การเมืองของประกันสังคม โจทย์สำคัญที่ไม่ได้มีเพียงการบริหาร
วานนี้ (22 เม.ย. 68) ผมได้มีโอกาสไปร่วมวงเสวนาในรายการ "ฟังเสียงประเทศไทย" ตอน"ปลดล็อก ประกันสังคมไทย" ที่มีกำหนดเผยแพร่วันที่ 3 พ.ค. นี้ ทางไทยพีบีเอส
.
เนื่องจากมีผู้ร่วมสนทนาหลายคนและแต่ละคนถือเป็นผู้ที่มีมุมมองและข้อมูลในประเด็นนี้อย่างลึกซึ้งและน่าสนใจ ส่วนของผมจึงไม่ได้เป็นประเด็นอะไรนอกจากไปเสริมในมุมหนึ่งเท่านั้น โดยส่วนที่ผมได้แลกเปลี่ยนคือ 'ประกันสังคม' โจทย์ทางการบริหารนั้นสำคัญ แต่จุดชี้ขาดคือโจทย์ทางการเมือง (ซึ่งบางส่วนไม่ได้พูดในรายการเพราะเวลาจำกัด) ประกอบด้วย
.
ประเด็นแรก คือ การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ จะเห็นได้ว่าหลังจากที่ใช้รูปแบบกาารเลือกตั้งโดยตรง การเข้าไปของประกันสังคมก้าวหน้าสามารถเป็นปากเสียงให้กับผู้ประกันตน และยังเป็นหูเป็นตาสอดส่องสิ่งผิดปกติอีกด้วย ดังนั้นบอร์ดที่เหลือควรเปิดให้มีที่มาจากการเลือกตั้งของผู้ประกันตนด้วย
.
นอกจากการการเมืองภายในบอร์ดแล้ว ประเด็นสำคัญคือการเมืองแบบตัวแทนอื่น ๆ ก็ควรออกแบบระบบที่สะท้อนเสียงของแรงงาน หากย้อนไปช่วงสงกรานต์เราจะเห็นว่ากรุงเทพฯ คนหายไปจำนวนมาก ด้านหนึ่งเพราะแรงงานอพยพกลับต่างจังหวัด และแรงงานส่วนนี้ 1 ปี เขาอยู่ในพื้นที่ทำงานกว่า 300 วัน แต่ส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่นั้นเพราะไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านมา ด้วยความยุ่งยากต่าง ๆ ของระบบหอพัก จนถึงความรู้สึกชีวิตในเมืองเป็นชีวิตมาแสวงโชคชั่วคราว ซึ่งความจริงแล้วหลายคนไม่เป็นเช่นนั้น การใช้ทะเบียนสถานประกอบการผ่านระบบประกันสังคมให้เลือกยืนยันสิทธิเลือกตั้งทั้งระดับประเทศและท้องถิ่นได้ก็อาจทำให้แรงงานเหล่านี้มีสิทธิมีเสียงทางการเมืองในที่ที่ตัวเองอยู่จริง หรือที่ทำงาน ทำให้ผู้แทนมีนโยบายสนองตอบความต้องการ จนถึงเข้าไปเป็นผู้แทนเองเพราะมีฐานเสียงชนชั้นเดียวกันรอบรับแน่ๆ อีกทั้งการเพิ่มสัดส่วนการเลือกแบบบัญชีรายชื่อมากขึ้น เพราะเรามีผลประโยชน์ร่วมกันข้ามพื้นที่มากกว่าในหลาย ๆ ประเด็นด้วยซ้ำ
.
ประเด็นที่สอง โจทย์ความขัดแย้งปัจจุบั มีประเด็นขัดแย้งหลากหลาย แต่สิ่งที่ควรพิจารณาคืออะไรเป็นความขัดแย้งหลัก อะไรเป็นความขัดแย้งรอง รวมทั้งเรามีผลประโยชน์ร่วมกับใครจริง ๆ กันแน่ โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางชนชั้น หากสามารถฉายภาพให้เห็นร่วมกันประเด็นนี้ก็จะไปสนับสนุนการเมืองที่เราต้องการให้สะท้อนโจทย์และผู้แทนทางชนชั้น โดยเฉพาะชนชั้นแรงงานที่มีจำนวนมาก อย่างน้อยที่สุดผู้ประกันตนทั้ง 3 มาตราก็ปาเข้าไปกว่า 20 ล้านคน หากแชร์ปัญหาจนเห็นร่วมกันได้ พรรคและนักการเมืองเองก็ต้องมีนโยบายที่ตอบสนองแน่ ๆ
.
ประการที่สาม เวลาเราพูดถึง 'ประกันสังคม' เราจะนึกถึงองค์กรและกองทุน บางคนก็จะกังวลว่าจะล้มไหมอีกกี่ปีข้างหน้า แต่หากเรามองเป็นหลักการที่ลงหลักปักฐานแล้ว เป็นสิทธิพื้นฐานที่ต้องมี ในที่สุดรัฐก็ต้องประกันให้ไม่ว่าจะผ่านหลักร่วมจ่าย หรือผ่านระบบภาษีอัตราก้าวหน้าแล้วรัฐเอามาจัดสรรเป็นประกันสุขภาพ งาน และรายได้พื้นฐาน ฯลฯ ดังนั้นมันจะไม่มีวันสูญสลายไป อาจไปเป็นรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า บำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า และระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น
.
โจทย์เรื่องวิกฤตประชากรอันนี้น่าสนใจ เราถูกทำให้เป็นภาวะจำยอม ทั้งที่ความจริงขณะที่วัยแรงงานเราลดลง อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นก็ลดไปด้วย โดยมีอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นขึ้นทั้ง AI machine learning และหุ่นยนต์ มนุษย์โดยรวมก็ควรทำงานน้อยลงและได้ค่าตอบแทนที่มากขึ้นจากความก้าวหน้าในการผลิตเหล่านั้น แต่พอความเป็นเจ้าของความก้าวหน้านั้นดันไปเป็นของเอกชนหรือปัจเจก ผลคือไม่กระจายเท่าที่ควร และอีกด้านกำลังซื้อของแรงงานก็ไม่ถูกทำให้สูงหรือมีพอที่จะดูดซับการผลิตที่ก้าวหน้านั้นด้วย
.
ประการสุดท้าย เมื่อพิธีกรขอข้อเสนอรูปธรรมระยะสั้นที่ควรทำกรณีประกันสังคม ผมเสนอเบสิคเลยคือ รัฐบาลจ่ายเงินที่ค้างจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคมหลายหมื่นล้านบาท รวมทั้งการปรับอัตราสมทบจาก 2.75% เป็น 5% เท่ากับนายจ้างและลูกจ้าง รวมทั้งปรับแก้ให้ทุกบอร์ดมีตัวแทนจากการเลือกตั้งโดยตรงของผู้ประกันตน เป็นต้น เพื่อให้กองทุนประกันสังคมยั่งยืนและทำเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง
.
เนื่องจากมีผู้ร่วมสนทนาหลายคนและแต่ละคนถือเป็นผู้ที่มีมุมมองและข้อมูลในประเด็นนี้อย่างลึกซึ้งและน่าสนใจ ส่วนของผมจึงไม่ได้เป็นประเด็นอะไรนอกจากไปเสริมในมุมหนึ่งเท่านั้น โดยส่วนที่ผมได้แลกเปลี่ยนคือ 'ประกันสังคม' โจทย์ทางการบริหารนั้นสำคัญ แต่จุดชี้ขาดคือโจทย์ทางการเมือง (ซึ่งบางส่วนไม่ได้พูดในรายการเพราะเวลาจำกัด) ประกอบด้วย
.
ประเด็นแรก คือ การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ จะเห็นได้ว่าหลังจากที่ใช้รูปแบบกาารเลือกตั้งโดยตรง การเข้าไปของประกันสังคมก้าวหน้าสามารถเป็นปากเสียงให้กับผู้ประกันตน และยังเป็นหูเป็นตาสอดส่องสิ่งผิดปกติอีกด้วย ดังนั้นบอร์ดที่เหลือควรเปิดให้มีที่มาจากการเลือกตั้งของผู้ประกันตนด้วย
.
นอกจากการการเมืองภายในบอร์ดแล้ว ประเด็นสำคัญคือการเมืองแบบตัวแทนอื่น ๆ ก็ควรออกแบบระบบที่สะท้อนเสียงของแรงงาน หากย้อนไปช่วงสงกรานต์เราจะเห็นว่ากรุงเทพฯ คนหายไปจำนวนมาก ด้านหนึ่งเพราะแรงงานอพยพกลับต่างจังหวัด และแรงงานส่วนนี้ 1 ปี เขาอยู่ในพื้นที่ทำงานกว่า 300 วัน แต่ส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่นั้นเพราะไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านมา ด้วยความยุ่งยากต่าง ๆ ของระบบหอพัก จนถึงความรู้สึกชีวิตในเมืองเป็นชีวิตมาแสวงโชคชั่วคราว ซึ่งความจริงแล้วหลายคนไม่เป็นเช่นนั้น การใช้ทะเบียนสถานประกอบการผ่านระบบประกันสังคมให้เลือกยืนยันสิทธิเลือกตั้งทั้งระดับประเทศและท้องถิ่นได้ก็อาจทำให้แรงงานเหล่านี้มีสิทธิมีเสียงทางการเมืองในที่ที่ตัวเองอยู่จริง หรือที่ทำงาน ทำให้ผู้แทนมีนโยบายสนองตอบความต้องการ จนถึงเข้าไปเป็นผู้แทนเองเพราะมีฐานเสียงชนชั้นเดียวกันรอบรับแน่ๆ อีกทั้งการเพิ่มสัดส่วนการเลือกแบบบัญชีรายชื่อมากขึ้น เพราะเรามีผลประโยชน์ร่วมกันข้ามพื้นที่มากกว่าในหลาย ๆ ประเด็นด้วยซ้ำ
.
ประเด็นที่สอง โจทย์ความขัดแย้งปัจจุบั มีประเด็นขัดแย้งหลากหลาย แต่สิ่งที่ควรพิจารณาคืออะไรเป็นความขัดแย้งหลัก อะไรเป็นความขัดแย้งรอง รวมทั้งเรามีผลประโยชน์ร่วมกับใครจริง ๆ กันแน่ โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางชนชั้น หากสามารถฉายภาพให้เห็นร่วมกันประเด็นนี้ก็จะไปสนับสนุนการเมืองที่เราต้องการให้สะท้อนโจทย์และผู้แทนทางชนชั้น โดยเฉพาะชนชั้นแรงงานที่มีจำนวนมาก อย่างน้อยที่สุดผู้ประกันตนทั้ง 3 มาตราก็ปาเข้าไปกว่า 20 ล้านคน หากแชร์ปัญหาจนเห็นร่วมกันได้ พรรคและนักการเมืองเองก็ต้องมีนโยบายที่ตอบสนองแน่ ๆ
.
ประการที่สาม เวลาเราพูดถึง 'ประกันสังคม' เราจะนึกถึงองค์กรและกองทุน บางคนก็จะกังวลว่าจะล้มไหมอีกกี่ปีข้างหน้า แต่หากเรามองเป็นหลักการที่ลงหลักปักฐานแล้ว เป็นสิทธิพื้นฐานที่ต้องมี ในที่สุดรัฐก็ต้องประกันให้ไม่ว่าจะผ่านหลักร่วมจ่าย หรือผ่านระบบภาษีอัตราก้าวหน้าแล้วรัฐเอามาจัดสรรเป็นประกันสุขภาพ งาน และรายได้พื้นฐาน ฯลฯ ดังนั้นมันจะไม่มีวันสูญสลายไป อาจไปเป็นรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า บำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า และระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น
.
โจทย์เรื่องวิกฤตประชากรอันนี้น่าสนใจ เราถูกทำให้เป็นภาวะจำยอม ทั้งที่ความจริงขณะที่วัยแรงงานเราลดลง อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นก็ลดไปด้วย โดยมีอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นขึ้นทั้ง AI machine learning และหุ่นยนต์ มนุษย์โดยรวมก็ควรทำงานน้อยลงและได้ค่าตอบแทนที่มากขึ้นจากความก้าวหน้าในการผลิตเหล่านั้น แต่พอความเป็นเจ้าของความก้าวหน้านั้นดันไปเป็นของเอกชนหรือปัจเจก ผลคือไม่กระจายเท่าที่ควร และอีกด้านกำลังซื้อของแรงงานก็ไม่ถูกทำให้สูงหรือมีพอที่จะดูดซับการผลิตที่ก้าวหน้านั้นด้วย
.
ประการสุดท้าย เมื่อพิธีกรขอข้อเสนอรูปธรรมระยะสั้นที่ควรทำกรณีประกันสังคม ผมเสนอเบสิคเลยคือ รัฐบาลจ่ายเงินที่ค้างจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคมหลายหมื่นล้านบาท รวมทั้งการปรับอัตราสมทบจาก 2.75% เป็น 5% เท่ากับนายจ้างและลูกจ้าง รวมทั้งปรับแก้ให้ทุกบอร์ดมีตัวแทนจากการเลือกตั้งโดยตรงของผู้ประกันตน เป็นต้น เพื่อให้กองทุนประกันสังคมยั่งยืนและทำเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น