัฏได้ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า พรก. เงินกู้ฉบับนี้มีความจำเป็น ไม่ใช่กู้มาอุดรูรั่ว แต่ลงทุนเปลี่ยนผ่าน ลดนำเข้าน้ำมันและ LNG ดันโซลาร์เซลล์ ประชาชนสร้างโรงไฟฟ้าของตัวเอง
.
รมว. พลังงานกล่าวว่าเงินกู้ 400,000 ล้านบาทแบ่งเป็น 2 ส่วน โดย 200,000 ล้านบาทแรก ใช้บรรเทาผลกระทบแบบมุ่งเป้า ส่งตรงถึงประชาชน ไม่มีการซื้อของหรือเปิดช่องเงินทอน ส่วนอีก 200,000 ล้านบาทเป็นการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน ไม่ใช่กู้มาปะผุแล้วปล่อยให้เลือดไหลต่อไป
.
ด้านเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ตอบข้อห่วงใยเรื่องการจัดสรรงบประมาณ โดยยืนยันว่า พรก. ฉบับนี้มีระเบียบกลางและเกณฑ์คัดกรองโครงการอย่างเข้มงวดโดยคณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งเน้นความโปร่งใส ความคุ้มค่า และความพร้อมของโครงการ หากไม่คุ้มค่าจะถูกตัดทิ้งทันที พร้อมทั้งจะมีการติดตามผลและรายงานให้ทั้งคณะรัฐมนตรีและประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง
.
รมว. คลังกล่าวว่าเงินกู้ พรก. นี้จะไม่กู้นำมากองไว้ เราจะกู้ตามความจำเป็นและจ่ายจริงเท่านั้น กระทรวงการคลังมีการประเมินแบบจำลองหนี้สาธารณะและคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกก็เข้าใจและไม่ได้กังวลเรื่องหนี้สาธารณะชนเพดาน เนื่องจากมีการกำหนดกรอบการใช้วงเงินที่ชัดเจน ไม่ใช่การตีเช็คเปล่าแต่อย่างใด
.
วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณาพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ผมได้มีโอกาสร่วมอภิปรายและตั้งคำถามต่อการออก พรก. ฉบับนี้ ซึ่งมี 2 ก้อน ก้อนละ 2 แสนล้าน โดยเฉพาะเรื่องเงินกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งยังมีข้อสงสัยสำคัญทั้งในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ความโปร่งใส และความชัดเจนของแผนงาน
.
เบื้องต้นผมไม่ติดใจเงินก้อนแรกของการบรรเทาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ก้อนหลัง 2 แสนล้านบาทผมมีความเป็นห่วงและติดใจ เนื่องจากเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ต้องใช้เวลา ซึ่งการใช้เวลาดำเนินการไม่เพียงพอที่จะใช้ร่าง พรบ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติหรือไม่ เพราะกระบวนการลักษณะนี้ควรใช้ร่าง พรบ. งบประมาณปกติอยู่แล้ว
.
นอกจากนี้เมื่อเปิดดูเอกสารแผนของโครงการและหน่วยงานที่รับผิดชอบกลับมีเพียงแค่ 1 หน้าและไม่เต็มหน้ากระดาษ A4 เมื่อนับดูพบว่ามีประมาณ 250 คำ เฉลี่ยคำละ 1,660 ล้านบาท จึงตั้งคำถามว่าความรับผิดชอบต่อเงินงบประมาณอยู่ตรงไหน หรือเป็นการริเริ่มส่งเสริมพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่ ทั้งยังไม่ใช้กระบวนการงบประมาณปกติเพื่อให้กระบวนการรัฐสภามีความรอบคอบและรอบด้าน เมื่อออกเป็น พรก. กลับให้ข้อมูลน้อยมาก จึงสงสัยว่ารัฐบาลให้เกียรติสภาอย่างที่นายกรัฐมนตรีระบุไว้จริงหรือไม่
.
ผมยังตั้งข้อสังเกตว่าการขาดความชัดเจนในแผนงานและผลกระทบต่อพื้นที่ทางการคลัง สอดคล้องกับพยานผู้เชี่ยวชาญของศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 4 คนที่เชิญมา แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ผ่าน โดยผมตั้งคำถามไปยัง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย และคณะรัฐมนตรี 4 ประการ
.
ประการแรก เรื่องความโปร่งใสและเป้าหมายที่จะเข้าไปเป็นสมาชิก OECD ขอสอบถามว่าการจัดทำเอกสารมาอย่างประหยัดสอดคล้องกับความมุ่งหมายดังกล่าวอย่างไร และมีหลักเกณฑ์การอนุมัติเม็ดเงินมหาศาลอย่างไร ขอให้มาชี้แจง
.
ประการที่สอง เรื่องความจำเป็นเร่งด่วนของเงิน 2 แสนล้านบาทในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งพยานผู้เชี่ยวชาญระบุว่าไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลมีตัวชี้วัดความสำเร็จระยะสั้นอย่างไรเพื่อพิสูจน์ว่าแผนงานระยะยาวสามารถแก้ปัญหาวิกฤตฉุกเฉินทางเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที
.
ประการที่สาม เรื่องความพร้อมของหน่วยงาน โดยเฉพาะเอกนัฏที่ระบุเสมอว่าปัญหาพลังงานต้องทลายโครงสร้างการผูกขาด จึงคิดว่าต้องมีกระบวนการรื้อโครงสร้างและกฎระเบียบไม่ให้การอัดเม็ดเงินกลายเป็นการเอาเงินเข้ากระเป๋าทุนพลังงาน รวมถึงการรื้อค่าพร้อมจ่าย
.
ประการที่สี่ เรื่องพื้นที่ทางการคลัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่ายังอยู่ในกรอบร้อยละ 70 แต่เป็นระดับที่ปริ่มแล้ว หากเกิดวิกฤตซ้อนทับในอนาคต รัฐบาลมีแผนหาพื้นที่ทางการคลังสำรองเพื่อรับมืออย่างไร
.
ต่อข้อซักถามดังกล่าว ในประการแรก ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ กล่าวชี้แจงตอนหนึ่งว่า วันนี้ยอมรับว่าไม่มีรายละเอียดเพราะโครงการที่เป็นทางการยังไม่ได้เสนอมาเลย หลังจากวันนี้หากพระราชกำหนดฉบับนี้ผ่านจากวุฒิสภา ก็จะมีโครงการดี ๆ เสนอเข้ามา วันนั้นรายละเอียดที่เสนอเข้ามาจะมีครบถ้วน ไม่ว่าจะทำโครงการอะไร เพื่ออะไร ใช้เงินเท่าไหร่ ใครได้ประโยชน์ ตอบโจทย์หรือไม่ นี่คือสิ่งที่มาพร้อมกับข้อเสนอโครงการที่เป็นทางการ
.
ด้านเอกนัฏได้ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า พรก. เงินกู้ฉบับนี้มีความจำเป็น ไม่ใช่กู้มาอุดรูรั่ว แต่ลงทุนเปลี่ยนผ่าน ลดนำเข้าน้ำมันและ LNG ดันโซลาร์เซลล์ ประชาชนสร้างโรงไฟฟ้าของตัวเอง
.
รมว. พลังงานกล่าวว่าเงินกู้ 400,000 ล้านบาทแบ่งเป็น 2 ส่วน โดย 200,000 ล้านบาทแรก ใช้บรรเทาผลกระทบแบบมุ่งเป้า ส่งตรงถึงประชาชน ไม่มีการซื้อของหรือเปิดช่องเงินทอน ส่วนอีก 200,000 ล้านบาทเป็นการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน ไม่ใช่กู้มาปะผุแล้วปล่อยให้เลือดไหลต่อไป
.
ด้านเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ตอบข้อห่วงใยเรื่องการจัดสรรงบประมาณ โดยยืนยันว่า พรก. ฉบับนี้มีระเบียบกลางและเกณฑ์คัดกรองโครงการอย่างเข้มงวดโดยคณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งเน้นความโปร่งใส ความคุ้มค่า และความพร้อมของโครงการ หากไม่คุ้มค่าจะถูกตัดทิ้งทันที พร้อมทั้งจะมีการติดตามผลและรายงานให้ทั้งคณะรัฐมนตรีและประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง
.
รมว. คลังกล่าวว่าเงินกู้ พรก. นี้จะไม่กู้นำมากองไว้ เราจะกู้ตามความจำเป็นและจ่ายจริงเท่านั้น กระทรวงการคลังมีการประเมินแบบจำลองหนี้สาธารณะและคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกก็เข้าใจและไม่ได้กังวลเรื่องหนี้สาธารณะชนเพดาน เนื่องจากมีการกำหนดกรอบการใช้วงเงินที่ชัดเจน ไม่ใช่การตีเช็คเปล่าแต่อย่างใด
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น