10 ประเด็นแรงงานที่น่าจับตา ในวันกรรมกรสากล 2025


วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันกรรมกรสากล ที่ขบวนการแรงงานทั่วโลกเฉลิมฉลองรวมทั้งรำลึกถึงเส้นทางการต่อสู้นับศตวรรษเพื่อสิ่งที่พวกเขาพึงได้รับ ก่อนอื่นผมขอส่งความปรารถนาดีไปยังพี่น้องแรงงานทุกท่าน ให้ได้รับสิทธิ สวัสดิภาพ ค่าจ้าง การจ้างงาน รวมถึงการชดเชยเยียวยาที่เป็นธรรม และในโอกาสนี้ผมจึงขอประมวล 10 ประเด็นที่น่าจับตาในปีนี้เกี่ยวกับประเด็นแรงงาน

1. การต่อสู้เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยของกลุ่มแรงงานยานภัณฑ์


ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2568 กลุ่มแรงงานบริษัทยานภัณฑ์ปักหลักชุมนุมตรงข้ามทำเนียบฯ เพื่อเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเบิกงบกลางสำรองจ่ายค่าชดเชย มูลค่าประมาณ 466 ล้านบาท ให้กับแรงงานที่ถูกลอยแพ 4 บริษัท ได้แก่ บอดี้แฟชั่น, เอเอ็มซี สปินนิ่ง, แอลฟ่า สปินนิ่ง, และยานภัณฑ์ รวมกว่า 3,000 คน
.
โดยมีตัวแทนคนงานยานภัณฑ์ 6 คน อดอาหารประท้วงเพื่อกดดันให้รัฐบาลนำเรื่องเข้าสู่วาระการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 กลุ่มแรงงานได้ยุติการอดอาหารตามคำขอของเจ้าหน้าที่และเพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยได้รับสัญญาณบวกจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ได้รับความเห็นจาก 8 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว
.
ในเวลาต่อมามีรายงานว่าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. วันที่ 29 เมษายน แต่ก็พบว่าไม่มีความเคลื่อนไหวแต่อย่่างใด
.
ทั้งนี้ข้อเรียกร้องของคนงาน 4 บริษัทต่อรัฐบาล คือ 1. ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณรายจ่ายกลางสำรองจ่ายให้กับคนงาน 4 บริษัท รวม 466 ล้านบาท และ 2. การอนุมัติงบประมาณรายจ่ายกลางไม่ได้เป็นการให้เปล่า เพราะเมื่อมีการอนุมัติงบกลางมาสำรองจ่ายให้คนงานแล้ว ทรัพย์สินของนายจ้างทั้ง 4 บริษัทที่กรมบังคับคดียึดไว้ก็จะตกเป็นของรัฐบาล และเมื่อกรมบังคับคดีสามารถขายทรัพย์สินของนายจ้างได้แล้วเงินส่วนนี้จะได้คืนเข้าสู่คงคลังเหมือนเดิม ไม่ได้เป็นการให้ฟรี หรือหากกรณีที่นายจ้างเกิดเปลี่ยนใจยอมไกล่เกลี่ยโดยการจ่ายเงิน รัฐบาลก็นำเงินที่นายจ้างจ่ายตรงส่วนนี้กลับเข้าคงคลังได้เช่นกัน
.
เหตุผลที่พวกเขาอยากให้รัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเนื่องจากพวกเขามองว่าการเรียกร้องบังคับให้นายจ้างจ่ายเงินตามกระบวนการทางกฎหมายใช้เวลานานมาก แต่ว่าค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพยังคงเดินอยู่ตลอดชนิดไม่มีวันหยุด จึงเป็นที่มาของข้อเสนอให้รัฐบาลอนุมัติงบกลางสำรองจ่ายให้แรงงานก่อน
.
ปัจจุบันมีรายงานว่าเรื่องอนุมัติงบกลางเหลือเพียง สลค. ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงแรงงานว่าจะมีมาตรการป้องกันการลอยแพในระยะยาวอย่างไรเพื่อไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดขึ้นซ้ำซาก ซึ่งกระทรวงแรงงานเผยว่าเรื่องนี้ได้วางมาตรการไว้แล้ว โดยจะไปแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานเพื่อตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการเลิกจ้างขึ้นมา
.
ทั้งนี้กระบวนการช่วยเหลือของกระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมเบื้องต้น เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2568 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้มอบเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้กับคนงานบริษัทยานภัณฑ์ 859 คน จำนวน 6,940,560 บาท และสำนักงานประกันสังคมได้จ่ายเงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานและกรณีอื่นๆ ให้แก่ลูกจ้างยานภัณฑ์จำนวน 32,056,017.74 บาท รวมทั้งหมด 38,996,577.74 บาท โดยลูกจ้างจะได้รับเงินประมาณคนละ 70,000 บาท อย่างไรก็ตามถ้าคนงานยานภัณฑ์ได้เงินชดเชยจากนายจ้าง เงินสงเคราะห์ที่ได้รับจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก็ต้องคืนให้กองทุนฯ
.
แต่ที่น่ากังวลคือวันที่ 30 เมษายน 2568 มีรายงานว่าแรงงานยานภัณฑ์ 2 คน ถูกหมายเรียกจาก สน. ดุสิต ข้อหาฝ่าฝืน พรบ. ชุมนุมฯ ทั้ง ๆ ที่ชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างสงบ จึงต้องจับตาความจริงใจของรัฐบาลต่อไปว่าจะเลือกช่วยเหลือแรงงานที่เดือดร้อนหรือจะยิ่งซ้ำเติมพวกเขามากขึ้นไปอีก
.

อ้างอิง - 

2. แก้ไขสิทธิลาคลอด (พรบ. คุ้มครองแรงงานฯ)



.
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้กำกับดูแลสิทธิของลูกจ้างและหน้าที่ของนายจ้างในประเทศไทย ได้กำหนดสิทธิของลูกจ้างหญิงในการลาคลอดไว้ชัดเจนว่าลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาคลอดรวมกันไม่เกิน 98 วัน วันลาคลอดดังกล่าวครอบคลุมทั้งการลาเพื่อตรวจสุขภาพก่อนคลอด วันที่คลอด และการพักฟื้นหลังคลอด ในจำนวน 98 วันนี้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างไม่เกิน 45 วันตามอัตราค่าจ้างปกติ ส่วนที่เหลืออีก 45 วันนั้นลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมสามารถเบิกเงินชดเชยได้จากสำนักงานประกันสังคมในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย
.
กฎหมายฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองแรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์ให้สามารถคลอดบุตรและฟื้นฟูร่างกายได้โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานแรงงานสากลโดยเฉพาะจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สิทธิลาคลอดของแรงงานหญิงไทยยังถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานหลายประเทศในยุโรปหรือประเทศที่มีระบบรัฐสวัสดิการเข้มแข็ง
.
หลังการต่อสู้อันยาวนาน ผ่านความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายและการผลักดันจากหลายฝ่าย ทั้งภาคประชาชน นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วน ให้มีการขยายสิทธิลาคลอดจาก 98 วันเป็น 120 วัน โดยระบุถึงเหตุผลทางสุขภาพของแม่และเด็ก การส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว และการส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพในภาวะสังคมสูงวัย ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พรบ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ… เห็นชอบขยายวันลาคลอดจาก 98 วัน เป็น 120 วัน โดยหลังจากลูกคลอดออกมาแล้วถ้าลูกเจ็บป่วยหรือพิการ ให้แม่เพิ่มวันลาได้อีก 15 วัน และกรณีคู่สมรสสามารถลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรอีก 15 วัน สรุปเป็นลาคลอด 120 วัน เพิ่มเติมอีก 15+15 วัน โดยมีแนวทางให้แบ่งภาระค่าจ้างระหว่างนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมเช่นเดิม แต่มีข้อเสนอเพิ่มเติมให้เพิ่มระยะเวลาการได้รับค่าจ้างเป็น 60 วันจากปัจจุบันที่ได้รับเพียง 45 วัน
.
นอกเหนือจากการขยายเป็น 120 วันตามที่คณะกรรมาธิการเห็นชอบแล้ว ยังมีข้อเสนอเชิงรุกจากภาคประชาชนและสมาชิกรัฐสภาบางราย เช่น สส. วรรณวิภา ไม้สน ที่เสนอให้มีการขยายสิทธิลาคลอดออกไป เป็น 180 วัน โดยใช้แนวทาง "การลาแบบยืดหยุ่น" คือ สามารถแบ่งวันลาระหว่างพ่อและแม่ได้ตามความเหมาะสมของครอบครัว
.
ปัจจุบันข้อเสนอการขยายสิทธิลาคลอดยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 เร็ว ๆ นี้ ​

3. การคัดค้าน พรบ. แรงงานอิสระ




ปัจจุบันตลาดแพลตฟอร์มขนส่งอาหาร สิ่งของ และผู้โดยสารขยายตัวเป็นวงกว้างอย่างมาก แรงงานประเภทไรเดอร์ที่ทำงานให้กับแพลทฟอร์มขนส่งก็มีจำนวนมากขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่แรงงานเหล่านี้กลับไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการตามกฎหมายแรงงาน
.
เมื่อไม่นานมานี้มีการพูดคุยกันถึงการร่าง พรบ. ว่าด้วยแรงงานอิสระขึ้นเพื่อใช้คุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม โดยล่าสุดร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. .... (พรบ.แรงงานอิสระ) อยู่ในระหว่างเตรียมการเข้าพิจารณาในชั้นคณะรัฐมนตรี หากแต่เนื้อหาของร่างฉบับดังกล่าวกลับแฝงด้วยสิ่งที่น่ากังวลที่ไม่เอื้อต่อแรงงานแฟลตฟอร์มอย่างแท้จริง ทำให้แรงงานกลุ่มหนึ่งขอให้ถอนร่างฉบับนี้ออกจากการพิจารณาของ ครม.
.
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 เครือข่ายแรงงาน-ไรเดอร์ ยื่นหนังสือถึงกระทรวงแรงงาน ขอให้ถอนร่าง พรบ. แรงงานอิสระ ย้ำปัญหาตีความแรงงานแพลตฟอร์มเป็น 'แรงงานกึ่งอิสระ' เสี่ยงผลักแรงงานไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เสนอออกกฎกระทรวงทำให้สถานะการจ้างแรงงานแพลตฟอร์มชัดเจน
.
พร้อมมีข้อเรียกร้องดังนี้
.
1.คัดค้านร่าง พรบ. ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระโดยกระทรวงแรงงาน
.
2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 พรบ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ออกกฎกระทรวงเพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องสถานะการจ้างงานระหว่างแรงงานแพลตฟอร์มและบริษัทแพลตฟอร์ม เพื่อให้พวกเขาได้รับการคุ้มครองตาม พรบ. คุ้มครองแรงงาน การป้องกันอันตรายจากการทำงานและสิทธิประโยชน์กองทุนเงินทดแทน และได้เข้าสู่ระบบกองทุนประกันสังคม มาตรา 33 รวมทั้งได้รับสิทธิเสรีภาพอำนาจการร่วมตัวและเจรจาต่อรองตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์
.
3. ไม่แบ่งแยกและลดทอนสิทธิแรงงาน
.
ด้านภาครัฐระบุว่าตอนนี้ร่างกฎหมายรอเข้า ครม. แต่ยังใช้เวลาอีกนาน พร้อมยืนยันว่าไม่มีการถอนร่างฯ ระหว่างนี้จะมีจัดเวทีระดมความเห็นจากผู้นำไรเดอร์เพื่อแนบประกอบพิจารณาของ ครม. และออกกฎกระทรวงช่วยเหลือแรงงานแพลตฟอร์มให้ครอบคลุมและตรงจุด
.
ปัญหาใหญ่ของร่าง พรบ. แรงงานอิสระซึ่งภาคแรงงานเห็นตรงกันคือ "นิยาม" ของ "ผู้ประกอบอาชีพกึ่งอิสระ" ที่ระบุว่า
.
(1) รับจ้างหรือให้บริการขนส่งคนโดยสาร สิ่งของ หรืออาหาร ทำความสะอาด หรือบริการอื่น ๆ ซึ่งยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขการให้บริการตามที่ผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลกำหนดไว้ โดยได้รับค่าตอบแทนผ่านผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล
.
(2) รับจ้างหรือให้บริการตาม (1) ซึ่งยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขการให้บริการตามที่ผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลกำหนดไว้ โดยได้รับค่าตอบแทนผ่านผู้ประกอบธุรกิจนั้น
.
นิยามข้างต้นเป็นปัญหาในตัวเองเนื่องจากเป็นการชี้ชัดว่าไรเดอร์ไม่ได้รับค่าตอบแทนจาก “บริษัทแพลตฟอร์ม” เพียงแต่ “รับผ่าน” บริษัทเท่านั้น ซึ่งในทางข้อเท็จจริงไม่ใช่ และยังถือเป็นการนิยามว่าไรเดอร์ “ยอมรับ” ข้อตกลงนี้ และจะทำให้แรงงานแพลตฟอร์มหลุดออกจากสถานะนิติสัมพันธ์แรงงานสัญญาจ้าง และเข้าไปเป็น 'แรงงานกึ่งอิสระ' แทน ซึ่งการนิยามเช่นนี้จะทำให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าไม่ถึงการคุ้มครองตาม พรบ. คุ้มครองแรงงาน
.
สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักสิทธิแรงงาน ให้ความเห็นไว้ว่าปัญหาการคุ้มครองสิทธิแรงงานของไรเดอร์คือพวกเขาถูกบิดเบือนรูปแบบการจ้างงานว่าเป็น ‘แรงงานจ้างทำของ’ ทำให้บริษัทแพลตฟอร์มไม่ต้องจัดหาสวัสดิการหรือนำแรงงานเข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 ทั้งที่ในความเป็นจริงไรเดอร์เองก็ทำงานแบบมีสัญญาจ้าง และบริษัทแพลตฟอร์มมีอำนาจบังคับบัญชาหรือลงโทษตัวแรงงานได้ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาของไรเดอร์คืออยากให้มีฐานะเท่าเทียมกับลูกจ้างทั่วไปทุกคน โดยอาจจะใช้วิธีการออกกฎกระทรวงหรือแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมแรงงานแพลตฟอร์ม
.
ฉัตรชัย พุ่มพวง จากสหภาพคนทำงาน ระบุว่าคำว่าแรงงาน “อิสระ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความอิสระของคนทำงานจริง แต่เป็นความอิสระของรัฐและทุนที่ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อชีวิตแรงงาน ไรเดอร์หรือแรงงานแพลตฟอร์มควรอยู่ในมาตรฐานเดียวกับ พรบ. คุ้มครองแรงงาน ไม่ควรมีการแบ่งแยกแรงงานอีก และร่าง พรบ. แรงงานอิสระขาดเรื่องอำนาจต่อรอง โดยเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มที่ยังไม่มีช่องทางเจรจากับบริษัทให้มานั่งคุยเจรจาเรื่องความต้องการของพวกตน
.
ฉัตรชัยยังชี้ว่าระบบแรงงานปัจจุบันมีแนวโน้มผลักคนออกจากการคุ้มครองผ่านรูปแบบจ้างงานชั่วคราว เหมาบริการ และแรงงานแพลตฟอร์ม เพื่อลดต้นทุนรัฐและนายจ้าง ขณะที่แรงงานยังคงต้องการหลักประกันในชีวิตเช่นเดิม สิ่งสำคัญคือการมีอำนาจต่อรองซึ่งเป็นรูปธรรมของการมีส่วนร่วม แต่ร่าง พรบ. แรงงานอิสระกลับไม่เปิดพื้นที่ให้แรงงานมีสิทธิต่อรองกับแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง ทำให้กลายเป็นระบบที่ล้าหลังยิ่งกว่าไตรภาคีเดิม
.
ด้านเยาวภา ดอนเส สมาชิกสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI) ได้อภิปรายในที่ประชุมว่า พรบ. แรงงานอิสระที่นิยามให้แรงงานแพลตฟอร์มเป็นแรงงานกึ่งอิสระกำลังทำให้พวกเขาเข้าไม่ถึงการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยรัฐก็ต้องใช้ภาษีประชาชนเข้ามาเยียวยาและดูแลไรเดอร์เหล่านี้แทนบริษัทแพลตฟอร์มที่ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ผศ.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ร่าง พรบ. แรงงานอิสระฉบับล่าสุดมีข้อจำกัดร้ายแรงในด้านการรวมกลุ่ม โดยกำหนดให้แรงงานอิสระและกึ่งอิสระจัดตั้งองค์กรแยกจากกัน ไม่สามารถรวมตัวกันได้ ส่งผลให้เกิดการแยกส่วนของพลังแรงงานและลดทอนอำนาจในการเจรจาต่อรอง แม้จะสามารถจัดตั้ง “สภาองค์การ” ได้ตามรูปแบบคล้าย พรบ. แรงงานสัมพันธ์แต่เงื่อนไขต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การตั้งองค์กรแรงงานอิสระต้องใช้สมาชิกถึง 15 คน ขณะที่แรงงานกึ่งอิสระใช้เพียง 5 คน ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดตั้งที่ไม่เป็นธรรมและถูกครอบงำโดยกลไกราชการในคณะกรรมการ เช่นเดียวกับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในระบบไตรภาคีมาก่อนหน้า

4. การคุ้มครองแรงงานท่ามกลางสงครามการค้าของประเทศมหาอำนาจ




.
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ในที่ประชุมวุฒิสภา ผมร่วมปรึกษาหารือในประเด็นขอให้รัฐบาลคำนึงถึงสิทธิและผลกระทบแรงงานกรณีเจรจาแก้ปัญหากำแพงภาษีไทย-สหรัฐฯ และเร่งแก้ปัญหาแรงงานถูกลอยแพไม่ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย
.
หนึ่งในประเด็นที่ผมปรึกษาหารือคือ กรณีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้า ซึ่งไทยถูกขึ้นภาษี 37% ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพารายได้หลักจากการส่งออกโดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และสินค้าเกษตรกรรม ผลที่ตามมายังกระทบต่อภาคแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิต ประมาณ 6.41 ล้านคน ซึ่งคนเหล่านี้ชีวิตยังต้องตกอยู่ใต้ความเสี่ยง แรงกดดัน และความไม่แน่นอน ทั้งตกงาน รายได้ลดลง จนถึงละเมิดสิทธิแรงงาน
.
ผมจึงขอเรียนปรึกษาหารือผ่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรีและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตลอดจนคณะที่จะไปเจรจากับสหรัฐฯ การดำเนินการใดๆ ควรตระหนักและให้ความสำคัญกับแรงงาน และควรนำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา “บนโต๊ะ” เทียบเท่ากับมาตรการทางเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ รัฐบาลควรพิจารณากำหนดมาตรการช่วยเหลือแรงงานควบคู่กันไปด้วย
.
แน่นอนว่าไทยในฐานะประเทศที่ต้องพึ่งพารายได้หลักจากการส่งออกโดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และสินค้าเกษตรกรรม การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวอาจทำให้เศรษฐกิจไทยสูญเสียมูลค่าการส่งออกถึง 7-8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาคแรงงานโดยรวม ซึ่งถือเป็นอีกประเด็นสำคัญมากที่จะมองข้ามไม่ได้
.
เมื่อการส่งออกได้รับผลกระทบ ผลที่ตามมายังกระทบต่อภาคแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิต ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในเดือนมกราคม 2568 มีผู้มีงานทำในภาคการผลิตประมาณ 6.41 ล้านคน ซึ่งคนเหล่านี้ชีวิตยังต้องตกอยู่ใต้ความเสี่ยง แรงกดดัน และความไม่แน่นอน
.
แรงงานเหล่านี้เสี่ยงตกงานหรือรายได้ลดลงเพราะสินค้าจากไทยจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่งผลให้คำสั่งซื้อลดลง โรงงานที่ผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ อาจลดกำลังการผลิตหรือปิดกิจการหากไม่สามารถแบกรับต้นทุนภาษีที่สูงขึ้นได้ ซึ่งกระทบแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และแปรรูปอาหาร ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ซ้ำร้ายนายจ้างอาจชะลอการขึ้นค่าจ้างหรือลดสวัสดิการเพื่อรักษาต้นทุนเมื่อการส่งออกชะลอตัวลง นอกจากนี้โอกาสในการสร้างงานใหม่ในภาคการผลิตจะลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมที่เคยดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐฯ หากเกิดการย้านฐานการผลิต ยิ่งไปกว่านั้นไม่เพียงแต่แรงงานในภาคการส่งออก แต่แรงงานในห่วงโซ่อุปทานก็ได้รับผล ทั้งภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ วัตถุดิบ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ได้รับผลกระทบเช่นกันตามภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวและงานที่ลดลง

5. การเรียกร้องปฏิรูปประกันสังคม




.
ในช่วงปี 2567–2568 ประเด็นเรื่องการปฏิรูประบบประกันสังคมกลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากเครือข่ายแรงงาน ภาคประชาชน และนักวิชาการ ที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ ความไม่โปร่งใส และความไม่ยั่งยืนของระบบเดิม
.
หนึ่งในข้อวิพากษ์ที่สำคัญคือ ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 กับผู้ใช้สิทธิบัตรทอง เช่น การดูแลด้านทันตกรรม บัตรทองครอบคลุมบริการฟรีหลายรายการรวมถึงฟันเทียม ขณะที่ประกันสังคมจำกัดวงเงินเพียง 900 บาทต่อปี เครือข่ายภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้ปรับปรุงให้เท่าเทียมกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
.
อีกประเด็นคือกรณีที่กระทรวงแรงงานมีแนวคิดที่จะเลื่อนอายุรับเงินบำนาญจาก 55 ปี เป็น 65 ปี เพื่อลดภาระของกองทุนชราภาพ ทว่าแนวคิดนี้ได้รับเสียงคัดค้านอย่างหนักจากเครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคม โดยเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิแรงงานและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาดแรงงานไทย
.
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความไม่โปร่งใสและการบริหารที่น่าเคลือบแคลง การเปิดเผยข้อมูลภายในสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ถูกวิจารณ์ว่าขาดความโปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อมีการออกหนังสือเวียนห้ามเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลแก่บุคคลภายนอก เรื่องนี้นำไปสู่เสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณ เช่น การซื้อตึกใหม่มูลค่า 7,000 ล้านบาท การจัดทำแอพลิเคชั่น การจัดทำปฏิทิน และการจัดกิจกรรมต่างประเทศโดยไม่ชี้แจงชัดเจน จึงมีการเสนอให้แยกสำนักงานประกันสังคมออกจากระบบราชการเพื่อให้เป็นองค์กรอิสระที่บริหารจัดการกองทุนอย่างโปร่งใส คล้ายกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่บริหารระบบบัตรทอง
.
การเรียกร้องเพื่อให้เกิดการปฏิรูปประกันสังคมไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขในบัญชี แต่เป็นการผลักดันให้ระบบสวัสดิการหลักของประเทศมีความเท่าเทียม โปร่งใส และตอบสนองต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของแรงงานทุกคนอย่างแท้จริง
 

6. ความพยายามขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท

    



.
ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยได้ประกาศการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายในปี 2570 เป็นนโยบายหลักในการหาเสียง โดยในปีแรกที่เข้ามาบริหารประเทศจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายการปรับขึ้นเงินเดือนผู้ที่จบปริญญาตรีและข้าราชการ เริ่มต้นที่ 25,000 บาทต่อเดือนภายในปี 2570 อีกด้วย
.
ในทางปฏิบัติแม้รัฐบาลจะยืนยันเดินหน้านโยบายดังกล่าว แต่การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยในช่วงต้นปี 2568 คณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 400 บาทเฉพาะในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด และ 1 อำเภอ ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ยังคงใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำแตกต่างกันตามสภาพเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของแต่ละพื้นที่
.
ขณะที่การประชุมไตรภาคี (นายจ้าง ลูกจ้าง และตัวแทนภาครัฐ) เพื่อพิจารณาขยายผลค่าแรง 400 บาททั่วประเทศยังเผชิญกับปัญหาองค์ประชุมไม่ครบอย่างน้อย 5 ครั้ง จนทำให้ต้องเลื่อนการพิจารณามาหลายครั้งในช่วงปี 2567-2568 ตามไทม์ไลน์ด้านล่าง
.
16 กันยายน 2567: ล่มเนื่องจากกรรมการฝ่ายนายจ้างทั้ง 5 คนไม่เข้าร่วมประชุม ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ
.
20 กันยายน 2567: ล่มอีกครั้ง โดยฝ่ายนายจ้างเข้าร่วมครบ แต่ฝ่ายลูกจ้างมาเพียง 3 คน และฝ่ายรัฐบาลไม่มาทั้ง 4 คน ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ
.
24 กันยายน 2567: การประชุมต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากคณะกรรมการค่าจ้างไม่ครบองค์ประชุม เหลือเพียง 14 คน จากทั้งหมด 15 คน ​
.
12 ธันวาคม 2567: องค์ประชุมไม่ครบ เนื่องจากขาดกรรมการฝ่ายภาครัฐ 2 คน ทำให้ยังไม่มีการสรุปการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
.
23 ธันวาคม 2567: มีมติปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มในอัตราวันละ 7 – 55 บาท (เฉลี่ยร้อยละ 2.9) โดยมีอัตราสูงสุดคือ วันละ 400 บาท ใน 4 จังหวัดและ 1 อำเภอ ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
.
1 มกราคม 2568: เริ่มมีผลบังคับใช้การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉพาะในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด และ 1 อำเภอ ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และ อำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ให้มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน จากเดิมวันละ 330-370 บาท​
.
12 มีนาคม 2568: คณะกรรมการไตรภาคียังไม่พิจารณาขึ้นค่าจ้าง 400 บาททั่วประเทศ โดยให้สำรวจผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้าง 400 บาทในบางจังหวัดเมื่อ 1 มกราคมที่ผ่านมา และบอร์ดชุดใหม่จะนัดประชุมอีกครั้งวันที่ 8 เมษายน 2568
.
8 เมษายน 2568 องค์ประชุมไม่ครบ โดยมีผู้เข้าร่วมเพียง 8 คน จากทั้งหมด 15 คน ทำให้ไม่สามารถพิจารณาวาระการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้ โดยได้เลื่อนการประชุมไปเป็นวันที่ 22 เมษายน 2568
.
ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 คณะกรรมการไตรภาคียังไม่พิจารณาขึ้นค่าจ้างเช่นเดิม เนื่องจากความเห็นฝ่ายนายจ้างกับลูกจ้างไม่ตรงกัน โดยฝ่ายนายจ้างอ้างภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์
.
ก่อนหน้านี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมายืนยันหลายครั้งถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาททั่วประเทศตามที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยทั้งสองเน้นย้ำว่าการยกระดับค่าจ้างแรงงานเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

นายกกล่าวหลังประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 กันยายน 2567 ว่านโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจนเรื่องการขึ้นค่าแรง แต่ต้องอาศัยไตรภาคีว่าจะให้ความคิดเห็นอย่างไร ซึ่งมีการพยายามนัดหมายกันเพื่อเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดและพยายามจะพูดคุยกัน พร้อมยืนยันที่จะเดินหน้านโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท และจะคอยผลักดันเรื่องนี้
.
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2567 ​​นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกมากล่าวขออภัยว่า “ต้องขอโทษที่ไม่สามารถทำตามที่สัญญาได้ว่าจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศวันที่ 1 ตุลาคม 2567 นี้ แต่ยืนยันจะเดินหน้าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ถึงแม้รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไม่ได้ประกาศเป็นนโยบาย เพราะตระหนักดีถึงความลำบากของผู้ใช้แรงงาน แต่รัฐบาลจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หาค่าจ้างในอัตราที่เหมาะสมเพื่อให้ทุกฝ่ายเดินหน้าต่อไปได้”
.
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้าและความไม่แน่นอนในการขับเคลื่อนนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาล แม้นโยบายดังกล่าวจะถูกวางเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของการหาเสียงและได้รับความคาดหวังอย่างสูงจากแรงงานทั่วประเทศ ทว่ากระบวนการพิจารณาผ่านกลไกคณะกรรมการไตรภาคีกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคซ้ำซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่ล่มเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ การขาดความเห็นร่วมกันระหว่างตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ ไปจนถึงแรงกดดันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เป้าหมายการปรับขึ้นค่าแรง 400 บาท “เท่ากันทั่วประเทศ” ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงในระยะเวลาอันใกล้ ทั้งที่เป็นนโยบายซึ่งรัฐบาลเคยให้คำมั่นอย่างชัดเจนกับประชาชน
.
อนึ่ง แม้นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำถ้วนหน้าสำคัญก็จริง แต่การที่คนงานมีอำนาจต่อรองผ่านการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงานจะยิ่งเป็นหลักประกันว่าเขาเหล่านั้นจะมีส่วนร่วมในการกำหนดสภาพการจ้างงานและสวัสดิการที่มากกว่าขั้นต่ำหรือแรกเข้า
 

7. ขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุข




.
กรณีของ "แพทย์" ที่ปรากฎข่าวสารอย่างต่อเนื่องว่าไม่อาจแบกรับชั่วโมงการทำงานอันหนักหน่วงได้จนต้องลาออกจากระบบ โดยเฉพาะกลุ่มแพทย์เพิ่มพูนทักษะ หรือ "แพทย์อินเทิร์น"
.
กรณีล่าสุดอย่างโรงพยาบาลบึงกาฬออกมาระบุว่าแพทย์อินเทิร์นที่มาชดใช้ทุนที่โรงพยาบาลบึงกาฬจำนวน 16 คนที่กำลังจะใช้ทุนครบ 1 ปี มีการแจ้งความประสงค์ลาออกแล้ว 6 คนเนื่องจากต้องการกลับไปทำงานที่ภูมิลำเนา ซึ่งผ่านการคัดเลือกเข้าปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) แล้ว และอีก 4 คนกำลังจะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสังกัด กทม. ทำให้เกิดกระแสขึ้นว่าการลาออกของแพทย์ไม่ใช่แค่อยากกลับไปภูมิลำเนา และไม่ได้เกิดที่โรงพยาบาลบึงกาฬเพียงแห่งเดียว แต่ยังมีปัญหาเรื่องภาระงาน ค่าตอบแทน ฯลฯ รวมถึงเกิดในหลายโรงพยาบาลทั่วประเทศด้วย ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่ท้ายที่สุดส่งผลให้ระบบสาธารณสุขไทยกำลังขาดแคลนแพทย์ในระบบภาครัฐ
.
แพทย์อินเทิร์นแทบทุกคนต้องประสบปัญหาการทำงานเกินเวลาและ "ควงเวร" โดยกรณีที่หนักสุดพบว่าทำงาน 120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และควงเวรเกิน 32 ชั่วโมงติดต่อกัน หรือ "ทำงานติดกัน 32 ชั่วโมง เว้นพัก 8 ชั่วโมง วันต่อมาก็ทำงาน 7 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน เพราะต้องดูห้องฉุกเฉินต่อ วันต่อมาได้พัก 6 ชั่วโมง แล้วก็ทำงานอีก 32 ชั่วโมง จนจำชื่อตัวเองไม่ได้เลย" ไปจนถึงกรณีที่แพทย์อินเทิร์นปี 1 ที่ควงเวรทั้งสัปดาห์ก่อนจบชีวิตตนเอง หรือแพทย์ที่อดหลับอดนอนจนประสบอุบัติเหตุรถยนต์
.
นพ.ณัฐ ศิริรัตน์บุญขจร สมาชิกสหภาพแพทย์ผู้ปฎิบัติงาน เคยกล่าวไว้ว่า “คนไข้ไม่ควรได้หมอที่ไม่ได้นอนมา 50 ชั่วโมง พูดชื่อตัวเองก็ไม่รู้เรื่อง สมองเหมือนกินเหล้ามารักษาเขา คนไข้ถ้ารู้ว่าแม่ตัวเองได้หมออย่างนี้มารักษา ยอมเหรอ? ผมก็ไม่ยอม มันไม่ยุติธรรมต่อเขา แล้วมันก็ไม่ยุติธรรมกับหมอด้วยที่ต้องมาทำแบบนี้”
.
ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการเปิดช่องใน พรบ. คุ้มครองแรงงาน ให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถทำงาน “ล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็น” โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง แต่กลับไม่มีการกำหนดเพดานเป็นกฎหมายว่า ทำงานสูงสุดได้กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์
.
ขณะที่ประกาศแพทยสภาลงวันที่ 17 มิถุนายน 2565 ว่าด้วยแนวทางการกำหนดกรอบเวลาการทำงานของแพทย์ภาครัฐ ระบุว่าแพทย์เพิ่มพูนทักษะควรมีชั่วโมงการทำงานนอกเวลาราชการไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และทำงานเวรอุบัติเหตุและฉุกเฉินไม่ควรเกิน 16 ชั่วโมงติดต่อกัน หากต้องปฏิบัติงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง แพทย์ต้องได้รับการพักผ่อนอย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไป นั่นเท่ากับว่ากฎหมายไม่เคยกำหนดจำนวนชั่วโมงสูงสุดที่บุคลากรทางการแพทย์ทำได้
.
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลง 7 มาตรการแก้ไขปัญหาหมอลาออกและขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในทุกวิชาชีพ ประกอบด้วยการผลักดัน (ร่าง) พรบ. ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข พ.ศ... (ก.สธ.) หรือร่างกฎหมายแยกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
.
รวมถึงการกำหนดพื้นที่พิเศษเพิ่มสิทธิประโยชน์ เพิ่มแพทย์เพิ่มพูนทักษะ ขอรับการสนับสนุนแพทย์เฉพาะทางจากจังหวัดใกล้เคียง เสริมระบบบริการด้วยดิจิทัลและเทเลเมดิซีน กำหนดตำแหน่งราชการรองรับแพทย์จากเอกชนและต่างประเทศ พิจารณาเพิ่มค่าตอบแทนนอกเวลาราชการ และส่งเสริมสวัสดิการเช่น บ้านพัก การเดินทางและรับ - ส่งอย่างเหมาะสม ตลอดจนเงินค่าตอบแทนจากแหล่งเงินบำรุงและงบประมาณ
.
อย่างไรก็ดี ทีมงานสาธารณสุขประชาชนและตัวแทนสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงานได้แสดงความกังวลต่อมาตรการของ สธ. ไว้ว่าผู้บริหารมองไม่เห็นภาพรวมของปัญหาเชิงระบบ ไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องหลายข้อที่ปรากฏชัด เช่น ค่าตอบแทนพื้นฐานที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ มองไม่เห็นภาระงานที่ล้นเกินและชั่วโมงการทำงานเกินกว่าที่บุคลากรสุขภาพจะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน ระหว่างแพทย์รุ่นใหญ่และแพทย์รุ่นใหม่ ระหว่างแพทย์และวิชาชีพอื่น การทุจริตในระบบบริการสุขภาพที่ไม่ได้รับการแก้ไขและจัดการอย่างยุติธรรม การให้ค่าตอบแทนน้อยอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เคารพเกียรติศักดิ์ศรีคนทำงาน ปัญหาเหล่านี้ค่อย ๆ ก่อความรู้สึกสิ้นศรัทธาในระบบสุขภาพนี้ จนกระทั่งวันหนึ่งบุคลากรสุขภาพตัดสินใจลาออกจากการให้บริการสุขภาพภาครัฐในที่สุด
.
ที่ผ่านมามีข้อเสนอจากสหภาพแพทย์ผู้ปฎิบัติงานต่อกรณีดังกล่าวคือ
.
1) เก็บข้อมูลอย่างจริงจัง ทั้งข้อมูลภาระงาน ข้อมูลชั่วโมงการทำงาน ค่าตอบแทน และสวัสดิการ ความต้องการเติบโตทางสายงานของแต่ละวิชาชีพ ความไม่พอใจของบุคลากรทางการแพทย์ ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับภาระงานและชั่วโมงการทำงาน
.
2) สหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงานพยายามร่างกฎหมายกำหนดชั่วโมงการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ และขณะนี้กำลังพยายามยกร่างกฎหมายดังกล่าว โจทย์สำคัญเพื่อให้มีการกำหนดชั่วโมงการพักผ่อน กำหนดการลดโทษความผิดพลาดเนื่องจากการถูกบังคับให้ขึ้นทำงานเกินมาตรฐานความปลอดภัย และกำหนดให้หน่วยบังคับบัญชาติดตามข้อมูลการขึ้นปฏิบัติงานและการพักผ่อนอย่างจริงจัง พร้อมกำหนดโรดแมปเพื่อให้กฎหมายนี้บังคับใช้ได้
.
3) เพิ่มเส้นทางการเติบโตของทุกวิชาชีพอย่างเท่าเทียม สนับสนุนให้จัดตั้งสหภาพเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลปัญหาระหว่างหน้างานกับฝ่ายบริหารอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องตรวจตราไม่ให้มีการกลั่นแกล้งในการจัดตั้งสหภาพ
.
4) บังคับใช้กฏกระทรวงบางอย่าง เช่น การเก็บห้องฉุกเฉินไว้เพื่อเคสฉุกเฉิน หากไม่เข้ากับเกณฑ์ฉุกเฉินให้ตรวจในเวลาราชการ และบังคับใช้กฏหมายความปลอดภัยในสถานพยาบาลอย่างจริงจัง
.
นอกเหนือจากนี้ผมขอเสนอให้มีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของบุคลากรทางการแพทย์ (และรวมถึงลูกจ้างชั่วคราวในตำแหน่งอื่น ๆ ที่ทำงานให้กับ รพ.) ต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานตามคุ้มครองตาม พรบ. แรงงานฯ เนื่องจากเมื่อแพทย์ออกจาก รพ. รัฐไปอยู่เอกชนก็จะกลายเป็นลูกจ้างที่ได้รับความคุ้มครองตาม พรบ. คุ้มครองแรงงาน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าความคุ้มครองนี้ดึงดูดและเป็นธรรมกับบุคลากรทางการแพทย์มากกว่า ยังไม่นับรวมว่ารัฐควรบังคับใช้มาตรฐานแรงงานขั้นต่ำที่รัฐเคยประกาศไว้ให้ครอบคลุมกับบุคลากรทางการแพทย์ด้วย

ด้าน น.ส.สุวิมล นัมคณิสรณ์ ตัวแทนพยาบาลวิชาชีพจากกลุ่ม Nurses Connect ชี้ว่า จากข้อมูลของสภาการพยาบาล ทราบว่า มีพยาบาลออกจากระบบประมาณปีละ 3,000 คน ทั้งลาออก เกษียณอายุราชการ และเสียชีวิต ขณะที่เติมเข้าระบบประมาณหมื่นกว่าคน แม้ยอดเติมเข้าจะดูจำนวนมาก แต่ยอดออกก็มากถึง 30% ถือว่าเยอะเช่นกัน และที่น่ากังวลคือ ความคงทนของคนที่อยู่ ในปีแรกที่เด็กจบใหม่จะลาออกมีถึง 25% และมีโอกาสเพิ่มขึ้นในปีที่สองประมาณ 50% ทั้งหมดเป็นข้อมูลที่เคยได้จากสภาการพยาบาล ซึ่งการแก้ปัญหาที่เหมาะสม ไม่น่าจะมาจากการเติมคนเท่านั้น แต่ควรทำอย่างไรเมนเทรนคนมากกว่า ปัญหาหลักๆของพยาบาลก็เหมือนเดิม คือ ภาระงาน ค่าตอบแทน
.
"จริงๆปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ควรมาคุยภาพรวมและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เรียกแต่ละฝ่ายมาร่วมกันหารือ หาทางออกในการแก้ปัญหา ควรให้สภาวิชาชีพพูดคุยกับวิชาชีพตน และเป็นตัวแทนเข้าไปพูดคุยกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาบุคลากรอย่างจริงจัง ควรทำเป็นวาระแห่งชาติ” น.ส.สุวิมลกล่าว
 

8. การชดเชยเยียวยาแรงงานตึก สตง. ถล่ม




.
จากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลให้อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างถล่ม มีผู้เสียชีวิตจนถึงวันที่ 28 เมษายน 63 คน บาดเจ็บ 9 คน อยู่ระหว่างค้นหา 31 คน
.
ณ วันที่ 29 เมษายน 2568 ศูนย์ประสานงานและช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวกระทรวงแรงงาน จ่ายสิทธิประโยชน์ประกันสังคม ค่าทำศพ เงินทดแทนตาย และเงินบำเหน็จชราภาพ ให้กับแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากกรณีตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม แล้ว 51 จาก 103 ราย เป็นเงิน 53,077,025 บาท
.
ในเหตุการณ์อาคารก่อสร้างของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พังถล่ม เราไม่ควรมองแค่ว่าเป็น “อุบัติเหตุ” หรือความเสียหายของอาคารเพียงเท่านั้น แต่ควรมองเห็น "ชีวิต" ของแรงงานที่สูญเสีย แขนขา ชีวิต หรืออนาคตไปในพริบตา โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาที่เป็นกระดูกสันหลังของภาคก่อสร้างไทยมายาวนาน
.
ดังนั้นจึงควรต้องเยียวยาโดยไม่เลือกสัญชาติ ผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากเหตุการณ์ต้องได้รับเงินเยียวยาอย่างเป็นธรรมไม่ว่าจะมีเอกสารถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งควรตั้งกองทุนฉุกเฉินเพื่อแรงงานข้ามชาติเพื่อให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่แรงงานข้ามชาติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน คล้ายกับกองทุนช่วยผู้ใช้แรงงานในประเทศที่ประสบภัยพิบัติ
.
นอกจากนี้ควรให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่แรงงานและครอบครัว เช่น การจัดหาทนาย ผู้แปลภาษา และหน่วยสนับสนุนด้านเอกสาร เพื่อให้พวกเขาเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง
 

9. การผลักดันรับรองอนุสัญญา ILO 87 และ 98 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง




.

อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วมนั้น ถือเป็นอนุสัญญาที่เป็นหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุดหลักการหนึ่งของ ILO ที่เชื่อกันว่าจะเป็นการสร้างหลักประกันสำคัญให้กับคนทำงาน และจะนำมาซึ่งสังคมที่เป็นธรรมและสันติสุข ด้วยเหตุนี้ประเทศสมาชิก ILO ส่วนใหญ่จึงให้การสนับสนุนโดยการให้สัตยาบันเคารพและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ขณะที่ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศก่อตั้งองค์การ ILO ยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาทั้งสองฉบับนี้ ทั้ง ๆ ที่มีเสียงเรียกร้องจากองค์กรแรงงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ให้รัฐบาลไทยตัดสินใจลงนามให้สัตยาบันฯ
.
สถานการณ์ล่าสุดรัฐบาลได้เริ่มตอบรับข้อเรียกร้องนี้ โดยได้จัดตั้งคณะทำงานประสานการดำเนินงานเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญาสองฉบับนี้ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากองค์กรนายจ้าง องค์กรแรงงาน หน่วยงานราชการและนักวิชาการ ซึ่งคณะทำงานชุดนี้ได้ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นแล้ว และมีความเห็นว่ารัฐบาลไทยควรจะดำเนินการเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญาสองฉบับนี้ ขั้นตอนต่อจากนี้ไปจึงอยู่ที่ดุลยพินิจของรัฐบาล
.
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 68 ที่สถาบันพัฒนาฝีมีอแรงงาน ชลบุรี ผมในฐานะอนุกรรมาาธิการด้าานกาารสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ใน กมธ. แรงงาน วุฒิสภา ได้ร่วมเดินทางกับคณะไปประชุมกับแรงงานจังหวัดชลบุรี และหัวหน้าหน่วยงานด้านแรงงานในจังหวัด โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์แรงงานในพื้นที่จังหวัดชลบุรี รวมทั้งการดำเนินงานของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. ในพื้นที่
.
นอกจากนี้ยังมีการสะท้อนการขับเคลื่อนเรื่องการรับรองอนุสัญญา ILO 87 และ 98 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง ในพื้นที่ โดยมีคุณลาเล่ อยู่เป็นสุข ประธานสมาพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (CILT) ในฐานะหนึ่งในคณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 สะท้อนปัญหาของ พรบ. แรงงานสัมพันธ์ 2518 ที่ไม่สอดคล้องกับแรงงานสัมพันธ์ในปัจจุบัน โดยสถานกาารณ์ปัจจุบันสหภาพแรงงานยุติไปมากกว่าเกิดใหม่ สาเหตุมาจากสถานประกอบการไม่ยอมรับสหภาพแรงงาน หาเหตุเล่นงานแกนนำ จนทำให้สหภาพอ่อนแอหรือล้มหายไป
.
การขับเคลื่อนเรื่องกาารให้รัฐไทยรับรองอนุสัญญานี้ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี โดยเมื่อปี 66 รัฐบาลไทยจะเจรจา FTA กับ EU ขบวนการแรงงานก็ผลักดันให้มีเงื่อนไขตามอนุสัญญานี้ในการเจรจา โดยเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 คณะทำงานผลักดันฯ ได้ยื่นข้อเสนอต่อตัวแทน FTA ไทย-EU และได้มีการเข้าร่วมพูดคุย
.
สำหรับปัญหาอุปสรรคในการผลักดันการรับรองอนุสัญญานี้ เช่น ฝ่ายความมั่นคงยังกังวลเรื่องการรวมกลุ่มของแรงงานข้ามชาติ ฝ่ายการเมืองก็กังวลเรื่องการรวมตัวกันของขวนการแรงงาานทั้งเอกชนและรัฐวิสาหกิจที่เคยถูกจับแยกเมื่อครั้งรัฐประหาร 34 ส่วนกลุ่มทุนก็กังวลว่าแรงงานจะรวมตัวกันได้แล้วจะกระทบกลุ่มทุน ขณะที่รัฐบาลยังคิดว่าต้องแก้ พรบ. แรงงานสัมพันธ์ก่อนจึงสามารถให้สัตยาบันอนุสัญญาฯได้ ทั้งที่ฝ่ายขบวนการแรงงานยืนยันว่าให้สัตตยาบันก่อนได้เลย

10. การบริหารและคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ




.
แรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะชาวเมียนมา ลาว และกัมพูชากว่า 2 ล้านคน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทย ทั้งในภาคก่อสร้าง ประมง เกษตร และบริการ แม้จะเป็นแรงขับที่สำคัญต่อระบบทุนไทย แต่พวกเขากลับอยู่ในระบบการบริหารจัดการแรงงานที่ไม่ยั่งยืน เปราะบาง และมีลักษณะ "เลือกคุ้มครอง" มากกว่าการประกันสิทธิอย่างเท่าเทียม
.
การบริหารแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยดำเนินอยู่ภายใต้ระบบที่รวมศูนย์อำนาจและขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบายอย่างชัดเจน แม้จะมีความพยายามในการออกกฎหมายและนโยบายต่างๆ เช่น MOU การขึ้นทะเบียนแรงงาน หรือโครงการผ่อนผัน แต่ระบบกลับพึ่งพารูปแบบการจัดการแบบ "เฉพาะหน้า" มากกว่าการมองระยะยาว
.
แม้กฎหมายแรงงานไทยจะไม่แบ่งแยกสัญชาติในการคุ้มครองขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ การลางาน ความปลอดภัยในการทำงาน แต่ในทางปฏิบัติแรงงานข้ามชาติจำนวนมากยังคงเผชิญกับการจ่ายค่าจ้างล่าช้า ถูกยึดเอกสาร ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว และถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงกระบวนการร้องเรียน ขณะที่ช่องทางการร้องเรียนมีอยู่ แต่แรงงานไม่กล้าใช้ ด้วยความกลัวการถูกตอบโต้ ถูกไล่ออก หรือแม้แต่ถูกส่งกลับประเทศต้นทาง
.
นอกจากนี้สำนักงานแรงงานจังหวัด ศูนย์บริหารจัดการแรงงานต่างด้าว และสถานกงสุล มักทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแทนที่จะเป็น "ผู้คุ้มครอง" ความเป็นอิสระในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมักน้อย และไม่มีระบบที่ให้แรงงานข้ามชาติมีพื้นที่ในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองเลย
.
ขณะเดียวกันแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในระบบประกันสังคม ม.33 จำนวนหนึ่งยังเข้าไม่ถึงสิทธิจริง เช่น การรักษาพยาบาลที่ไม่มีล่าม ค่าแรงที่ไม่ตรงกับเงินสมทบ หรือการขาดสิทธิรับเงินทดแทนการว่างงาน ในขณะที่แรงงานนอกระบบไม่สามารถเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และไม่มีสิทธิเข้าร่วมกองทุนการออมแห่งชาติ หรือรับสวัสดิการผู้สูงอายุได้เลย
.

การคุ้มครองแรงงานไม่ควรขึ้นอยู่กับสัญชาติ แต่ควรตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ หากแรงงานข้ามชาติยังคงถูกใช้แรงอย่างเงียบ ๆ โดยปราศจากสิทธิ ประเทศไทยย่อมไม่อาจอ้างความยั่งยืน หรือความยุติธรรมทางเศรษฐกิจได้เลย 
 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?