เสียงสะท้อนปัญหาที่ทำกินชาวไทดำ จ.สุราษฎร์ธานี พิสูจน์สิทธิจากประวัติศาสตร์นับร้อยปี
วันนี้ (13 กันยายน 2568) กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา เข้าพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยได้ร่วมรับฟังจันทรัตน์ รู้พันธ์ ผู้ประสานงานกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ชาวไทดำหมู่ 1 และหมู่ 4 อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี บอกเล่าปัญหาพื้นที่ทำกินของชาวไทดำ จ.สุราษฎร์ธานีที่ยืดเยื้อมาหลายสิบปี
.
จันทรัตน์เล่าว่าบริเวณนี้เป็นพื้นที่ของชาวไทดำ 5 หมู่บ้าน มีสัญลักษณ์เขาควายซึ่งหมายถึงความอดทนของชาวไทดำ ซึ่งเข้ามาอยู่ไทยในปี 2322 สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ปี 2355 เริ่มเคลื่อนเข้ามาอีก 6 ครั้งสมัย ร.1 ร.3 และ ร.5 ซึ่งมีอยู่มากที่สุดที่ จ.เพชรบุรี โดยมาร่วมสร้างพระนครคีรี (เขาวัง) ในปี 2402 สมัย ร.4 ในสมัย ร.5 ก็เริ่มตั้งหลักปักฐานที่ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ปัจจุบันมีกำนันและผู้นำท้องถิ่นเป็นชาวไทดำด้วย ปี 2440 ชาวไทดำมาที่ จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานีทางรถไฟ อยู่ใกล้อำเภอเมืองและบริเวณลุ่มน้ำตาปี ปี 2496 ก็นั่งรถไฟจากชุมพรมา จ.สุราษฎร์ธานี มาลงหลักปักฐานเป็นปึกแผ่นปี 2503 ทั้ง 5 หมู่บ้านใน อ.พุนพินและ อ.บ้านนาเดิม
.
ปี 2496 ชาวไทดำมาทำนาข้าว ปลูกผัก พืชล้มลุก หาปลา ตัดไม้ฟืนใส่รถไฟ แต่ปี 2546 เพิ่งทราบปัญหาว่ามีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) มาทับ ในปี 2475 มีทะเบียนที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งรัฐบาลหวงห้ามให้เป็นพื้นที่สาธารณะ ทะเบียนมีการคัดลอกครั้งแรกปี 2512 ซึ่งช่วงแรกยังไม่ครอบคลุมลุ่มแม่น้ำตาปีและทุ่งปากขอของชาวไทดำ แต่ปี 2529 เริ่มขยายพื้นที่มากขึ้น รวมแม่น้ำตาปีและทุ่งปากขอ รวมทั้งหมู่ 1 ต.ทรัพย์ทวี เพิ่มจาก 2,500 ไร่เป็น 4,143 ไร่ แล้ว น.ส.ล. ที่ออกมาใหม่ตรงกับปี 2475 หรือไม่
.
จันทรัตน์เล่าต่อว่าชาวไทดำเริ่มตั้งหลักได้ในปี 2553 ซึ่งมีนโยบายโฉนดชุมชน ซึ่งในขณะนั้นคาดหมายว่าเป็นความหวังของชาวไทดำในการคุ้มครองชุมชนได้แม้อยู่ในพื้นที่รัฐ และรัฐบาลก็มีนโยบายไม่ขับไล่ประชาชน เมื่อยื่นโฉนดชุมชนไปก็ทราบว่าในทะเบียนเดิมไม่มีแม่น้ำตาปี ชัดเจนในปี 2563 – 2564 ซึ่งชาวไทดำได้เข้าร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และตรวจสอบทะเบียนปี 2529 โดยไม่เอาทะเบียนครั้งที่ 3 ซึ่งแก้ไขจนไม่เหมือนเดิมแล้วมาใช้ แต่รัฐจะใช้ฉบับนี้
.
ผลการสอบสวนคือเมื่อก่อนปี 2458 แผนที่มณฑลสุราษฎร์มีบ้านทับชันตั้งแต่ปี 2458 และปี 2475 ก็อยู่ที่หมู่ 1 ต.ท่าเรือ แต่ชาวไทดำอยู่คนละตำบลกับที่สงวน จึงมีกระบวนการแก้ไขโดยมี รมว. มหาดไทย ปลัดกระทรวงฯ และผู้ว่าฯ จ.สุราษฎร์ธานีเป็นประธานและมีชาวไทดำเป็นกรรมการ มีการสอบสวนแล้วพบว่าผิดตำแหน่งจริง ผู้มีอำนาจเพิกถอนคือผู้ว่าฯ แต่กลับไม่ยอมรับผลและเอาหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ทหาร เข้ามาร่วมด้วย ทั้ง ๆ ที่เป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทย แม้จะมีการสั่งการให้แก้ไขแล้วก็ตาม ผ่านนายกฯ มา 3 คนแล้ว ถ้ารวมอนุทิน ชาญวีรกูลก็จะเป็นคนที่ 4 ผลการสอบสวนยุติแล้วยังติดอะไรอยู่
.
"ชาวบ้านทำถูกกฎหมาย แต่ที่ต้องไปประท้วงปิดที่นั่นที่นี่ก็เพราะชาวบ้านอยู่ไม่ได้ อาจถูกไล่รื้อบ้านและขุดต้นปาล์ม เมื่อไปฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายแล้วแพ้คดีก็ถูกใช้เป็นข้ออ้างไล่ที่ต่อ ซึ่ง สว.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ก็ได้ไปอภิปรายในวุฒิสภา มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กสม. มาสนใจ รมว. ก็ให้ชะลอไว้ก่อน แต่ชาวบ้านก็อยากให้มั่นใจและได้รับการเคารพสิทธิชุมชนด้วย" จันทรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย
.
จันทรัตน์เล่าว่าบริเวณนี้เป็นพื้นที่ของชาวไทดำ 5 หมู่บ้าน มีสัญลักษณ์เขาควายซึ่งหมายถึงความอดทนของชาวไทดำ ซึ่งเข้ามาอยู่ไทยในปี 2322 สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ปี 2355 เริ่มเคลื่อนเข้ามาอีก 6 ครั้งสมัย ร.1 ร.3 และ ร.5 ซึ่งมีอยู่มากที่สุดที่ จ.เพชรบุรี โดยมาร่วมสร้างพระนครคีรี (เขาวัง) ในปี 2402 สมัย ร.4 ในสมัย ร.5 ก็เริ่มตั้งหลักปักฐานที่ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ปัจจุบันมีกำนันและผู้นำท้องถิ่นเป็นชาวไทดำด้วย ปี 2440 ชาวไทดำมาที่ จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานีทางรถไฟ อยู่ใกล้อำเภอเมืองและบริเวณลุ่มน้ำตาปี ปี 2496 ก็นั่งรถไฟจากชุมพรมา จ.สุราษฎร์ธานี มาลงหลักปักฐานเป็นปึกแผ่นปี 2503 ทั้ง 5 หมู่บ้านใน อ.พุนพินและ อ.บ้านนาเดิม
.
ปี 2496 ชาวไทดำมาทำนาข้าว ปลูกผัก พืชล้มลุก หาปลา ตัดไม้ฟืนใส่รถไฟ แต่ปี 2546 เพิ่งทราบปัญหาว่ามีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) มาทับ ในปี 2475 มีทะเบียนที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งรัฐบาลหวงห้ามให้เป็นพื้นที่สาธารณะ ทะเบียนมีการคัดลอกครั้งแรกปี 2512 ซึ่งช่วงแรกยังไม่ครอบคลุมลุ่มแม่น้ำตาปีและทุ่งปากขอของชาวไทดำ แต่ปี 2529 เริ่มขยายพื้นที่มากขึ้น รวมแม่น้ำตาปีและทุ่งปากขอ รวมทั้งหมู่ 1 ต.ทรัพย์ทวี เพิ่มจาก 2,500 ไร่เป็น 4,143 ไร่ แล้ว น.ส.ล. ที่ออกมาใหม่ตรงกับปี 2475 หรือไม่
.
จันทรัตน์เล่าต่อว่าชาวไทดำเริ่มตั้งหลักได้ในปี 2553 ซึ่งมีนโยบายโฉนดชุมชน ซึ่งในขณะนั้นคาดหมายว่าเป็นความหวังของชาวไทดำในการคุ้มครองชุมชนได้แม้อยู่ในพื้นที่รัฐ และรัฐบาลก็มีนโยบายไม่ขับไล่ประชาชน เมื่อยื่นโฉนดชุมชนไปก็ทราบว่าในทะเบียนเดิมไม่มีแม่น้ำตาปี ชัดเจนในปี 2563 – 2564 ซึ่งชาวไทดำได้เข้าร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และตรวจสอบทะเบียนปี 2529 โดยไม่เอาทะเบียนครั้งที่ 3 ซึ่งแก้ไขจนไม่เหมือนเดิมแล้วมาใช้ แต่รัฐจะใช้ฉบับนี้
.
ผลการสอบสวนคือเมื่อก่อนปี 2458 แผนที่มณฑลสุราษฎร์มีบ้านทับชันตั้งแต่ปี 2458 และปี 2475 ก็อยู่ที่หมู่ 1 ต.ท่าเรือ แต่ชาวไทดำอยู่คนละตำบลกับที่สงวน จึงมีกระบวนการแก้ไขโดยมี รมว. มหาดไทย ปลัดกระทรวงฯ และผู้ว่าฯ จ.สุราษฎร์ธานีเป็นประธานและมีชาวไทดำเป็นกรรมการ มีการสอบสวนแล้วพบว่าผิดตำแหน่งจริง ผู้มีอำนาจเพิกถอนคือผู้ว่าฯ แต่กลับไม่ยอมรับผลและเอาหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ทหาร เข้ามาร่วมด้วย ทั้ง ๆ ที่เป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทย แม้จะมีการสั่งการให้แก้ไขแล้วก็ตาม ผ่านนายกฯ มา 3 คนแล้ว ถ้ารวมอนุทิน ชาญวีรกูลก็จะเป็นคนที่ 4 ผลการสอบสวนยุติแล้วยังติดอะไรอยู่
.
"ชาวบ้านทำถูกกฎหมาย แต่ที่ต้องไปประท้วงปิดที่นั่นที่นี่ก็เพราะชาวบ้านอยู่ไม่ได้ อาจถูกไล่รื้อบ้านและขุดต้นปาล์ม เมื่อไปฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายแล้วแพ้คดีก็ถูกใช้เป็นข้ออ้างไล่ที่ต่อ ซึ่ง สว.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ก็ได้ไปอภิปรายในวุฒิสภา มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กสม. มาสนใจ รมว. ก็ให้ชะลอไว้ก่อน แต่ชาวบ้านก็อยากให้มั่นใจและได้รับการเคารพสิทธิชุมชนด้วย" จันทรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น