กมธ.การพัฒนาการเมือง วุฒิสภา ร่วมวงรับฟังความเห็น ‘SEC-แลนด์บริดจ์’ ประชาชนมองกระทบหนัก-ไร้การมีส่วนร่วมจริง ปธ.กมธ.เล็งรวบรวมข้อเสนอยื่นรัฐบาลต่อไป



วันนี้ (14 กันยายน 2568) กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ร่วมประชุมหารือรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอต่อสถานการณ์ปัญหาและข้อห่วงกังวลต่อนโยบายการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภายใต้ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พรบ. SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี เพื่อรวบรวมความเห็นจากพื้นที่ในประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะกรณีการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้อย่างแลนด์บริดจ์ ซึ่งหลัง กมธ. ได้รับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนจึงได้มาลงพื้นที่รับฟังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้รับทั้งความกังวลและข้อมูลอีกด้านที่ไม่เหมือนจากราชการ จึงจะนำข้อมูลเหล่านี้มาสังเคราะห์แล้วส่งต่อให้ราชการต่อไป
.
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า กมธ. ได้ติดตามเรื่องการมีส่วนร่วมในโครงการขนาดใหญ่อย่างใกล้ชิด มีการเชิญคนมาให้ข้อมูล จัดเสวนา และลงพื้นที่จริงเพื่อให้เห็นภาพสถานที่ก่อสร้างและรับทราบความหลากหลายทางทรัพยากรชีวภาพ การทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment - EHIA) มีปัญหาทั้งเนื้อหาและกระบวนการ เนื้อหาขาดตกบกพร่องและขัดแย้งกับรายงานที่ทำมาก่อนและขององค์กรอื่นทำให้ภาคประชาชนตั้งคำถาม
.
ส่วนรายงานความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) บอกว่าโครงการนี้คุ้มค่า แต่รายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช./สภาพัฒน์ฯ) บอกว่าไม่สร้างแล้วปล่อยให้มีการพัฒนาไปตามปกติดีกว่า เมื่อขัดแย้งกันแบบนี้จึงควรศึกษาเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจ การทำ EHIA ก็ขาดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย มีการแยกการศึกษาโครงการออกเป็น 4 โครงการแทนที่จะรวมกัน ผู้ทำรายงานจึงควรมาตอบคำถามจากประชาชนก่อนจะเดินหน้าต่อ
.
จากการลงพื้นที่พบว่าประชาชนในพื้นที่ไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่รู้สึกว่ารัฐไม่ได้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเท่าที่ควร กลับเตรียมการให้นายทุนมากกว่าโดยที่ชาวบ้านไม่ได้โอกาสเท่า จึงต้องมาพูดคุยเรื่องนี้เพื่อให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายมากขึ้น ทาง กมธ. จะทำรายงานเสนอต่อไปเพื่อให้มีการทบทวนและเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน
.
ด้านสุทธิเกียรติ คชโส ทนายความมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และอนุ กมธ. สิทธิมนุษยชนฯ ให้ความเห็นว่าการเลือกพื้นที่ที่จะพัฒนาต้องดูศักยภาพของพื้นที่ก่อน แต่ที่ทำกันคือสั่งการมาจากภาครัฐโดย ครม. ทั้งนี้รายงาน EHIA ของโครงการแลนด์บริดจ์ครั้งแรกมีการกำหนดขอบเขตที่ไม่ครอบคลุมทั้งผู้มีส่วนได้เสียและรัศมีการประเมิน ซึ่งกฎหมายระบุไว้ว่าให้ใช้พื้นที่รัศมีอย่างน้อย 5 กม. ซึ่งสามารถขยายได้หากผลกระทบมาก แต่รายงานก็ศึกษาแค่ในเขต 5 กม. พอดีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่โครงการขนาดใหญ่ของรัฐควรยิ่งประเมินให้ละเอียด แต่กลับไม่สนใจสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน จึงมีการร้องเรียนไปที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และเพิ่งมีรายงานออกมาว่าละเมิดสิทธิการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงของประชาชน เพราะไม่ได้เชิญประชาชนเข้ามาร่วมเวที เชิญมาแต่หน่วยงานรัฐและท้องถิ่น เมื่อกำหนดขอบเขตไม่ชัดเจนก็มีการศึกษาพลาดและไม่ครอบคลุมด้วย
.
อีกด้านหนึ่งชาวมอแกนและคนไทยพลัดถิ่นถูกกีดกันออกไปจากการเป็นผู้มีส่วนได้เสียเพราะไม่มีสถานะทางทะเบียนบ้าน ทั้ง ๆ ที่เขายังมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นอยู่ ตามหลักสากลกลุ่มชาติพันธุ์ต้องสามารถได้รับการปรึกษาโดยอิสระ ได้ข้อมูลครบถ้วนในภาษาถิ่นที่เข้าใจได้ ไม่ใช่ภาษาราชการ ต้องยินยอมพร้อมใจด้วยไม่ใช่แค่แจ้งให้ทราบ การสร้างโครงการในพื้นที่อนุรักษ์ก็เป็นการละเมิดสิทธิในทรัพยากร เพราะหากทำลายไปแล้วก็อาจไม่สามารถแก้ไขเยียวยาได้ จึงควรตัดพื้นที่ดังกล่าวออกไป เช่น พื้นที่ชีวมณฑลที่จะขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางธรรมชาติกับ UNESCO
.
สุทธิเกียรติกล่าวต่อว่าโครงการแลนด์บริดจ์ถูกแยกศึกษาเป็น 3 หน่วยงาน สนข. ทำเรื่องท่าเรือ กรมทางหลวงทำเรื่องทางด่วน การรถไฟทำเรื่องการรถไฟ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า สนข. มีความชำนาญเรื่องท่าเรือหรือไม่ เพราะควรเป็นกรมเจ้าท่า แล้วจะเอารายงานมารวมกันภายหลังทั้ง ๆ ที่ควรศึกษารวมกันทั้งโครงการแต่ต้น เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเกิดโดยรวมเช่นกัน รวมถึงผลกระทบจากการสร้างอุตสาหกรรมที่ตามมา ตนจึงเสนอให้ในระยะยาวต้องทำการการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) โดยหน่วยงานกลาง เช่น สภาพัฒน์ฯ เสียก่อนว่าพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพในด้านใดและพัฒนาไปตามนั้น และมีหลักเกณฑ์มาตรฐานในการประเมินของหน่วยงานรัฐด้วย ส่วนในระยะสั้นต้องกำหนดขอบเขตที่จะประเมินให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้หลงลืมผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ และต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจด้วย
.
ขณะที่อภิศักดิ์ ทัศนี ผู้ประสานงานกลุ่ม Beach for Life ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์คือสะพานแผ่นดินเชื่อมโยงฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน มีการสร้างท่าเรือที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร มีทางด่วนและทางรถไฟผ่าน อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร และมีท่าเรือที่อ่าวอ่าง จ.ระนอง เป็นท่าเรือใหญ่ขนาดเท่า 3 – 3.5 เท่าของเกาะหลีเป๊ะซึ่งต้องถมทะเล
.
อภิศักดิ์ชี้ว่าการทำ EHIA ต้องเริ่มจากการกลั่นกรองว่าต้องทำการประเมินหรือไม่ เมื่อต้องประเมินก็ต้องกำหนดขอบเขตอย่างน้อย 5 กม. ซึ่ง สนข. ก็กำหนดที่ 5 กม. พอดี หลังจากนั้นก็ต้องไปดูว่ากระทบใครบ้างและหาทางป้องกันแก้ไข จากนั้นมีการประเมินในพื้นที่อีกครั้งแล้วส่งร่างรายงานตามลำดับไปสู่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ถ้ามีกฎหมาย SEC ก็จะบังคับให้เสร็จในเวลาที่กำหนด
.
ท่าเรือฝั่ง จ.ระนอง มีชุมชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 5 กม. เพียง 12 หลังคาเรือน แต่ชาวประมง 2 พันกว่าคนที่อยู่บริเวณรอบอ่าวอ่างซึ่งจะเดินทางไปจับปลาในพื้นที่ก่อสร้างโครงการก็จะได้รับผลกระทบด้วย การประเมินขอบเขตจึงผิดตั้งแต่ต้นและมีคนตกหล่น รวมไปถึงข้อมูลการศึกษาที่ใส่ในรายงานการรับฟังครั้งที่ 3 (ค.3) ก็ผิดอีก ประเมินว่ามีแพทย์ 68 คนใน รพ.กะเปอร์ซึ่งเป็น รพ.อำเภอเล็ก ๆ ขนาด 30 เตียง ซึ่งมีแพทย์จริง ๆ แค่ไม่กี่คน และประเมินว่ามีสัตว์หน้าดิน 1 ตร.ม. เพียง 1 ชนิด 7 ตัวซ้ำกันหลายครั้งทั้งในการสุ่มตัวอย่างที่ จ.ระนองและชุมพรซึ่งเป็นไปไม่ได้ ข้อมูลที่ผิดเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับรายงานอื่น ๆ และทำให้น่าสงสัยว่าได้ลงสำรวจจริงหรือไม่
.
ยังไม่รวมถึงการลงพื้นที่การสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั้ง 3 ครั้งก็ผิดพลาด เพราะไปสำรวจจากผู้ไม่ได้รับผลกระทบจริง ๆ ซึ่งท่าเรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแลนด์บริดจ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ SEC แสดงว่าจะมีการผลักดันเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด การทำรายงานศึกษาปกติแล้วจะใช้เวลานานมาก แต่กฎหมาย SEC ซึ่งลอกมาจากเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กำหนดให้รายงานต้องเสร็จใน 120 วัน ซึ่งมีบทเรียนจาก EEC แล้วว่ารายงานที่มีข้อผิดพลาดก็จะผ่านง่ายขึ้น
.
ในบริเวณที่สร้างก็มีพื้นที่อนุรักษ์ซึ่งมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ แต่กฎหมาย SEC ก็ทำให้เกิดการละเว้นกฎหมายผังเมืองและกฎหมายต่าง ๆ ได้กว่าสิบฉบับ กฎหมาย SEC ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนนโยบายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในพื้นที่ EEC และยังประกอบอาชีพสงวนของคนไทยได้ เรื่องเหล่านี้กฎหมายปกติไม่อนุญาตแต่กรรมการ EEC และ SEC สามารถอนุญาตได้ แล้วประชาชนในพื้นที่อยู่ตรงไหน ประชากรกลุ่มเฉพาะจะอยู่อย่างไร จะมองแค่แลนด์บริดจ์ไม่ได้ แต่ต้องมองว่าจะนำไปสู่การออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้โครงการไปได้เร็วขึ้นด้วย
.
สอดคล้องกับเบญจวรรณ ทับทิมทอง เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ ซึ่งระบุถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการแลนด์บริดจ์ในอำเภอพะโต๊ะว่าพะโต๊ะเป็นภูเขา ตัวอำเภอเป็นที่ราบขนาดเล็กอยู่ในแอ่งกระทะ มีคน 2 – 3 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตร เราเคยเจอสัมปทานเหมืองแร่ทำให้ต้องต้องอยู่กับน้ำขุ่น เจอสัมปทานป่าไม้ทำให้เจอรถชักลากไม้ซุง แต่ก็ทำให้ได้ถนนหมายเลข 4006 (หลังสวน-ราชกรูด) ด้วย ถ้าจะทำแลนด์บริดจ์ก็ต้องสร้างถนนใหม่ บางคนก็คิดว่าจะมีความเจริญเข้ามาแต่จะสร้างผลกระทบ แผนที่ที่ลงในเพจแล้วรีบลบแต่ชาวบ้านเก็บภาพไว้ได้ทันก็บอกว่าจะมีการก่อสร้างและเจาะอุโมงค์ผ่านพื้นที่ซึ่งจะตัดเส้นทางน้ำใต้ดิน ทำให้น้ำหายไปจากใต้ดินและไปท่วมด้านบนทำให้พื้นที่เกษตรเสียหาย มลพิษจากนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่รอบ ๆ จะถูกลมทะเลพัดมาหาพะโต๊ะที่อยู่ตรงกลาง หลาย ๆ คนเชื่อว่าโครงการนี้จะสร้างไม่ได้ แต่พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ซึ่งจะนำมาสู่ความขัดแย้ง
.
เมื่อสารพิษถูกชะล้างลงมากับฝนทุเรียนจะดูดซึมสารพิษเข้าไปและขายไม่ได้ คนพะโต๊ะปลูกมังคุด กาแฟ ทุเรียน ทุกสวนมีมาตรฐานการผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม (Good Agriculture Practices – GAP) ทั้งหมด แค่ทุเรียนพะโต๊ะอย่างเดียวก็ทำเงินได้ 1 หมื่นล้านบาท และมีการจ้างงาน 3 หมื่นล้านบาทในแค่อำเภอเดียวที่มีคนไม่ถึง 3 หมื่น แล้วทำไมจึงจะทำลาย ทำไมไม่คิดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมการเกษตร ทำไมจึงจะเอาอุตสาหกรรมลงมาพื้นที่สีเขียว ทั้ง ๆ ที่มีพระราชหัตถเลขาของ ร.5 ว่าให้พื้นที่พะโต๊ะเป็นพื้นที่เกษตรสีเขียว
.
ภาคใต้เป็นพื้นที่การเกษตร แต่ท่าเรือจะใช้น้ำ 1 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน ยังไม่รวมภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการแย่งน้ำ ทุกวันนี้น้ำก็ไม่พอที่พะโต๊ะ ต้องขนน้ำมาทำเกษตรในฤดูแล้ง แต่ตาม พรบ. SEC จะให้น้ำเป็นของรัฐ ชาวบ้านเอาไปใช้เองไม่ได้ กระทบกับทั้งพะโต๊ะและอีก 3 อำเภอรอบ ๆ ที่ทำการเกษตรเช่นกัน หากก่อสร้างเสร็จเกษตรกรรมของพะโต๊ะก็จะตายไป เกษตรกรต้องขายที่แล้วย้ายออกไป กลายเป็นเหมือนที่มาบตาพุด จ.ระยอง
.
อีกมุมมองที่น่าสนใจคือทิศทางการพัฒนาภาคใต้ในมุมมองภาครัฐและเอกชน โดย ดร.สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม สาขารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี ชี้ว่าการพัฒนาของรัฐต้องนึกถึงประชาชนด้วย ภาคใต้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ประชากรก็ไม่มาก แต่ชาวใต้บางคนกลับไม่มีที่ดินทำกิน ต้องไปอาศัยที่ดินภาครัฐ มีกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าต่าง ๆ คนกับโครงการควรอยู่ร่วมกันและหาทางออกร่วมกัน ตนดูอยู่ว่าผู้บริหารประเทศคนใหม่จะว่าอย่างไร ภาคประชาสังคมก็กำลังหาทางออก จะทำอะไรก็ต้องคิดถึงประชาชนด้วย โครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ของภาครัฐแต่ประชาชนยังไม่เข้าใจหรือไม่รู้ ชาวบ้านในพื้นที่ปลูกทุเรียนกำลังออกดอกออกผล หากโครงการตัดผ่านแล้วจะไปอยู่ที่ไหน แม้การเวนคืนเป็นไปตามกฎหมายแต่สิทธิชุมชนจะหายไป การพัฒนากับการเปลี่ยนแปลงเกิดไปด้วยกัน แต่คนกับการพัฒนาต้องอยู่ร่วมกันได้ด้วย
.
ส่วนบทบาทภาครัฐอย่างเฉลิมพล บุรินทร์พงษ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ อบจ. สุราษฎร์ธานี ชี้ว่าSEC หรือระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้มีความสำคัญกับ 4 จังหวัด ได้แก่ ระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราชมาก เป็นการเชื่อม 2 ฝั่งทะเลเข้าด้วยกัน ซึ่งจะมีผลกระทบทั้งบวกและลบ แต่ทาง อบจ. เป็นส่วนราชการที่ต้องทำตามนโยบายรัฐบาล ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอยู่ รอ ครม. อนุมัติและเข้าสภาต่อไป
.
ทั้งนี้ SEC จะมีพื้นที่ต้นน้ำคือ จ.นครศรีธรรมชาติและสุราษฎร์ธานีซึ่งผลิตน้ำมันปาล์ม สุราษฎร์ธานีเป็นกลางน้ำซึ่งมีอุตสาหกรรมด้วย ส่วนระนองและชุมพรเป็นปลายน้ำทำหน้าที่ขนส่ง ทาง อบจ. เองก็สนใจการมีส่วนร่วมของประชาชนและทำตามข้อเรียกร้องเช่นกัน ซึ่งโครงการ SEC ก็มีการปรับตัว อาจไม่สร้างถนนสายหลักแต่จะสร้างถนนเชื่อมและสร้างเมืองอัจฉริยะ (smart city) ซึ่ง อบจ. จะทำเฉพาะในเขตจังหวัดตนคือสุราษฎร์ธานีเท่านั้น นายกฯ อบจ. ก็สนับสนุน แต่ทำอย่างไรจะมีผลกระทบแง่ลบต่อประชาชนน้อยที่สุด ตนก็สงสัยว่าทำไมไม่ทำเซาเทิร์นซีบอร์ดต่อ กลับไปทำในพื้นที่ธรรมชาติ แต่ก็ไม่กล้าถาม
.
ด้านภาคการท่องเที่ยว เธียรทัศน์ เอี่ยมตระกูล ตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยว กล่าวว่าภาคท่องเที่ยวเห็นว่าการศึกษาผลกระทบยังไม่เพียงพอ เขต 5 กม. ยังน้อยไป ประเทศไทยและภาคใต้อยู่ได้ด้วย GDP ซึ่งจะโตด้วยธุรกิจท่องเที่ยว เรือที่วิ่งผ่านช่องแคบมะละกามี 8 หมื่นเที่ยวต่อปีซึ่งต้องผ่าน 2 ประเทศคือมาเลเซียและสิงคโปร์ เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไป มีกลุ่ม BRICS ขึ้น
.
SEC มีจุดเริ่มต้นจากการขุดคอคอดกระแล้วค่อยขยายมาเป็นกฎหมายที่ละเว้นกฎหมายอื่นได้ มีการตั้งคณะกรรมการที่เป็น “ครม. น้อย” ออกนโนบาย ผู้อยู่ในพื้นที่เดิมอาจต้องย้ายออกไป กฎหมายก็ลอกมาจาก EEC ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ 2 แห่งต่างกัน โครงสร้างการท่องเที่ยวภาคใต้เข้มแข็งมาก ทำไมไม่เอามาพิจารณา เช่นเดียวกับเซาเทิร์นซีบอร์ดที่สร้างทิ้งไว้ทำไมไม่เอามาเป็นอีกทางเลือก ลองศึกษาผลกระทบการเชื่อมสองฝั่งทะเลด้วยได้ไหม
.
ควรศึกษาตั้งแต่อดีตถึงอนาคต ภาคใต้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทุกคนอยากมา หลังจากโควิดก็ได้ขยายออกไปเป็นศูนย์กลางสุขภาพและครัวโลก การสร้างโครงการนี้จะกระทบภาคท่องเที่ยวไม่แพ้เกษตรกร แล้วชาวบ้านเข้าใจแล้วหรือยัง เราอยากได้การเติบโตและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่กระทบกับความเป็นอยู่ดั้งเดิมน้อยที่สุด ชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านแต่อยากได้รับคำอธิบายมากกว่า เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาแทบไม่ได้รับข้อมูลเลย ตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสินแล้วที่คนใต้ได้ข้อมูลน้อยมาก ประเทศจะไปข้างหน้าได้ภาคประชาชนต้องเข้มแข็ง
.
ท้ายที่สุดประธานกรรมาธิการกล่าวทิ้งท้ายว่าจะนำความคิดเห็นไปทำข้อเสนอใส่ในรายงานส่งไปถึงรัฐบาลต่อไป เราไม่ต้องการความเจริญที่ยัดเยียดเข้ามาแบบผิดฝาผิดตัว แต่อยากให้ชาวบ้านมามีส่วนร่วมในการพัฒนาด้วย โครงการขนาดใหญ่ต้องไม่มองเศรษฐกิจเป็นตัวเลข GDP เท่านั้นแต่ต้องดูเศรษฐกิจฐานรากด้วย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือชาวประมง หากมีนิคมอุตสาหกรรมเข้ามาก็จะไม่สอดคล้องกับความชำนาญชั่วชีวิตของเขา
.
รัฐบาลจะอยู่เพียง 4 เดือนแต่โครงการขนาดใหญ่ที่ต้องสร้างเป็นสิบปีจะต้องรอบคอบและรับฟังเสียงประชาชนให้มากที่สุดจึงจะชอบธรรม พรรคการเมืองที่จะผลักดันควรนำไปหาเสียงเลือกตั้ง หากได้รับเลือกกลับมาก็จะชอบธรรมมากขึ้น แต่จะต้องรับฟังความเห็นและทำรายงาน EHIA ให้ถูกต้องด้วย โดยไม่มีกลุ่มไหนถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?