วิกฤตสิทธิมนุษยชนใต้รัฐบาลพลเรือน ต้องรีบคลายปมก่อนสะเทือนถึงเวทีโลก
ช่วงเย็นวันนี้ (4 เมษายน 2568) ภาพของของนักศึกษารายหนึ่งที่ถูกพาตัวออกจากสถานที่จัดประชุม BIMSTEC ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไว้ที่ สน. ยานนาวา เพียงเพราะเข้าไปแสดงออกต่อต้านผู้นำเผด็จการทหารเมียนมา มิน อ่อง หล่าย ที่เดินทางมาร่วมประชุม ถูกแพร่กระจายออกไปในสื่อสารมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว พร้อมกับคำถามสำคัญที่ดังขึ้นมาเป็นวงกว้างว่า “นี่เรายังอยู่ในยุครัฐบาลเผด็จการทหารหรือไม่”
.
แม้นักศึกษารายนี้จะไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหา แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนการใช้อำนาจรัฐของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวเอาไว้จากการแสดงออกทางการเมืองอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลพลเรือน ยังไม่นับการต้อนรับผู้นำเผด็จการรายนี้อย่างดีจากรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยที่เคยประณามความรุนแรงและรัฐประหารในเมียนมามาก่อน
.
ซ้ำร้ายเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามีข่าวว่า Paul Chambers อาจารย์และที่ปรึกษาด้านวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. เมืองพิษณุโลก ติดต่อผ่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวรเพื่อประสานขอเข้าจับกุมตามหมายจับที่ออกโดยศาลพิษณุโลก เพื่อนำตัวเข้าพบพนักงานสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมาย ตามข้อกล่าวหาความผิดฐานละเมิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พรบ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แจ้งความโดยกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งได้รับอนุมัติหมายจับจากศาลพิษณุโลก ลงวันที่ 31 มีนาคม 2568
.
กรณีที่เกิดขึ้นทั้งสองนี้สะท้อนว่าสถานการณ์เสรีภาพของไทยกำลังมีปัญหาอย่างชัดเจน มีรายงานการละเมิดเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพการแสดงออกอย่างต่อเนื่องภายในวันเดียวกัน สอดคล้องกับที่ Freedom House จัดอันดับอยู่ในประเภท “ไม่เสรี” ทั้งสองประเด็นนี้จึงนับเป็น “จุดด่างพร้อย” ล่าสุดของรัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของแพทองธาร ชินวัตร ที่อ้างอยู่เสมอว่าเป็น “รัฐบาลประชาธิปไตย”
.
หากย้อนไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ไทยถูกนานาชาติประณามจากการส่งกลับชาวอุยกูร์ไปยังประเทศจีน จนถึงขั้นที่สหรัฐอเมริกาไม่ออกวีซ่าให้กับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ด้านสหภาพยุโรปนอกจากจะประณามกรณีชาวอุยกูร์แล้วก็ยังประณามการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อเยาวชน นักการเมือง และนักกิจกรรมทางการเมือง พร้อมชี้ว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ และอาจเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทยในขณะนี้ โดยเน้นย้ำว่าผลลัพธ์ของการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีนั้นมีเงื่อนไขขึ้นอยู่กับเกณฑ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึงการเคารพประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศภาคีด้วย
.
จะเห็นได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนอกจากเรื่องสถานการณ์สิทธิเสรีภาพในประเทศแล้ว ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปความเชื่อมั่นของไทยในเวทีโลกอาจลดทอนลงต่อเนื่อง ความน่าเชื่อถือของไทยในด้านสิทธิมนุษยชนจะถูกกระทบไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อไทยเป็นเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) แต่กลับปฏิบัติตนสวนทางกับภาพลักษณ์ที่ไทยปรารถนาให้โลกเห็น และที่สำคัญเรื่องนี้ยังสะเทือนถึงเศรษฐกิจที่ไทยอาจมีปัญหาในการทำ FTA กับยุโรป และการเจรจาต่อรองเรื่องลดภาษีกับสหรัฐฯ อาจเป็นไปได้ยากขึ้น
.
สุดท้ายนี้ผมขอเรียกร้องให้รัฐไทยยุติการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน นักวิชาการ นักกิจกรรมรวมถึงนักการเมืองในทุกรูปแบบ เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ที่เข้าขั้นวิกฤตในครั้งนี้ และเพื่อให้สมศักดิ์ศรีกับความเป็นรัฐบาลพลเรือนที่มาตามระบอบ “ประชาธิปไตย” และเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ อย่าให้ประชาชนหวนรำลึกถึงอดีตอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลก่อน และตั้งข้อครหาได้ว่า “เปลี่ยนรัฐบาล มาตรฐานเดิม” อีกเลย

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น