3 ประชามติ 1 ข้อห้าม กับการออกแบบ สสร. ให้ยึดโยงกับประชาชน
เมื่อวานนี้ (10 กันยายน 2568) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 1 วินิจฉัยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จำเป็นต้องมีประชามติ 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 และ 2 สามารถทำพร้อมกันได้ อีกทั้งยังมีข้อห้ามชัดเจนว่ารัฐสภาไม่อาจกำหนดให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้โดยตรง ซึ่งคำวินิจฉัยนี้ได้วางกรอบที่สำคัญต่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในอนาคต
.
ผมเห็นว่าแม้จะมีข้อจำกัดแต่คำวินิจฉัยดังกล่าวก็ยังเปิดช่องให้เรานับหนึ่งกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ทันที โดยรัฐสภาสามารถพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และหมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ คาดว่าประธานรัฐสภาจะบรรจุเข้าสู่วาระในปลายเดือนกันยายนนี้ จากนั้นใช้เวลา 60 วันให้คณะกรรมาธิการพิจารณาก่อนนำเข้าสู่วาระที่ 2 และ 3 ในเดือนธันวาคม หากรัฐสภาผ่านความเห็นชอบแล้วคณะรัฐมนตรีก็จะต้องประกาศจัดทำประชามติ ซึ่งสามารถจัดควบคู่ไปกับการเลือกตั้งได้ทันภายในช่วงเวลายุบสภาตามกรอบเวลา 4 เดือน และท้ายที่สุดสามารถจัดทำประชามติได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม - ต้นเดือนเมษายน 2569 หากไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหรือการบิดพลิ้ว
.
ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลเราจะมีประชามติครั้งแรกถามว่า “ท่านเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” และครั้งที่สองถามว่า “ท่านเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตามวิธีการที่รัฐสภาเสนอหรือไม่” หากทั้งสองผ่านขั้นตอนสุดท้ายคือการทำประชามติครั้งที่สามเพื่อรับรองร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เสร็จสิ้นแล้ว
.
อย่างไรก็ดีสิ่งที่สร้างความกังวลคือศาลได้ตีความห้ามไม่ให้ประชาชนเลือก สสร. โดยตรง แม้ศาลจะเคยวินิจฉัยก่อนหน้านี้ว่า “อำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญมาจากประชาชน” ซึ่งผมมองว่าหากเราต้องการให้ สสร. มีความยึดโยงกับประชาชนก็จำเป็นต้องออกแบบวิธีการเลือกโดยอ้อมที่ยังสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้ชัดเจน โดยผมขอเสนอแนวทางดังนี้
.
- กำหนดให้คณะบุคคลหรือพรรคการเมืองเสนอบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สสร. เพื่อให้ประชาชนลงคะแนนรับรองรายชื่อเหล่านั้น โดยใช้ระบบบัญชีรายชื่อคล้ายการเลือกตั้งทั่วไป
.
- รัฐสภาจะคัดเลือกบุคคลจากบัญชีดังกล่าวมาเป็น สสร. จำนวน 100 คน โดยมีเงื่อนไขว่าอาจกำหนดเกณฑ์ให้ผู้ได้รับเลือกนอกจากได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเกินครึ่งหนึ่งแล้ว จะต้องมีเสียงของ สส. ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลเกิน 50% ด้วย ทั้งนี้เพื่อเปิดให้มีการพิจารณาร่วมกันของทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล รวมทั้ง สว.
.
การออกแบบเช่นนี้จะทำให้ประชาชนสามารถคาดการณ์ได้ว่าใครมีโอกาสเข้าไปเป็น สสร. และยังเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
.
แต่หากไม่ต้องการให้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลโดยตรง ผมประเมินว่ามีทางเลือกหลัก 3 ทาง
.
ทางที่ 1 พรรคการเมืองเสนอบัญชีรายชื่อ สสร. และนโยบายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายหาเสียง ประชาชนจะได้ตัดสินใจผ่านการเลือกตั้งว่าต้องการให้ใครเข้าไปนั่งร่างรัฐธรรมนูญ วิธีนี้ทำให้ประเด็นรัฐธรรมนูญกลายเป็นวาระแห่งชาติในการเลือกตั้ง และทำให้พรรคการเมืองในฐานะองค์กรที่สะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุดมีบทบาทโดยตรง
.
ทางที่ 2 ให้ประชาชนเลือก “คณะผู้เลือก สสร.” ขึ้นมาก่อน โดยอาจใช้การเลือกตั้งแบ่งตามจังหวัดหรือแบบบัญชีรายชื่อ จากนั้นคณะผู้เลือกเหล่านี้จะเป็นผู้คัดเลือก สสร. อีกชั้นหนึ่ง วิธีนี้เป็นการสร้างกลไกตัวกลางที่ยังยึดโยงกับประชาชน
.
ทางที่ 3 ให้ผู้สมัคร สสร. รวมตัวกันเป็นคณะบุคคล เสนอบัญชีรายชื่อเพื่อให้ประชาชนเลือกตามสัดส่วน เช่น เสนอ 200 รายชื่อ แล้วให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน วิธีนี้ประชาชนจะทำให้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำ และยังสามารถออกแบบให้ประชาชนติดตาม ตรวจสอบ หรือถอดถอน สสร. ได้ในระหว่างทาง
.
แม้แต่ละทางเลือกจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันแต่ผมเห็นว่าแนวทางแรกคือการให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อและนโยบายถือว่าเหมาะสมที่สุด เพราะดำเนินการได้รวดเร็วและพรรคการเมืองย่อมยึดโยงกับประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งกระบวนการทั้งหมดอาจนำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญใหม่ได้ภายในปี 2570
.
หลังการตีความของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้เรายังพอมีโอกาสที่ทำให้เราต้องออกแบบกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ สสร. ยังคงสะท้อนเสียงของประชาชนได้มากที่สุดโดยไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาล และเพื่อให้รัฐธรรมนูญใหม่ที่จะเกิดขึ้นเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
.
[ไทม์ไลน์เลือกตั้งพร้อมประชามติ หากรัฐบาลไม่เบี้ยว MOA]
.ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำประชามติครั้งที่ 1 กับ 2 พร้อมกันได้ ศาล รธน.ไม่ให้ สสร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เราก็ให้มาโดยอ้อมเพื่อให้ยังยึดโยงกับประชาชน ประธานรัฐสภาเปิดประชุมพิจารณาแก้หมวด 15 ได้ทันที
.
จากเงื่อนไข MOA (ถ้ารัฐบาลไม่เบี้ยว) และผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องจะทำประชามติกี่ครั้งในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรัฐสภาริเริ่มจัดทำได้ไหม
.
1. รัฐสภาริเริ่มจัดทำได้ เท่ากับรัฐสภาไปแก้ ม.256 หรือรัฐธรรมนูญหมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ60เปิดทางจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ 'ได้' อันนี้คำวินิจฉัยเดิมก็บอกเช่นนั้น
.
2. แต่ทำประชามติ 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 กับ 2 ทำพร้อมกันได้ ดังนั้น
.
2.1 ตอนนี้รัฐสภาสามารถพิจารณาแก้ รัฐธรรมนูญ ม.256 และหมวด 15 โดยอาจนำร่างที่คาไว้มาพิจารณา (แต่อาจต้องปรับปรุงนิดหน่อย เพราะศาล รธน. ดันให้ความเห็นว่าด้วย สสร มาด้วย) ปลายเดือน ก.ย.นี้ ประธานรัฐสภาเปิดประชุมรัฐสภาเริ่มกระบวนการได้เลย ซึ่งคาดว่าจะให้เวลาหลังรับวาระแรก และตั้ง กมธ.พิจารณา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขดังกล่าว ใช้เวลา 60 วันแล้วเสร็จ
.
2.2 เมื่อแล้วเสร็จเข้ารัฐสภาวาระ 2 ตกเปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีที่ 2 วันที่ 12 ธ.ค.68 ได้เลย เมื่อรัฐสภาผ่านวาระ 2 เว้นไว้ 15 วัน ปลายเดือนธันวาคมพิจารณาวาระ 3 เป็นอันแล้วเสร็จ รอไปประชามติตาม 256 ( 8 ).
2.3 จากนั้นคณะรัฐมนตรีประกาศจัดทำประชามติ ซึ่งสามารถจัดพร้อมเลือกตั้งได้ เท่ากับเป็นสัญญาณชัดว่ายุบสภาเพื่อจัดเลือกตั้งพร้อมทำประชามติได้เลย เพราะเวลาประชามติให้จัดทำหลัง ครม.มติยืดหยุ่นขึ้นคือ 60-150 วัน ส่วนหากยุบสภาต้องจัดเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน หากเป็นเช่นนี้ หากปลาย ม.ค.-ต้น ก.พ.69 รัฐบาลยุบสภา ก็จะจัดเลือกตั้ง พร้อมประชามติราวกลางมี.ค.-ต้นเม.ย.69 ได้พอดี
.
2.4 โดยคำถามประชามติที่ศาลว่า สามารถทำพร้อมกันทั้งครั้งที่ 1 และ 2 นั้น
คำถามแรก ท่านเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
คำถามที่สอง ท่านเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามวิธีการที่รัฐสภาเสนอหรือไม่ (รับรองแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15)
.
3. อย่างไรก็ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญล่าสุดกลับมีของแถมคือ กำหนดว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” หรือ บอกว่า ไม่ให้รัฐสภาแก้ไขหมวด 15 ให้ สสร.มาจากการเลือกโดยตรงของประชาชน ผมเห็นว่าเพื่อให้ สสร. ยังคงมีความยึดโยงกับประชาชน ควรมีกระบวนการให้มาโดยอ้อมได้ดังที่เสนอไว้ข้างต้น
.
โดยการเลือกตั้งครั้งหน้า ให้พรรคการเมืองเสนอบัญชีแคนดิเดท สสร. ของพรรคการเมืองนั้นๆ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย เพื่อหลังเลือกตั้งให้สภานำชื่อแคนดิเดทเหล่านั้นมาเลือกตามสัดส่วน สส ของแต่ละพรรค การเลือกตั้งเราจะปลุกวาระรัฐธรรมนูญขึ้นมา ได้เลือก สสร. ทางอ้อม ได้ปรัชามติครั้งที่ 1 และ 2 ได้เลือกสภาและรัฐบาลมารับภารกิจจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น