3 ประเด็นชำแหละงบฯ '69 จากศาลรัฐธรรมนูญ-กกต. ถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน



วันนี้ (2 กันยายน 2568) ผมร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว ซึ่งผมได้ใช้โอกาสนี้แสดงข้อสังเกตสำคัญต่อการใช้งบประมาณของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมถึงงบที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
.
ประเด็นแรก ผมได้ตั้งคำถามต่อการจัดทำงบประมาณของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะตัวชี้วัด (KPI) เรื่อง “ร้อยละของประชาชนที่มีความเชื่อมั่นต่อการอำนวยความยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ” ที่ตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 85 ทั้งในปี 2568 และ 2569 แต่ในความเป็นจริงตัวเลขความเชื่อมั่นต่อการทำงานของศาลยังไปไม่ถึงเป้าหมายนี้ทั้งที่ศาลมีบทบาทอย่างสูงต่อการเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นการยุบพรรคการเมืองถึงสามพรรค การทำให้นายกรัฐมนตรีสองคนต้องพ้นตำแหน่ง และกรณีอื่น ๆ ที่กลายเป็นข้อถกเถียงทางสังคมและการเมือง การตั้ง KPI ในลักษณะนี้นอกจากจะไม่สอดคล้องแล้วยังสะท้อนถึงอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่เกินเลยไปกว่าภารกิจที่แท้จริงคือการพิจารณาข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงควรถามว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่มีพันธกิจเพื่ออำนวยความยุติธรรมตามกฎหมาย หรือต้องตอบสนองเป้าหมายทางการเมืองโดยไม่สนใจความรู้สึกศรัทธาของประชาชน หาก KPI ไม่สะท้อนธรรมชาติที่แท้จริงขององค์กรอิสระก็ต้องทบทวนทั้งแนวคิดและที่มาขององค์กรนี้ให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย
.
ประเด็นที่สอง ผมได้ชี้ไปที่ กกต. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการเลือกตั้งและประชามติ งบประมาณที่จัดสรรในปี 2569 เน้นเฉพาะการจัดการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นครบวาระโดยตั้งไว้กว่า 737 ล้านบาท แต่กลับไม่มีงบรองรับกระบวนการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายเรื่องนี้ตั้งแต่กันยายนปีก่อน การไม่มีงบส่วนนี้ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการการทำประชามติและการแก้รัฐธรรมนูญ และอาจส่งผลให้กระบวนการรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนเกิดขึ้นไม่ทันเวลาเหมือนเช่นประชามติในปี 2559
.
ประเด็นสุดท้ายคือการใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าเสาหลักของดัชนีประชาธิปไตย ปีงบประมาณ 2569 จัดสรรเพียง 0.071% ของงบรายจ่ายประจำปีหรือคิดเป็นราว 2,600 ล้านบาท ส่วนใหญ่กลับใช้ไปกับครุภัณฑ์ การก่อสร้างอาคาร และอาวุธควบคุมการชุมนุมมากกว่าการสร้างกลไกให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น โครงการของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติที่มีงบ 109 ล้านบาทเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการมีส่วนร่วม นี่คือลักษณะงบประมาณที่ผมเห็นว่าควรขยายไปยังด้านอื่น ๆ รวมถึงกลไกของสภาผู้แทนราษฎรที่มีงบเพียง 1.5 ล้านบาทสำหรับสนับสนุนการเสนอกฎหมายโดยประชาชนซึ่งน้อยเกินไป รวมทั้งเป็นเจ้าภาพทำเวทีทบทวนความเหมาะสมของกฎหมายต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 วรรคสองด้วย
.
ท้ายที่สุดผมเห็นว่ารัฐบาลและสภาควรทำให้งบประมาณเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย ควรมีการแถลงทิศทางงบประมาณล่วงหน้า (pre-budgeting statement) และจัดเวทีคู่ขนานให้ภาคประชาชนได้ทำหน้าที่ "คณะกรรมาธิการเงา" เพื่อตรวจสอบและมีส่วนร่วมในระหว่างที่รัฐสภากำลังพิจารณางบประมาณ ผมเชื่อว่าการสร้างการมีส่วนร่วมไม่ใช่การสร้างอาคารหรือการซื้อครุภัณฑ์ แต่คือการสร้างกระบวนการและเครื่องมือให้ประชาชนเข้ามามีเสียงอย่างแท้จริง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?