การเสนอเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องไม่นำไปสู่การฟ้องปิดปาก (SLAPP)
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 อัยการจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งฟ้องวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี BIOTHAI (ไบโอไทย) และตัวมูลนิธิเอง ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากการนำเสนอข้อมูลเรื่องการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ ส่งผลให้ชื่อเสียงของบริษัทเอกชนได้รับความเสียหาย กรณีนี้ได้สะท้อนถึงคำถามใหญ่กว่าเรื่องคดีความ แต่คือสิทธิของภาคประชาสังคมในการตรวจสอบและนำเสนอข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ
.
ผมขอยืนยันว่าสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ชัดเจน มาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันระบุว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” และมาตรา 41 ยังให้การคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการได้รับข้อมูลข่าวสารสาธารณะ สิทธิทั้งสองด้านนี้ไม่ใช่สิทธิของปัจเจกเท่านั้นแต่ยังเป็นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย
.
นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นภาคีในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งข้อ 19 ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รวมถึงเสรีภาพในการแสวงหา รับ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไม่ว่าจะในรูปแบบใด ข้อกำหนดนี้เป็นพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ
.
ผมจึงเห็นว่าบทบาทของไบโอไทยเป็นการใช้สิทธิทั้งตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายสากล โดยตั้งคำถามต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เกษตรกรรม และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบต่อชีวิตประชาชนโดยตรง หากเสียงเหล่านี้ถูกปิดกั้นหรือทำให้เกิดความหวาดกลัวจากการฟ้องร้อง สังคมไทยก็จะสูญเสียกลไกสำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลไป
.
แน่นอนว่าการนำเสนอข้อมูลของภาคประชาสังคมอาจมีทั้งที่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อน สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการเปิดพื้นที่ถกเถียง ตอบโต้ด้วยข้อมูลหลักฐาน และชี้แจงต่อสาธารณะ มากกว่าการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อตัดตอนการถกเถียงทางสังคม การฟ้องคดีหมิ่นประมาทในประเด็นสาธารณะมักถูกวิจารณ์ในนานาประเทศว่าเป็น “การฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำให้ผู้วิพากษ์วิจารณ์หวาดกลัวและหยุดการแสดงออก
.
ทั้งนี้เป็นที่น่าเสียดายว่าเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 จากการที่ผมได้ร่วมอภิปรายสงวนคำแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในมาตรา 132 ผลปรากฎว่าที่ประชุมรัฐสภามีมติไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มการคุ้มครองผู้ให้ถ้อยคำ แจ้งข้อมูล เบาะแสหรือแสดงความเห็นกับ 'สื่อสาธารณะ' เพื่อให้รัฐมีหน้าที่หรือกลไกคุ้มครองประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ ซึ่งส่งผลให้ไม่มีกลไกคุ้มครองประชาชนในการป้องกันการฟ้องปิดปากกรณีมีส่วนร่วมในการเสนอข้อมูลเพื่อการตรวจสอบกับสื่อสาธารณะ
.
กรณีของไบโอไทยจึงถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบว่าประเทศไทยจะสามารถปกป้องสิทธิในการตรวจสอบและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้จริงหรือไม่ หากเราเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยเราควรยืนยันสิทธิของภาคประชาสังคมและประชาชนที่จะได้พูด ได้ตั้งคำถาม และได้เข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย เพราะรัฐธรรมนูญและกฎหมายสากลต่างยืนยันว่าสิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ หากเราปล่อยให้สิทธิในการตรวจสอบถูกบั่นทอนวันหนึ่งสิทธิของประชาชนทุกคนก็อาจถูกพรากไปได้เช่นกัน
.
อนึ่ง ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาผมได้ยื่นกระทู้ถามเรื่องความคืบหน้าในการตรวจสอบและดำเนินคดีแก่ผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้พ้นไปก่อนที่จะมีโอกาสมาตอบกระทู้ ผมจึงจะยื่นกระทู้ถามนี้ต่อไปภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ และหวังว่ารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ คนใหม่จะมาตอบกระทู้ด้วยตนเองในเร็ววัน เพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบสิ้นข้อสงสัยในเรื่องดังกล่าวและได้รับการฟื้นฟูเยียวยาโดยเร็ว
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น