ภาคประชาชนประสานเสียง การพัฒนาต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม



เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส มีการจัดกิจกรรม "เสวนา Policy Forum: “ส่วนร่วมแบบไหน ไม่ทิพย์? สมการประชาชนในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่” โดยกิจกรรมแบ่งออกเป็นหลายช่วงและมีการเสวนาที่น่าสนใจถึง 2 ช่วง
.
ช่วงแรกคือวงสนทนาในหัวข้อ “ประชาชนอยู่ตรงไหน? ในการตัดสินใจโครงการขนาดใหญ่” โดยมีตัวแทนภาคประชาสังคมห้าภาคของประเทศไทย ประกอบด้วยประยงค์ ดอกลำใย เครือข่ายประชาสังคมภาคเหนือ ประสิทธิ์ชัย หนูนวล เครือข่ายประชาสังคมภาคใต้ ครรชิต เข็มเฉลิม เครือข่ายประชาสังคมภาคตะวันออก เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เครือข่ายประชาสังคมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชุติมา น้อยนารถ เครือข่ายประชาสังคมภาคกลาง พร้อมด้วยสุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ดำเนินการสนทนาโดย วิภาพร วัฒนวิทย์
.
สุรชัยกล่าวว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีองค์กรสนับสนุนที่ทำหน้าที่ดูแลทั้งด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการตรวจสอบ โดยอาจยึดแนวทางจากองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แต่หากรวมหน้าที่นี้เข้ากับองค์กรที่ทำงานด้านการมีส่วนร่วมสาธารณะก็อาจทำให้ภารกิจมีขอบเขตกว้างเกินไปจนขาดประสิทธิภาพ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมควรเป็นภารกิจขององค์กรนี้โดยตรงแทนที่จะปล่อยให้บริษัทเอกชนเจ้าของโครงการว่าจ้างผู้ประเมินเองซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน สำหรับโครงการขนาดใหญ่ต้องมีการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) โดยองค์กรดังกล่าว และผลการประเมินอาจนำไปสู่การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกโครงการได้
.
ปัจจุบันกลับพบว่ากฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่อย่างมาก ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติ EEC และ SEC ที่ให้น้ำหนักกับการลงทุนและการพัฒนาเป็นหลักโดยมักข้ามกฎหมายปกติที่มีอยู่ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการเยียวยาเพียงเล็กน้อย ดังนั้นนอกจากการมีกฎหมายด้านการมีส่วนร่วมสาธารณะแล้วยังจำเป็นต้องมีกฎหมายที่เปิดทางให้องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเข้ามามีบทบาทตรวจสอบอย่างแท้จริง
.
สุรชัยเสริมว่าการมีส่วนร่วมจะมีความหมายต้องมีผลบังคับไม่ใช่แค่พิธีกรรม คนที่ทำผิดต้องได้รับโทษ ผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมต้องไม่ใช่ผู้ต้องหา ต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น การจะดำเนินคดีต้องมีการกลั่นกรองไม่ใช่กลั่นแกล้ง ที่ต่างประเทศมีการเก็บภาษีจากโครงการที่ส่งผลกระทบเพื่อให้มีเงินทุนในการตรวจสอบและเยียวยา หากเงินไม่พอรัฐเองก็ต้องมาอุดหนุนให้เพียงพอ เพราะการลงทุนเรื่องคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมก็สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น
.
ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น ประชาธิปไตยต้องมีพื้นที่หลากหลายและปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น ต้องแบ่งปันทรัพยากรอย่างเป็นธรรม รัฐธรรมนูญต้องรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต้องมีสถาบันทางการเมืองทั้งรัฐบาล รัฐสภา และตุลาการที่มีประสิทธิภาพ คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและประชาชน ต้องมีการตั้ง สสร. จากประชาชนและกลุ่มคนหลากหลายให้เกิดฉันทามติร่วมกัน
.
ด้านประสิทธิชัยชี้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาภาคประชาชนพูดเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลไกการพัฒนายังคงถูกออกแบบและกำหนดทิศทางโดยรัฐ ขณะที่ประชาชนมีส่วนร่วมเพียงตามกรอบที่รัฐวางไว้ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง จึงกลายเป็นเพียงพิธีกรรมซ้ำซาก ตัวอย่างเช่น เวทีโครงการแลนด์บริดจ์ครั้งที่ 3 แม้ประชาชนจำนวนมากจะคัดค้านหรือคว่ำบาตร แต่กระบวนการก็ยังได้ข้อสรุปว่า “เห็นชอบ”
.
ภาคใต้เป็นพื้นที่เฉพาะที่มีธรรมชาติและทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ แทนที่ประชาชนหลายล้านคนในพื้นที่จะได้ร่วมออกแบบอนาคตของตนเองกลับกลายเป็นมีผู้อื่นมากำหนดให้ว่าที่นี่ต้องเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม เป็นการวางรากฐานใหม่ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ภายใต้กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษมาตรา 8 ซึ่งเปิดช่องให้ยกเลิกกฎหมายเดิมและสถาปนากฎหมายใหม่สำหรับพื้นที่เฉพาะ ทำให้ประชาชนสูญเสียสิทธิในการมีส่วนร่วมโดยสิ้นเชิง หน้าที่ที่เหลืออยู่มีเพียงการรับฟังข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนดและยอมรับผลกระทบ โดยเฉพาะในประเด็นที่ดินซึ่งถือเป็นภัยสูงสุด
.
ดังนั้นคนใต้ทั้งหมดต้องลุกขึ้นมาออกแบบกลไกใหม่ กำหนดทิศทางอนาคตของภูมิภาคด้วยตนเอง เพื่อให้การมีส่วนร่วมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง และเพื่อให้การออกกฎหมายในอนาคตครอบคลุมและตอบสนองต่อประชาชนอย่างรอบด้าน หากรัฐบาลไม่ทำประชาชนต้องทำเอง โดยเริ่มจากการรวบรวมข้อมูล เปิดพื้นที่ให้รับฟังความคิดเห็นรอบด้าน และหลีกเลี่ยงการเร่งรีบออกกฎหมายที่ตัดประชาชนออกจากกระบวนการ ไม่เช่นนั้นปัญหาเดิมก็จะวนกลับมาไม่รู้จบ
.
นอกจากนี้ประสิทธิชัยยังชี้ว่ากลไกการศึกษาโครงการนั้นเมื่อใดที่ผู้ศึกษารับเงินจากเจ้าของโครงการก็ย่อมต้องการให้โครงการผ่าน อาจไม่ใส่เสียงคัดค้านลงไปหรือใส่ไว้แนบท้าย ไม่ต้องสนข้อเท็จจริงก็ได้เพราะอย่างไรเสียรายงานก็ต้องผ่าน หากตรงไหนไม่ถูกต้องก็แก้เสียให้ตรงกับที่ผู้อนุมัติต้องการ ข้อมูลของประชาชนไม่อยู่ในความสนใจ ซึ่งถ้าอยากให้มีผลก็ต้องแก้กลไกบางอย่างโดยเฉพาะการอนุมัติว่าต้องมีข้อมูลแบบไหน ต้องมีข้อมูลแย้งและข้อยุติอย่างไร หากไม่มีกลไกเช่นนี้เรียกร้องไปก็ไร้ผลเพราะอย่างไรก็อนุมัติ จึงต้องไปออกแบบกลไกการตัดสินใจปลายทางเสียใหม่ โดยบังคับที่ผู้อนุมัติเพื่อให้ข้อมูลของประชาชนมีความหมายมากขึ้น
.
ส่วนประเด็นด้านรัฐธรรมนูญ ประสิทธิชัยมองว่าหากมีรัฐธรรมนูญใหม่ต้องให้มีการประเมินสิ่งแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ (SEA) ในการสร้างโครงการขนาดใหญ่โดยใช้ข้อมูลถูกต้องรอบด้านด้วย ต้องออกแบบให้ใช้ทรัพยากรที่มีน้อยให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุดของประชาชน หากรัฐธรรมนูญไม่กำหนดทิศทางการพัฒนาก็จะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรและความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ต้องนิยามการพัฒนาใหม่มิฉะนั้นก็จะเกิดหายนะร่วมกัน
.
ขณะที่ครรชิตบอกเล่าว่าตลอดเวลาก่อนจะเกิดโครงการ EEC ภาคประชาชนเรียกร้องเรื่องการมีส่วนร่วมมาโดยตลอดแต่ไม่เคยได้รับการตอบสนองจริงจัง ช่วงแรกที่กฎหมายออกมาใหม่ ๆ เราคิดว่าภาครัฐจะเชิญภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทร่วม แต่เมื่อเข้าร่วมแล้วกลับพบว่ากลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของรัฐ จนทำให้รัฐปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยการสร้าง “ภาคประชาชนในนามอาสาสมัคร” ขึ้นมาแทน และนำกลุ่มเหล่านี้เข้ามาในกระบวนการมีส่วนร่วมที่ตนออกแบบไว้ ซึ่งย่อมขาดอิสระและไม่สะท้อนความคิดเห็นที่แท้จริงของชุมชน จึงควรต้องกำหนดให้ชัดว่าภาคประชาชนที่มีสิทธิร่วมกระบวนการควรมีลักษณะใด ไม่ใช่ประชาชนที่รัฐจัดตั้งขึ้นเอง
.
โครงการ EEC มีคำว่า “พิเศษ” อยู่ในชื่อ จึงมุ่งย่นย่อทุกขั้นตอนเพื่อให้เดินหน้าได้เร็ว ผังเมือง EEC ใช้เวลาเพียงหนึ่งปีขณะที่ผังเมืองปกติใช้เวลานานกว่ามาก เพราะมีกระบวนการมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้ทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้แสดงความเห็น แต่ EEC กลับเลือกใช้ภาคประชาชนที่รัฐจัดหาผ่านเวที 40 เวทีโดยอ้างการมีส่วนร่วมผ่านผู้นำชุมชน ทั้งที่ถ้าให้ประชาชนร่วมตั้งแต่ต้นกระบวนการควรเริ่มจากการออกแบบว่าคนในพื้นที่จะได้อะไร ใครได้ประโยชน์ และมีสิทธิที่จะปฏิเสธได้จริง รวมถึงการหาทางออกหากมีการปฏิเสธ แต่ในความเป็นจริงโครงการ EEC เมื่อขยายไปปราจีนบุรีคนก็ค้าน โครงการ SEC คนก็ค้าน แต่สุดท้ายโครงการก็ผ่านตลอด
.
เราย้ำเรื่องนี้มานานตั้งแต่สมัยที่ทำ EIA และ EHIA โดยเสนอให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นหน่วยงานกลางในการประเมินผลกระทบ แทนที่จะให้บริษัทที่ปรึกษาซึ่งเจ้าของโครงการว่าจ้างมาเป็นผู้ทำ หรืออย่างน้อยก็ให้ สผ. เป็นผู้จัดทำรายชื่อบริษัทที่มีสิทธิรับงานประเมินเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือแม้จะมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของ EEC ออกมาแล้ว และแม้เราชี้ปัญหาหลายประเด็น ผลลัพธ์ก็ยังผ่าน ข้อเสนอที่เรายื่นไปหายไปไหนก็ไม่ทราบ แม้กระทั่งข้อเสนอที่ประชาชนแสดงไว้ในการทำผัง EEC รอบแรกใน 40 เวทีก็ยังไม่ได้รับการเปิดเผยจนถึงวันนี้
.
อีกด้านหนึ่งเลิศศักดิ์สะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่อีสานว่า กองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าหรือเหมืองแร่นั้นผู้ที่เบิกได้มีแต่ผู้นำชุมชน แม้ พรบ. แร่จะมีเรื่องการรับฟังความคิดเห็นและประชามติใน ม.56 แต่ก็ใช้เงินของเจ้าของโครงการ การรับฟังไม่ได้เป็นอิสระ มีการว่าจ้างคนเข้ามาเห็นด้วยและกีดกันคนไม่เห็นด้วยออกไป ขณะที่การจัดทำประชามติจริงนั้นมีไม่กี่ครั้ง การมีส่วนร่วมตกอยู่ใต้หน่วยงานราชการและเจ้าของกิจการ ประชาชนถูกกีดกันออกไป ตนมองไม่เห็นประโยชน์ ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองในการต่อต้านการพัฒนาเป็นสิทธิโดยชอบ ไม่ใช่ให้การมีส่วนร่วมเป็นของภาครัฐและเอกชน
.
การฟ้องปิดปากก็เป็นเรื่องสำคัญที่พูดและผลักดันกันมาเป็นสิบปี องค์กรอิสระในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็มีประโยชน์ องค์กรเหล่านี้เคยมีตามรัฐธรรมนูญ 2550 แต่มีได้ไม่กี่ปีก็ถูกยุบไปเพราะเป็นอิสระเกินไปและตรวจสอบมากไป การมีองค์กรนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับประชาชน ขณะที่การทำ EHIA เหมืองแร่หลายแห่งก็ถูกตีตกให้เป็น EIA ทั้ง ๆ ที่ควรประเมินผลกระทบสุขภาพด้วย ซึ่ง EHIA ตรวจสอบละเอียดและมีการสอบทานหลายชั้นมากรวมถึงต้องกลับมาถามประชาชนด้วย ขณะที่รัฐต้องการให้เวลาการประเมินสั้นที่สุดเท่าที่จะสั้นได้ ไม่ครึ่งปีก็ปีหนึ่ง แต่การประเมิน EHIA ใช้เวลา 2 ปีจึงรับไม่ได้ เหมืองโปแตชด่านขุนทดหรือเหมืองทองคำส่งผลกระทบมหาศาลก็ทำเพียง EIA ธรรมดา
.
เลิศศักดิ์ย้ำว่าการจัดประชาพิจารณ์หรือประชามติควรเป็นหน้าที่ของรัฐหรือท้องถิ่นไม่ใช่เจ้าของโครงการ เพราะหากเป็นบริษัทจัดชาวบ้านมักไม่เชื่อมั่น เนื่องจากมีการเกณฑ์คนเข้าร่วม ใช้เจ้าหน้าที่กีดกันไม่ให้ผู้คัดค้านเข้า และมักจัดในพื้นที่ปิด เช่น โรงงานหรือค่ายทหาร ทำให้คนนอกเข้าไม่ถึง แม้เสนอความเห็นคัดค้านได้โครงการก็มักอ้างว่าได้ “รับฟังแล้ว” และเดินหน้าเหมือนเดิม ขณะที่เงินเยียวยาก็มักไม่ได้มาจากผู้ก่อมลพิษเพราะรัฐเข้าข้างทุนแต่กลับใช้ภาษีประชาชนแทน การให้ข้อมูลก็มักชี้นำเพียงด้านเศรษฐกิจและการจ้างงาน ไม่ได้สะท้อนผลกระทบตลอดห่วงโซ่ ซึ่งไม่ใช่การมีส่วนร่วมที่แท้จริง
.
ด้านประยงค์เล่าสถานการณ์ในพื้นที่ภาคเหนือว่า เขื่อนภูมิพลสร้างปี 2507 แต่ประชาชนที่ถูกอพยพเพราะเขื่อนก็ยังไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจากเขื่อนนี้ ที่ดินทำกินที่ได้ก็ถูกประกาศเขตอุทยานทับ โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ชาวบ้านได้รับผลกระทบ 23 ชุมชน มีมติ ครม. ให้อพยพ 10 หมู่บ้านเมื่อ 18 ปีก่อน ชาวบ้านก็สูดควันพิษซัลเฟอร์ตายไปจำนวนมาก ถูกสั่งให้อพยพไปอยู่ในป่าสงวนซึ่งไม่เพิกถอนเขต ทำให้ไม่ได้เอกสารสิทธิ์ที่ดิน ส่วนเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก ปี 2559 คสช. ไล่ที่ชาวบ้าน 2.1 พันไร่ แม้จะได้ชดเชยแต่ก็ไม่มากพอจะซื้อที่ได้ทำให้ต้องไปรุกป่า เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนก็ล้มเหลวกลายเป็นพื้นที่ทิ้งขยะ แล้วยังจะไปสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC-SEC ต่ออีก
.
ในด้านกระบวนการมีส่วนร่วมภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อมก็ทำทุกทางให้เปิดเวทีได้ หลายเวทีไปเปิดในค่ายทหาร แจกน้ำมันพืช กะปิ น้ำปลา คนที่ไปเซ็นชื่อเข้าร่วมรับของก็ถูกนำชื่อไปใช้ว่าเห็นด้วยกับโครงการ ตั้งแต่มี พรบ. มาไม่เคยมีโครงไหนที่สร้างไม่ได้เพราะมีธงอยู่แล้วว่าต้องสร้างให้ได้ ถ้ามีปัญหาก็ไปแก้ ต่อให้ชาวบ้านบุกไปล้มเวทีเมื่อชาวบ้านกลับก็ไปเกณฑ์อีกคนอีกกลุ่มหนึ่งมาจัดเวทีต่อ เป็นการรับฟังความคิดเห็นลวง ที่ภาคเหนือมี “EIA ร้านลาบ” ของโครงการผันน้ำยวมที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ขโมยรูปบนเฟซบุ๊กที่ถ่ายในร้านลาบของกลุ่มคัดค้านไปอ้างว่าได้ไปพูดคุยจนเข้าใจแล้ว จึงไว้ใจไม่ได้
.
รัฐธรรมนูญ 2540 มีคำว่าสิทธิชุมชนเป็นครั้งแรก แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติและไม่มีสภาพบังคับ กฎหมายอื่น ๆ ไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาในรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ตัดเรื่องที่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติออก ศาลก็รับรองสิทธินี้แม้จะไม่มีกฎหมายก็ตาม แต่ก็ถูกรัฐประหารล้มไป รัฐธรรมนูญ 2560 ก็ย้ายสิทธินี้มาเป็นหน้าที่ของรัฐ
.
ต้องทำให้สิทธิชุมชนมีสิทธิเหนือกฎหมายอื่นให้ได้ การมีส่วนร่วมก็เช่นกัน ไม่มีชุมชนใดที่ต้องการให้มีโรงโม่หินซึ่งมีทั้งฝุ่นควันและรถบรรทุกหรือฟาร์มเลี้ยงหมูในชุมชน แต่ก็มีการนำคนจากหมู่บ้านอื่น ๆ มาร่วมรับฟังความคิดเห็นด้วยแทนที่จะรับฟังแค่จากหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรง สุดท้ายคนที่ไม่ได้รับผลกระทบซึ่งมีมากกว่าก็เห็นด้วยให้สร้างได้ กระบวนการรับฟังความคิดเห็นต้องศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่แค่เป็นความเห็นประกอบการพิจารณาอย่างเดียวแล้วไปตัดสินใจเองโดยอ้างว่าคุ้มค่าการลงทุน หากชุมชนมีมติไปแล้วว่าไม่ต้องการโครงการก็ต้องเป็นไปตามนั้น หินราคาถูกแต่เมื่อผ่านโรงโม่หินแล้วราคาแพงจึงต้องสร้างโรงโม่ให้ได้ เมื่อตั้งกองทุนชดเชยขึ้นมาแล้วถามว่าใครจะได้ใช้ จึงต้องให้ชุมชนได้แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกับเจ้าของโรงโม่จึงจะเป็นธรรม
.
ประยงค์เสริมด้วยว่ากลไกการมีส่วนร่วมต่าง ๆ ไม่น่าเชื่อถือและไม่สามารถเป็นเครื่องมือของประชาชนได้จริง ระเบียบสำนักนายกฯ นั้นใช้มานานแล้วแต่ไม่เคยเป็นกลไกหลักในการพิจารณา เพราะไปอยู่ใน พรบ. อื่น กระบวนการอนุมัติจึงไปอยู่กับ พรบ. เช่น พรบ. แร่หรือ พรบ. ป่าไม้ จึงต้องทำให้กลไกเหล่านี้มีสภาพบังคับ และคืนสิทธิในการชุมนุมเพราะเป็นเครื่องมือเดียวที่ประชาชนจะใช้ยืนยันความไม่เห็นด้วย แต่ปี 2558 ก็มี พรบ. ชุมนุมฯ ออกมาทำให้ชาวบ้านชุมนุมไม่ได้ จากที่จะส่งเสริมการชุมนุมกลับกลายเป็นการลิดรอนสิทธิ ชุมนุมห่าง 50 ม. จากทำเนียบฯ หรือศาลากลางฯ ก็ไม่ได้ ชาวบ้านบางคนก็ถูกสั่งห้ามชุมนุม 2 ปี ถ้าเป็นแกนนำก็นำไม่ได้อีก
.
เวลามีชาวบ้านต่อต้านเป็นจำนวนมากก็จะชะลอโครงการแต่ไม่ได้ยกเลิก เช่น เขื่อนแก่งเสือเต้น ชาวบ้าน ต.สะเอียบ จ.แพร่ก็เสนอทางอื่นที่น้ำไม่ท่วม ทุกครั้งที่น้ำท่วม จ.สุโขทัยก็จะอ้างว่าเพราะไม่มีเขื่อนแก่งเสือเต้น ทั้ง ๆ ที่มีข้อสรุปทางวิชาการแล้วว่าไม่คุ้มค่าและควรยกเลิกไปได้แล้ว แต่นักการเมืองก็ปลุกเรื่องนี้ให้ชาวบ้านทะเลาะกันเองตลอดเวลา จะทำ EIA ก็สรุปว่าต้องสร้างอยู่ดี
.
ขณะที่ชุติมาเผยว่าปี 2545 โครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำท่าจีนถูกต่อต้านโดยชุมชน 4 จังหวัดภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้โครงการต้องกลับไปทบทวนใหม่ แต่การมีส่วนร่วมยังไม่สมบูรณ์ ต่อมาโครงการเส้นทางรัฐที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำมีการจัดการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ ฝึกชาวบ้านให้เข้าใจกระบวนการตั้งแต่ต้น ได้รายงานที่ละเอียดมาก ใช้เวลา 20 ปีจึงสร้างได้ และเส้นทางที่ตัดผ่านทะเลก็ถูกตัดออกไป แต่รัฐไม่ชอบวิธีนี้
.
เมื่อถึงรัฐธรรมนูญ 2550 โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านกลับผ่านง่าย โดยจัดการมีส่วนร่วมคล้าย EEC ชาวบ้านจึงลุกขึ้นต่อต้าน เรียนรู้ระบบนิเวศจากภูเขาถึงทะเล ต่อสู้รายจังหวัดจนโครงการไม่ผ่านเพราะถูกฟ้องโดยสมาคมลดโลกร้อน ภาคประชาชนมองระบบกว้างแต่วิธีคิดของรัฐกลับแคบ รายงานการศึกษาเร่งรัด เน้นแต่ข้อมูลด้านดี ส่งแบบสอบถามให้ครบทุกหน่วยงานพอเป็นพิธีแต่ไม่ใส่ข้อเสียลงในรายงาน โชคดีที่กลุ่มท่าจีนแข็งแรง มีเครือข่ายกว้าง สามารถเผยแพร่ข้อมูลเองและจัดเวทีคู่ขนานได้ แต่ต้องใช้ช่องทางพิเศษและประท้วงต่อเนื่อง ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกคุกคาม ถูกผู้ว่าฯ มาเตือนถึงบ้านหรือถูกหมายศาล นักเคลื่อนไหวควรได้รับการคุ้มครองมากกว่านี้
.
ตนหวังว่าพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมฯ จะสร้างความรับผิดชอบให้บริษัทที่ปรึกษา เช่น กรณีสนามบินนครปฐมซึ่งให้ข้อมูลบิดเบือน ประชาชนถูกหลอกให้รับ การรับฟังควรเป็นโมฆะ ทั้งบริษัทที่ปรึกษาและการท่าอากาศยานต้องรับผิดชอบ เจ้าของที่ดินที่จะถูกเวนคืนบางรายเครียดจนเสียชีวิต ซ้ำร้ายยังจะสร้างในพื้นที่น้ำหลากที่กฎหมายไม่อนุญาต การหาความเป็นกลางจากบริษัทที่ปรึกษาจึงเป็นไปไม่ได้เพราะย่อมให้ข้อมูลด้านดี ขณะที่ประชาชนแม้หาข้อมูลเองก็ทรัพยากรไม่พอ มหาวิทยาลัยที่เคยมาช่วยก็ต้องหยุดเพราะเงินหมด
.
ชุติมายังเสนอให้มีองค์กรมากำกับระบบยุติธรรมสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันไม่มีการยกเลิกโครงการ มีแต่ยุติ ระงับ หรือกลับไปศึกษาใหม่ เขื่อนท่าจีนระงับมาแล้ว 22 ปีก็ยังกลับมาอีก องค์กรกลางควรมีอำนาจยุติโครงการได้ถาวร เพื่อไม่ให้ชาวบ้านต้องเครียดและต่อสู้ไม่รู้จบ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?