รัฐสภาต้องยืนหยัดหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ประชาชนต้องเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้
ช่วงหนึ่งของการแถลงข่าวของ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา วันนี้ (15 กันยายน 2568) ผมได้กล่าวเสริมในประเด็นเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามมิให้รัฐสภาให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญว่า สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนก็คือ เอกสารแถลงข่าวของศาลรัฐธรรมนูญที่เผยแพร่ออกมายังไม่ใช่คำวินิจฉัยฉบับเต็ม หากแต่เป็นเพียงถ้อยแถลงที่สะท้อนความเห็นในบางประเด็น ซึ่งบางส่วนก็อยู่นอกเหนือขอบเขตคำถามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ยื่นต่อศาล ทั้งจากหมอเปรมศักดิ์และคุณวิสุทธิ์ ไชยณรุณ เนื้อหาบางตอนระบุไว้ว่า รัฐสภาไม่สามารถให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจะเห็นว่าข้อความนี้ไม่ใช่คำวินิจฉัยที่ผูกพัน หากแต่เป็นเพียงความเห็นหรือการ “ดักทาง” ไว้ล่วงหน้า
.
ดังนั้นรัฐสภาในฐานะเสาหลักหนึ่งของอำนาจอธิปไตยต้องยืนยันหนักแน่นว่าตนเองมีสิทธิและอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ข้อความนี้ยังได้รับการอธิบายโดยคณะผู้ร่างเดิม นำโดยมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการยึดโยงอำนาจกับประชาชนโดยตรง รัฐสภาจึงต้องปกป้องสิทธิของประชาชน ไม่ยอมให้ศาลรัฐธรรมนูญลดทอนความหมายของคำว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน”
.
หลายคนอาจกังวลว่าการยืนยันเช่นนี้จะนำไปสู่ข้อร้องเรียนหรือสร้างความล่าช้าในกระบวนการ แต่ผมเห็นว่าหากรัฐสภาถอยเพียงเพราะเกรงใจศาลก็เท่ากับยอมให้สิทธิของประชาชนถูกบั่นทอนโดยปริยาย ดังนั้นสมาชิกรัฐสภาจึงควรยืนหยัดในหลักการแม้จะเป็นหนทางที่ยากลำบาก
.
อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องระหว่างทางของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ เรามักพูดถึงในเชิงเทคนิคไม่ว่าจะเป็นการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) หรือการทำประชามติ ซึ่งเมื่อสื่อสารต่อสาธารณะแล้วประชาชนทั่วไปกลับรู้สึกว่าไกลตัว ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน รัฐบาลจึงไม่ควรปล่อยให้ประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการเพียงตอนลงประชามติ แต่ควรมีการรณรงค์สร้างความตระหนักและให้ข้อมูลอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น
.
ผมเคยตั้งกระทู้ถามรัฐบาลก่อนหน้านี้แล้วแต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน รัฐบาลปัจจุบันเองก็พูดถึงเรื่องนี้ไว้ในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นภายใน 4 เดือนก่อนที่จะมีการจัดทำประชามติรัฐบาลควรจัดให้มีเวทีสาธารณะ การรณรงค์ และการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ไม่ควรรอให้กลไกรัฐสภาเดินไปจนถึงจุดลงประชามติแล้วค่อยอธิบาย เพราะจะทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกมีส่วนร่วม
.
ในอดีตเมื่อปี 2559 ก่อนจะมีการทำประชามติ รัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่างก็มีบทบาทในการสร้างบรรยากาศและกระตุ้นให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ออกเสียง เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นภารกิจที่รัฐบาลในปัจจุบันต้องทำให้เข้มข้นและจริงใจยิ่งกว่าเดิม
.
เมื่อถึงวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา สว. จำเป็นต้องถามนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ว่ามีความจริงใจเพียงใดต่อการผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ มีแผนการรณรงค์อย่างไร และจะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่ปล่อยให้กระบวนการเป็นเพียงพิธีกรรม
.
ท้ายที่สุดสิ่งที่รัฐสภาควรใช้เป็นเงื่อนไขและคำถามสำคัญในวันแถลงนโยบายของรัฐบาล ทั้งเรื่องการรณรงค์สร้างความเข้าใจรัฐธรรมนูญใหม่และเรื่องนโยบายที่ผูกพันต่ออนาคต เราจำเป็นต้องถามอย่างตรงไปตรงมาว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ยาวหรือเพียงระยะสั้นตามกรอบเวลาที่ประกาศไว้ เพราะหากรัฐบาลพยายามทำเกินขอบเขตหน้าที่ ก็จะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความจริงใจและความรับผิดชอบต่อประชาชน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น