บททดสอบ กสทช. ในกำกับตามเงื่อนไขและมาตรการเฉพาะยิ่งสำคัญ หลังศาลปกครองชี้การควบรวมไร้ปัญหา



เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่สภาองค์กรของผู้บริโภคยื่นขอเพิกถอนมติของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ซึ่งมีมติรับทราบการควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค คำพิพากษาดังกล่าวยืนยันว่ามติ กสทช. ยังคงชอบด้วยกฎหมายและมีผลบังคับใช้ต่อไป ส่งผลให้การควบรวมกิจการครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์โทรคมนาคมไทยเดินหน้าต่อโดยปราศจากอุปสรรคทางกฎหมาย เท่ากับศาลเห็นว่าเพียงมติ “รับทราบ” ของ กสทช. ก็มีอำนาจเพียงพอในการเปิดทางให้การควบรวมครั้งนี้เกิดขึ้น
.
อย่างไรก็ตาม แม้ผลการพิจารณาของศาลจะชัดเจน แต่สิ่งที่ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมคือมาตรการกำกับดูแลหลังการควบรวมที่ กสทช. จัดทำขึ้นนั้นมีความเพียงพอและเข้มแข็งเพียงใดในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและรักษาความเป็นธรรมของตลาด
.
เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ผมได้อภิปรายรายงานผลการปฏิบัติงานของ กสทช. ประจำปี 2567 โดยได้ข้อกังวลเรื่องการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ทั้งกรณี True–Dtac และ AIS–3BB ซึ่งสะท้อนปัญหาการกำกับดูแลและการคุ้มครองผู้บริโภค กสทช. ล่าช้าในการตั้งคณะอนุกรรมการติดตาม ใช้เวลานานกว่า 14 เดือน และยังไม่ชัดเจนว่ามีการทำงานจริงหรือไม่ อีกทั้งมาตรการตรวจสอบคุณภาพสัญญาณยังไม่ครอบคลุม ขณะที่อัตราค่าบริการแม้ถูกกำหนดไม่ให้ขึ้นราคาแต่รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ของ True และ AIS กลับเพิ่มขึ้น แสดงถึงแนวโน้มผูกขาดโดยขาดการแข่งขันด้านราคา และยังไม่พบว่ามีบทลงโทษผู้ละเมิดมาตรการเฉพาะอย่างจริงจัง
.
ยิ่งไปกว่านั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง กระบวนการรับฟังความคิดเห็นก่อนการควบรวมถูกวิจารณ์ว่าไม่โปร่งใส และหลังการควบรวมก็ยังไม่มีช่องทางที่ชัดเจนให้ผู้บริโภคสะท้อนปัญหาอย่างเป็นระบบเพื่อนำไปสู่การกำกับที่มีประสิทธิผล
.
การควบรวมระหว่างทรูและดีแทคยังส่งผลให้ตลาดโทรคมนาคมไทยเหลือผู้เล่นรายใหญ่เพียงสองราย คือ เอไอเอสและทรู–ดีแทค ซึ่งย่อมทำให้แรงกดดันในการแข่งขันลดลง หากไม่มีกลไกสนับสนุนผู้ให้บริการเครือข่ายเสมือนหรือผู้เล่นรายเล็ก การผูกขาดโดยพฤตินัยย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย ความเสี่ยงที่จะเกิดการปรับขึ้นราคาบริการ การลดโปรโมชั่น หรือการชะลอการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้าม ถึงแม้การควบรวมจะสร้างโอกาสในการรวมทรัพยากรและเพิ่มศักยภาพการลงทุน แต่ผลประโยชน์เชิงโครงสร้างเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อมีการกำกับที่โปร่งใสและเข้มงวดเพียงพอ
.
ท้ายที่สุดสิ่งที่สังคมคาดหวังจาก กสทช. คือการกำหนดมาตรการควบคุมที่มีประสิทธิผลจริง กำหนดตัวชี้วัดชัดเจนด้านราคาและคุณภาพบริการ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคและองค์กรภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ และจัดให้มีการรายงานต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ หากปราศจากมาตรการเหล่านี้ คำพิพากษาของศาลที่ยืนยันความชอบด้วยกฎหมายของการควบรวมก็ไม่อาจเป็นหลักประกันได้ว่าผู้บริโภคและสังคมโดยรวมจะได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง การควบรวมครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่า กสทช. จะสามารถทำหน้าที่กำกับดูแลเพื่อรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ทางธุรกิจและสิทธิของผู้บริโภคได้เพียงใด

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?