ตรวจรายงานงบประกันสังคม พบปรับบัญชีไร้หลักฐานกว่า 1.2 พันล้าน จี้แจงมาตรฐานบัญชี - ทบทวนความเสี่ยง - ใช้เกณฑ์สิทธิแรงงานเลือกบริษัทลงทุน
ตรวจรายงานงบประกันสังคม พบปรับบัญชีไร้หลักฐานกว่า 1.2 พันล้าน จี้แจงมาตรฐานบัญชี - ทบทวนความเสี่ยง - ใช้เกณฑ์สิทธิแรงงานเลือกบริษัทลงทุน ด้าน ‘ประกันสังคม’ กางแผนรับมือสังคมสูงวัย จ่อขยับเพดานค่าจ้าง-ขยายอายุเกษียณ ย้ำขึ้นเงินสมทบคือทางเลือกสุดท้าย
.
เมื่อวานนี้ (31 สิงหาคม 2569) ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณารายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ผมได้มีโอกาสร่วมอภิปรายและตั้งข้อสังเกตต่อผู้บริหารสำนักงานประกันสังคมใน 5 ประเด็นสำคัญ
.
ประเด็นแรกคือการประเมินหนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพต่ำเกินความเป็นจริง โดยรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุว่า กองทุนมีการแสดงหนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ณ วันที่ 31 ธันวาคมปี 61 ไว้ประมาณ 2 ล้านล้านบาท แต่ยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 294,000 ล้านบาท เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมใช้หลักเกณฑ์ตามระเบียบภายในตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีภาครัฐที่กำหนดให้ต้องบันทึกด้วยจำนวนประมาณการที่ดีที่สุดของภาระผูกพันตลอดชีวิต
.
ผมไม่แน่ใจถึงสาเหตุการอันตรธานหายไปของตัวเลขจากการคำนวณ ประกันสังคม อาจจะหวังดีไม่อยากให้ผู้ประกันตนแก่ หรืออยากให้ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบกันไปตลอดชีวิตก็ไม่ทราบ แต่ประเด็นสำคัญคือ การที่กองทุนไม่ได้รับรู้ประมาณการหนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเกือบ 3 แสนล้านบาทตรงนี้ ทำให้งบการเงินแสดงค่าใช้จ่ายต่ำกว่าความเป็นจริง และในขณะเดียวกันก็ทำให้รายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิถูกแสดงไว้สูงเกินจริงในจำนวนเดียวกัน ผมจึงตั้งคำถามว่าในภาวะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเข้มข้น สำนักงานประกันสังคมมีแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการประเมินภาระผูกพันระยะยาวนี้อย่างไร
.
ประเด็นที่สองคือการเพิกเฉยต่อภาระผูกพันกรณีทุพพลภาพตลอดชีวิต ทั้งที่กฎหมายประกันสังคมกำหนดให้ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตลอดชีวิต เป็นภาระผูกพันระยะยาวซึ่ง สตง. ประเมินว่าควรรับรู้เป็นหนี้สินอีกประมาณ 22,000 ล้านบาท ดังนั้นการที่สำนักงานประกันสังคมไม่ใส่ตัวเลขดังกล่าวจึงมีผลในการคำนวณ ถือเป็นการหละหลวมทางบัญชีหรือไม่ ผมจึงขอให้สำนักงานประกันสังคมชี้แจงว่า จะปรับปรุงวิธีการบันทึกบัญชีและการประเมินภาระผูกพันดังกล่าวอย่างไร
.
ประเด็นที่สามคือการปรับปรุงบัญชีที่ไร้เอกสารหลักฐานรองรับ ในปี 2567 กองทุนมีเงินสมทบค้างรับสูงถึงประมาณ 35,000 ล้านบาท และ สตง. พบรายการปรับปรุงยอดเงินสมทบค้างรับจากนายจ้างและผู้ประกันตนจำนวน 1,234.22 ล้านบาทที่ไม่มีเอกสารหลักฐานเพียงพอ ไม่สามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ยังมีลูกหนี้ที่เช็คขัดข้องอีกประมาณ 30 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นหนี้ค้างชำระเกิน 2 ปี ทำให้มีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยสูงถึงประมาณ 18 ล้านบาท ประเด็นที่ผมอยากขอคำชี้แจงคือ ควรมีมาตรการการแก้ไขในอนาคตอย่างไร
.
ประเด็นที่สี่คือความหละหลวมในการควบคุมภายใน แม้ตัวเลขความเสียหายบางรายการอาจไม่สูงมาก แต่เผยให้เห็นถึงช่องว่างภายใน เช่น ในปี 2565 กรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก ทุจริตเบียดบังเงินราชการ ซึ่งต่อมามีการลงโทษไล่ออกและดำเนินคดีอาญา รวมถึงกรณีตู้เซฟของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดยโสธรถูกโจรกรรมตั้งแต่ปี 2553 และคดีหมดอายุความจนไม่สามารถเรียกค่าเสียหายได้เต็มจำนวน ผมจึงอยากทราบว่า สำนักงานประกันสังคมจะมีแนวทางในการป้องกันปัญหาลักษณะนี้อย่างไรในอนาคต
.
ประเด็นสุดท้ายคือประสิทธิภาพในการบริหารเงินลงทุนและความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยในปี 2567 กองทุนมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิประมาณ 629 ล้านบาท และมีรายการขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนประมาณ 11,994 ล้านบาท ผมจึงขอให้สำนักงานประกันสังคมชี้แจงแนวนโยบายการบริหารความเสี่ยงจากการลงทุน
.
ท้ายที่สุดผมเห็นว่าการลงทุนของกองทุนประกันสังคมไม่ควรพิจารณาเฉพาะมิติผลตอบแทนกำไรทางการเงินเท่านั้น เพราะกองทุนมีอีกเป้าหมายคือเพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตของแรงงานและผู้ประกันตน จึงเสนอควรพิจารณาด้วยว่าบริษัทหรือกิจการที่กองทุนเข้าไปลงทุนมีมาตรฐานด้านสิทธิแรงงาน สวัสดิการ และการปฏิบัติต่อคนทำงานอย่างเหมาะสมหรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระบบประกันสังคม
.
ต่อข้อซักถามดังกล่าว กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงว่าประเด็นที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไขต่อรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การรับรู้เงินสมทบค้างรับของนายจ้างและผู้ประกันตน การคำนวณเงินสำรองประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ และกรณีทุพพลภาพ
.
ประเด็นแรก เดิมสำนักงานประกันสังคมใช้ข้อมูล ณ สิ้นปีมาคำนวณยอดค้างรับย้อนหลัง 12 เดือน แต่ สตง. เห็นว่าควรปรับวิธีให้เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีภาครัฐ โดยตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังและกำหนดช่วงเวลารับรู้ให้ชัดเจน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569
.
กาญจนาชี้แจงต่อว่าในประเด็นการคำนวณเงินสำรองประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ และกรณีทุพพลภาพได้ปรับวิธีคำนวณเงินสำรองกรณีชราภาพและทุพพลภาพใหม่ โดยนำหลักคณิตศาสตร์ประกันภัยมาใช้ประเมินภาระผูกพันในอนาคต ไม่ได้คำนวณเฉพาะสิทธิที่ต้องจ่ายในปัจจุบันแต่รวมถึงสิทธิที่ผู้ประกันตนจะได้รับในอนาคตด้วย จึงทำให้ยอดหนี้สินสำรองทางบัญชีเพิ่มขึ้นแม้ยังไม่ใช่เงินที่ต้องจ่ายจริงในปีงบประมาณนั้น ส่วนกรณีทุพพลภาพก็ใช้หลักการเดียวกัน และสำนักงานระบุว่าทั้งสองประเด็นได้ปรับปรุงเรียบร้อยแล้วและนำไปใช้ในงบการเงินปี 2568 เหลือเพียงประเด็นเงินสมทบค้างรับที่อยู่ระหว่างดำเนินการและคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569
.
กาญจนายังระบุว่าในระยะยาวสำนักงานอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการรองรับสังคมสูงวัย ทั้งการทยอยปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดจนถึง 23,000 บาทในปี 2575 การพิจารณาขยายอายุการเกิดสิทธิชราภาพ การปรับแผนการลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน และการขยายความคุ้มครองไปยังแรงงานที่อยู่นอกระบบประกันสังคม เช่น แรงงานภาคเกษตร หาบเร่แผงลอย และคนรับงานไปทำที่บ้าน ส่วนการปรับอัตราเงินสมทบจะเป็นมาตรการลำดับท้าย เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงต่อนายจ้างและผู้ประกันตน
.
สำหรับกรณีรายการปรับปรุงเงินสมทบค้างรับกว่า 1,200 ล้านบาทที่ สตง. ระบุว่าไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบ สำนักงานประกันสังคมชี้แจงว่าในช่วงที่มีการเรียกตรวจสอบไม่สามารถจัดส่งเอกสารได้ทัน แต่ภายหลังได้ส่งหลักฐานและปรับปรุงข้อมูลให้ สตง. เรียบร้อยแล้ว
.
ส่วนปัญหาข้อมูลบัญชีไม่ตรงกัน กาญจนายอมรับว่ากระบวนการบันทึกข้อมูลที่ผ่านมาใช้ระบบ Excel ควบคู่กับการรายงานบัญชี บช.05 ซึ่งอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนเมื่อมีการแก้ไขข้อมูล โดยกรณีที่พบยอดเงินไม่ตรงกันกว่า 300 ล้านบาท ขณะนี้ได้ดำเนินการแก้ไขและรายงานผลต่อ สตง. แล้ว ขณะที่การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินเพื่อเข้าสู่ระบบ New GFMIS จากเดิมที่พบยอดต้องตรวจสอบประมาณ 3,600 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือประมาณ 900 ล้านบาท โดยสำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างหารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อปรับระเบียบและจัดทำแนวปฏิบัติให้หน่วยงานสามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐาน พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ สตง. ทุก 60 วันและรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอย่างต่อเนื่อง
.
ด้านนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงประเด็นการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนว่าสำนักงานมีการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (FX Forward) เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศจะป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน ส่วนตราสารทุนจะป้องกันความเสี่ยงเพียงบางส่วน
.
สำหรับปี 2567 ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนส่วนหนึ่งเกิดจากการแปลงมูลค่าหลักทรัพย์ต่างประเทศจากสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาท ณ วันสิ้นงวด เนื่องจากเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่งผลให้เกิดผลขาดทุนทางบัญชีประมาณ 7 ล้านบาทเศษ อย่างไรก็ตามในระหว่างปีสำนักงานมีกำไรจากการส่งมอบสัญญาขายเงินดอลลาร์ล่วงหน้ากว่า 6,000 ล้านบาทจากการแข็งค่าของเงินบาทเช่นกัน
.
ส่วนหลักเกณฑ์การเลือกบริษัทเอกชนเพื่อเข้าลงทุน รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมระบุว่า จะพิจารณาบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยการลงทุนที่สำนักงานบริหารเองจะเน้นบริษัทในกลุ่ม SET50 พร้อมพิจารณาหลักธรรมาภิบาล รวมถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) โดยกำหนดให้บริษัทมีผลประเมินตั้งแต่ระดับ 3 ดาวขึ้นไป ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคมจะทบทวนรายชื่อบริษัทที่สามารถลงทุนได้ทุก 6 เดือน โดยต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการการลงทุนและเป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง
.
เมื่อวานนี้ (31 สิงหาคม 2569) ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณารายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ผมได้มีโอกาสร่วมอภิปรายและตั้งข้อสังเกตต่อผู้บริหารสำนักงานประกันสังคมใน 5 ประเด็นสำคัญ
.
ประเด็นแรกคือการประเมินหนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพต่ำเกินความเป็นจริง โดยรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุว่า กองทุนมีการแสดงหนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ณ วันที่ 31 ธันวาคมปี 61 ไว้ประมาณ 2 ล้านล้านบาท แต่ยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 294,000 ล้านบาท เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมใช้หลักเกณฑ์ตามระเบียบภายในตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีภาครัฐที่กำหนดให้ต้องบันทึกด้วยจำนวนประมาณการที่ดีที่สุดของภาระผูกพันตลอดชีวิต
.
ผมไม่แน่ใจถึงสาเหตุการอันตรธานหายไปของตัวเลขจากการคำนวณ ประกันสังคม อาจจะหวังดีไม่อยากให้ผู้ประกันตนแก่ หรืออยากให้ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบกันไปตลอดชีวิตก็ไม่ทราบ แต่ประเด็นสำคัญคือ การที่กองทุนไม่ได้รับรู้ประมาณการหนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเกือบ 3 แสนล้านบาทตรงนี้ ทำให้งบการเงินแสดงค่าใช้จ่ายต่ำกว่าความเป็นจริง และในขณะเดียวกันก็ทำให้รายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิถูกแสดงไว้สูงเกินจริงในจำนวนเดียวกัน ผมจึงตั้งคำถามว่าในภาวะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเข้มข้น สำนักงานประกันสังคมมีแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการประเมินภาระผูกพันระยะยาวนี้อย่างไร
.
ประเด็นที่สองคือการเพิกเฉยต่อภาระผูกพันกรณีทุพพลภาพตลอดชีวิต ทั้งที่กฎหมายประกันสังคมกำหนดให้ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตลอดชีวิต เป็นภาระผูกพันระยะยาวซึ่ง สตง. ประเมินว่าควรรับรู้เป็นหนี้สินอีกประมาณ 22,000 ล้านบาท ดังนั้นการที่สำนักงานประกันสังคมไม่ใส่ตัวเลขดังกล่าวจึงมีผลในการคำนวณ ถือเป็นการหละหลวมทางบัญชีหรือไม่ ผมจึงขอให้สำนักงานประกันสังคมชี้แจงว่า จะปรับปรุงวิธีการบันทึกบัญชีและการประเมินภาระผูกพันดังกล่าวอย่างไร
.
ประเด็นที่สามคือการปรับปรุงบัญชีที่ไร้เอกสารหลักฐานรองรับ ในปี 2567 กองทุนมีเงินสมทบค้างรับสูงถึงประมาณ 35,000 ล้านบาท และ สตง. พบรายการปรับปรุงยอดเงินสมทบค้างรับจากนายจ้างและผู้ประกันตนจำนวน 1,234.22 ล้านบาทที่ไม่มีเอกสารหลักฐานเพียงพอ ไม่สามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ยังมีลูกหนี้ที่เช็คขัดข้องอีกประมาณ 30 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นหนี้ค้างชำระเกิน 2 ปี ทำให้มีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยสูงถึงประมาณ 18 ล้านบาท ประเด็นที่ผมอยากขอคำชี้แจงคือ ควรมีมาตรการการแก้ไขในอนาคตอย่างไร
.
ประเด็นที่สี่คือความหละหลวมในการควบคุมภายใน แม้ตัวเลขความเสียหายบางรายการอาจไม่สูงมาก แต่เผยให้เห็นถึงช่องว่างภายใน เช่น ในปี 2565 กรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาหล่มสัก ทุจริตเบียดบังเงินราชการ ซึ่งต่อมามีการลงโทษไล่ออกและดำเนินคดีอาญา รวมถึงกรณีตู้เซฟของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดยโสธรถูกโจรกรรมตั้งแต่ปี 2553 และคดีหมดอายุความจนไม่สามารถเรียกค่าเสียหายได้เต็มจำนวน ผมจึงอยากทราบว่า สำนักงานประกันสังคมจะมีแนวทางในการป้องกันปัญหาลักษณะนี้อย่างไรในอนาคต
.
ประเด็นสุดท้ายคือประสิทธิภาพในการบริหารเงินลงทุนและความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยในปี 2567 กองทุนมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิประมาณ 629 ล้านบาท และมีรายการขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนประมาณ 11,994 ล้านบาท ผมจึงขอให้สำนักงานประกันสังคมชี้แจงแนวนโยบายการบริหารความเสี่ยงจากการลงทุน
.
ท้ายที่สุดผมเห็นว่าการลงทุนของกองทุนประกันสังคมไม่ควรพิจารณาเฉพาะมิติผลตอบแทนกำไรทางการเงินเท่านั้น เพราะกองทุนมีอีกเป้าหมายคือเพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตของแรงงานและผู้ประกันตน จึงเสนอควรพิจารณาด้วยว่าบริษัทหรือกิจการที่กองทุนเข้าไปลงทุนมีมาตรฐานด้านสิทธิแรงงาน สวัสดิการ และการปฏิบัติต่อคนทำงานอย่างเหมาะสมหรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระบบประกันสังคม
.
[‘ประกันสังคม’ กางแผนรับมือสังคมสูงวัย จ่อขยับเพดานค่าจ้าง-ขยายอายุเกษียณ ย้ำขึ้นเงินสมทบคือทางเลือกสุดท้าย]
.ต่อข้อซักถามดังกล่าว กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงว่าประเด็นที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไขต่อรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การรับรู้เงินสมทบค้างรับของนายจ้างและผู้ประกันตน การคำนวณเงินสำรองประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ และกรณีทุพพลภาพ
.
ประเด็นแรก เดิมสำนักงานประกันสังคมใช้ข้อมูล ณ สิ้นปีมาคำนวณยอดค้างรับย้อนหลัง 12 เดือน แต่ สตง. เห็นว่าควรปรับวิธีให้เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีภาครัฐ โดยตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังและกำหนดช่วงเวลารับรู้ให้ชัดเจน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569
.
กาญจนาชี้แจงต่อว่าในประเด็นการคำนวณเงินสำรองประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ และกรณีทุพพลภาพได้ปรับวิธีคำนวณเงินสำรองกรณีชราภาพและทุพพลภาพใหม่ โดยนำหลักคณิตศาสตร์ประกันภัยมาใช้ประเมินภาระผูกพันในอนาคต ไม่ได้คำนวณเฉพาะสิทธิที่ต้องจ่ายในปัจจุบันแต่รวมถึงสิทธิที่ผู้ประกันตนจะได้รับในอนาคตด้วย จึงทำให้ยอดหนี้สินสำรองทางบัญชีเพิ่มขึ้นแม้ยังไม่ใช่เงินที่ต้องจ่ายจริงในปีงบประมาณนั้น ส่วนกรณีทุพพลภาพก็ใช้หลักการเดียวกัน และสำนักงานระบุว่าทั้งสองประเด็นได้ปรับปรุงเรียบร้อยแล้วและนำไปใช้ในงบการเงินปี 2568 เหลือเพียงประเด็นเงินสมทบค้างรับที่อยู่ระหว่างดำเนินการและคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569
.
กาญจนายังระบุว่าในระยะยาวสำนักงานอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการรองรับสังคมสูงวัย ทั้งการทยอยปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดจนถึง 23,000 บาทในปี 2575 การพิจารณาขยายอายุการเกิดสิทธิชราภาพ การปรับแผนการลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน และการขยายความคุ้มครองไปยังแรงงานที่อยู่นอกระบบประกันสังคม เช่น แรงงานภาคเกษตร หาบเร่แผงลอย และคนรับงานไปทำที่บ้าน ส่วนการปรับอัตราเงินสมทบจะเป็นมาตรการลำดับท้าย เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงต่อนายจ้างและผู้ประกันตน
.
สำหรับกรณีรายการปรับปรุงเงินสมทบค้างรับกว่า 1,200 ล้านบาทที่ สตง. ระบุว่าไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบ สำนักงานประกันสังคมชี้แจงว่าในช่วงที่มีการเรียกตรวจสอบไม่สามารถจัดส่งเอกสารได้ทัน แต่ภายหลังได้ส่งหลักฐานและปรับปรุงข้อมูลให้ สตง. เรียบร้อยแล้ว
.
ส่วนปัญหาข้อมูลบัญชีไม่ตรงกัน กาญจนายอมรับว่ากระบวนการบันทึกข้อมูลที่ผ่านมาใช้ระบบ Excel ควบคู่กับการรายงานบัญชี บช.05 ซึ่งอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนเมื่อมีการแก้ไขข้อมูล โดยกรณีที่พบยอดเงินไม่ตรงกันกว่า 300 ล้านบาท ขณะนี้ได้ดำเนินการแก้ไขและรายงานผลต่อ สตง. แล้ว ขณะที่การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินเพื่อเข้าสู่ระบบ New GFMIS จากเดิมที่พบยอดต้องตรวจสอบประมาณ 3,600 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือประมาณ 900 ล้านบาท โดยสำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างหารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อปรับระเบียบและจัดทำแนวปฏิบัติให้หน่วยงานสามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐาน พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ สตง. ทุก 60 วันและรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอย่างต่อเนื่อง
.
ด้านนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงประเด็นการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนว่าสำนักงานมีการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (FX Forward) เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศจะป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน ส่วนตราสารทุนจะป้องกันความเสี่ยงเพียงบางส่วน
.
สำหรับปี 2567 ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนส่วนหนึ่งเกิดจากการแปลงมูลค่าหลักทรัพย์ต่างประเทศจากสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาท ณ วันสิ้นงวด เนื่องจากเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่งผลให้เกิดผลขาดทุนทางบัญชีประมาณ 7 ล้านบาทเศษ อย่างไรก็ตามในระหว่างปีสำนักงานมีกำไรจากการส่งมอบสัญญาขายเงินดอลลาร์ล่วงหน้ากว่า 6,000 ล้านบาทจากการแข็งค่าของเงินบาทเช่นกัน
.
ส่วนหลักเกณฑ์การเลือกบริษัทเอกชนเพื่อเข้าลงทุน รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมระบุว่า จะพิจารณาบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยการลงทุนที่สำนักงานบริหารเองจะเน้นบริษัทในกลุ่ม SET50 พร้อมพิจารณาหลักธรรมาภิบาล รวมถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) โดยกำหนดให้บริษัทมีผลประเมินตั้งแต่ระดับ 3 ดาวขึ้นไป ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคมจะทบทวนรายชื่อบริษัทที่สามารถลงทุนได้ทุก 6 เดือน โดยต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการการลงทุนและเป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น