หลุมพรางประชามติ MOU ไทย-กัมพูชา เสียมากกว่าได้ เบี่ยงประเด็นวาระร่างรัฐธรรมนูญใหม่


ในห้วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกกำหนดไว้ชัดเจนในบันทึกความเข้าใจ (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยว่าเป็นวาระสำคัญที่ต้องดำเนินการ แต่กลับปรากฎว่ารัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูลกลับนำประเด็นเรื่องการจัดทำประชามติให้ประชาชนลงมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจไทย–กัมพูชา (MOU) ปี 2543 และ 2544 เข้ามาเป็นนโยบายรัฐบาลและเตรียมที่จะให้ประชาชนออกเสียงประชามติในการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมาถึง ทั้งที่เรื่องไม่ได้อยู่ในกรอบ MOA ดังกล่าวเลย การผลักดันเรื่องนี้จึงมีลักษณะเบี่ยงเบนความสนใจออกจากประเด็นแกนหลักคือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย
.
การอธิบายเรื่องเขตแดน แผนที่ และสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เป็นเรื่องซับซ้อนอย่างมาก ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ กฎหมาย และการตีความเอกสาร หากนำไปสู่ประชามติย่อมไม่สามารถสร้างความเข้าใจที่ถ่องแท้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ได้ง่าย ตรงกันข้ามกลับเปิดพื้นที่ให้การบิดเบือนและการปลุกปั่นทางการเมือง โดยเฉพาะในบรรยากาศแบบชาตินิยมสุดขั้วที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกรณีการทำประชามติให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปในปี 2559 (Brexit) ที่ประชาชนสหราชอาณาจักรถูกกระแสฝ่ายขวาปลุกปั่นจนลงคะแนนออกจากสหภาพยุโรป แต่ในภายหลังกลับเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมากมายจนหลายคนอยากย้อนกลับไปสู่สภาพเดิม
.
กรณี MOU 2543 หากจะยกเลิกจริงก็ไม่สามารถหนีความเป็นจริงจากสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ 1907 ได้ เพราะสนธิสัญญาเหล่านี้เป็นแม่บทที่กำหนดรายละเอียดไว้ รวมถึงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่กัมพูชามักใช้อ้างสิทธิ หากไทยฉีก MOU 2543 ทิ้งก็ไม่ได้ทำให้สนธิสัญญาและแผนที่นั้นหมดความหมาย แต่กลับทำให้เราต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่โดยเอกสารอ้างอิงทั้งหมดถูกเก็บรวบรวมและใช้เป็นกรอบการทำงานใน MOU อยู่แล้ว ที่สำคัญหากยกเลิกจริงจะเปิดช่องให้กัมพูชานำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และมีแนวโน้มสูงที่จะใช้แผนที่ 1:200,000 เป็นหลักฐานซึ่งจะทำให้ไทยเสียเปรียบในทางคดี
.
แม้จะมีการรายงานว่าในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา กัมพูชาจะมีกรณีละเมิด MOU อยู่หลายร้อยครั้ง แต่ก็อย่าลืมว่าช่วงยาวนานก่อนหน้านั้นชายแดนไทย - กัมพูชามีความสงบเรียบร้อย MOU คือกรอบที่ทำให้ไทยสามารถระบุได้ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดสัญญา หากเราเลิกใช้กรอบนี้ไปแล้วจะเอาสิ่งใดเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริง
.
นอกจากนี้ MOU เป็นข้อตกลงระหว่างสองฝ่าย การจะเริ่มต้นหรือยุติต้องยินยอมร่วมกัน ไม่สามารถทำฝ่ายเดียวได้ หากไทยเป็นฝ่ายฉีกทิ้งย่อมทำให้ไทยเสียความน่าเชื่อถือ และยังเสี่ยงจะทำให้กัมพูชามีเหตุผลไปเคลื่อนไหวต่อในเวทีระหว่างประเทศ อย่าลืมว่าพรมแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะมาเลเซีย เมียนมา หรือ สปป. ลาว ต่างก็ใช้ MOU เป็นกรอบการทำงานเช่นกัน โดยในหลายพื้นที่ได้ข้อยุติไปแล้วกว่า 90–99% การรักษากลไกทวิภาคีเช่นนี้จึงเป็นผลประโยชน์ของประเทศ มากกว่าการทำลายทิ้ง
.
สุดท้ายแล้วการทำประชามติเรื่องยกเลิก MOU ไทย–กัมพูชา 2543–2544 จึงไม่ใช่คำตอบที่สร้างสรรค์ ตรงกันข้ามเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากวาระใหญ่ของประเทศอย่างการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกปลุกปั่นชาตินิยม เสี่ยงต่อการเสียเปรียบในข้อพิพาทระหว่างประเทศ และทำให้ไทยสูญเสียกลไกตรวจสอบที่มีอยู่แล้ว การรักษา MOU ไว้แม้ไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็เป็นเกราะป้องกันที่จำเป็น เพราะการทำลายกรอบนี้อาจก่อให้เกิดผลเสียหายยิ่งกว่าที่คาดคิดก็เป็นได้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?