การแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า อาจมีคำตอบมากกว่าการ 'แบนเด็ดขาด'
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ในการประชุมวุมิสภา ผมร่วมอภิปรายรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง สถานการณ์และปัญหาการบริโภคผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งรายงานดังกล่าวได้เสนอภาพรวมที่ชัดเจนว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องการมาตรการจัดการอย่างจริงจัง ผมได้แสดงความเห็นต่อข้อค้นพบและข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ โดยทั้งเห็นด้วยกับหลายประเด็นและขอตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมในบางเรื่อง
.
ก่อนอื่นผมได้ย้ำว่าผมไม่ใช่ผู้สูบบุหรี่และครอบครัวของผมก็ไม่มีใครสูบบุหรี่ แต่ผมตระหนักถึงผลกระทบที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สร้างขึ้น จึงขอชื่นชมคณะกรรมาธิการที่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้อย่างรอบด้าน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่านิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้ามีฤทธิ์เสพติดสูง ผู้ผลิตสามารถปรับระดับนิโคติน แต่งกลิ่นรส และทำให้การสูบไม่ระคายคอ จนลดการรับรู้ถึงอันตราย ทั้งที่จริงแล้วไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษมากกว่า 2,000 ชนิด และเป็นประตูที่อาจนำไปสู่การเสพติดสิ่งอื่นได้ในอนาคต
.
รายงานยังเน้นว่าข้ออ้างที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์เพียงพอ ซึ่งผมเห็นด้วย แต่เมื่อพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่มุ่งไปสู่การ “Total Ban” หรือการห้ามโดยเด็ดขาด ผมกลับมีความกังวลว่ามาตรการนี้อาจย้อนแย้งกับความเป็นจริง ขณะที่เรากังวลว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีความเสี่ยงมากกว่าบุหรี่มวนถึงสามเท่า แต่บุหรี่มวนเองก็ยังคงถูกกฎหมายและอยู่ภายใต้ระบบภาษีที่รัฐเก็บเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมด้านสาธารณสุข
.
หากบุหรี่ไฟฟ้าถูกทำให้ผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิงรัฐจะไม่สามารถควบคุมคุณภาพหรือสารประกอบที่อยู่ภายในได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงคือเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางยังคงเข้าถึงได้แต่เรากลับขาดกลไกควบคุม เพราะฉะนั้นมาตรการที่น่าจะพิจารณาคือการควบคุมผ่านระบบภาษี การกำหนดมาตรฐานสารอันตราย และการจำกัดพื้นที่การใช้มากกว่าการห้ามโดยเด็ดขาด
.
ในต่างประเทศมีตัวอย่างที่น่าสนใจอาทิ สหรัฐอเมริกามีการจัดเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าในหลายรูปแบบ บางรัฐเก็บตามราคาขายส่ง บางรัฐเก็บตามปริมาณสินค้าหรือจำนวนตลับ สหราชอาณาจักรกำหนดเพดานความเข้มข้นของนิโคติน ควบคุมการโฆษณา และห้ามจำหน่ายแก่ผู้เยาว์ นิวซีแลนด์เคยปรับกฎหมายจนทำให้จำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น 2–5 เท่า แต่ก็ยังคงใช้มาตรการจำกัดกลิ่น การโฆษณา และพื้นที่การใช้ ส่วนสหภาพยุโรปก็กำหนดเพดานนิโคตินและควบคุมการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด
.
กรณีเหล่านี้ทำให้ผมตั้งคำถามว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลโดยตรงจากการผ่อนคลายกฎหมายจริงหรือไม่ หรือเป็นเพราะบางส่วนของผู้สูบบุหรี่มวนหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทน หากเป็นเช่นนั้น ผลกระทบด้านสุขภาพอาจไม่เลวร้ายเท่าที่กังวล
.
ดังนั้นผมจึงเห็นว่าการแบนบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเบ็ดเสร็จอาจไม่ใช่คำตอบเดียว เราควรพิจารณามาตรการผสมผสาน ทั้งการกำหนดมาตรฐานสารอันตราย การใช้ภาษีเพื่อควบคุม การจำกัดพื้นที่การใช้ และการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม เพื่อให้ทั้งผู้สูบและคนรอบข้างปลอดภัยจากผลกระทบให้ได้มากที่สุด
.
สุดท้ายนี้ผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และหวังว่าการอภิปรายครั้งนี้จะช่วยเปิดมุมมองเพิ่มเติมว่าเราสามารถเลือกทางออกระหว่างการห้ามโดยสิ้นเชิงกับการปล่อยเสรี แต่เป็นการกำหนดกติกาที่เหมาะสมเพื่อปกป้องสุขภาวะของสังคมอย่างยั่งยืน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น