5 ประเด็นน่าจับตา ‘วันคุ้มครองผู้บริโภค’




วันที่ 30 เมษายนของทุกปีถือเป็น “วันคุ้มครองผู้บริโภค” ในช่วงที่ผ่านมามีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคที่น่าสนใจ ซึ่งแต่ละประเด็นล้วสำคัญและใกล้ตัวผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง ในวันนี้ผมจึงขอหยิบยก ประเด็นที่น่าสนใจและชวนจับตา เพื่อประโยชน์ของพวกเราชาวผู้บริโภคต่อไป

1. คดีฟ้อง ‘พิรงรอง’ กับอนาคตทิศทางกำกับดูแลและคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ




เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตลิ่งชัน พิพากษาคดีที่บริษัท ทรูดิจิทัล ยื่นฟ้อง ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ กรณีออกหนังสือเตือนโฆษณาแทรกบนแพลตฟอร์มทรูไอดี โดยมีคำสั่งจำคุก 2 ปี วงเงินประกันตัว 120,000 บาท และได้รับการประกันตัวแต่ห้ามออกนอกประเทศ
.
คดีที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับอนาคตและการคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มทุนสื่อสามารถฟ้องดำเนินคดีผู้กำกับดูแลสื่อและคุ้มครองผู้บริโภคได้ เจ้าหน้าที่ในองค์กรที่มีหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคแม้ปกิบัติหน้าที่สุจริตแต่มีสิทธิถูกฟ้อง สังคมเกิดการตั้งคำถามกับหลากหลายประเด็น ทั้งเรื่องหลักกระบวนการยุติธรรมไปจนถึงเรื่องอนาคตวงการสื่อสารโทรคมนาคมไทย
.
ปัจจุบันบริการ OTT กำกับดูแลไม่ได้แต่โตขึ้นทุกวัน จนอาจเข้ามาทำลายธุรกิจทีวีดิจิทัลซึ่งกำลังจะต่อสัญญาในอีก 4 ปี อนาคตการประมูลในปี 2572 หากช่องเดิมย้ายไปอยู่ OTT ก็จะเริ่มลดจำนวนพนักงานและคืนใบอนุญาต คนที่ตกงานก็อาจมาทำรายการออนไลน์แย่งโฆษณากัน สุดท้ายค่าโฆษณาก็อาจจะลดลงเหลือ 5 บาท 10 บาท
.
การโฆษณาออนไลน์สามารถส่งถึงผู้ต้องการซื้อสินค้าได้โดยตรงเพราะสำรวจพฤติกรรมผู้ชมมาแล้ว ซึ่งถ้าระบบนี้ไปอยู่บนกล่องใดกล่องหนึ่งก็จะกระทบต่อผู้โฆษณาแบบเดิม เพราะผู้ซื้อไม่ต้องซื้อโฆษณาแบบหว่านแหซึ่งสิ้นเปลือง แต่ยิงโฆษณาถึงผู้ซื้อโดยตรงซึ่งราคาถูกกว่า เมื่อค่าโฆษณาลดลงเจ้าของช่องก็ขาดทุน นำไปสู่การลดคนทำงานและลดเนื้อหาที่มีคุณภาพ ซึ่งต้องใช้ทีมงานจำนวนมากและคนดูน้อยลง หันไปฉายเนื้อหาคุณภาพต่ำที่คนดูนิยม สุดท้ายผลกระทบก็จะเกิดกับผู้ชมและสื่อก็จะถูกตำหนิด้วย

2. ค่าไฟแพง ค่าแรงไม่เพิ่ม



.
ในเรื่องค่าไฟแพงมีประเด็นที่ต้องจับตามอง คือ กรณีเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2568 รัฐบาลได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนหลายราย รวมกำลังผลิตกว่า 5,203 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) เฟสแรก ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนในอัตราคงที่ตลอด 20-25 ปี
.
การลงนามซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในครั้งนี้สร้างความกังวลว่าอาจเป็นสัญญาที่ทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นในท้ายที่สุด โดยมีข้อสังเกตและข้อกังวลเนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาตลาดโลกถึง 20-30%
.
ขณะเดียวกันไทยยังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงเกินความต้องการอยู่แล้ว 36% การเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าจากโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในครั้งนี้ไม่เพียงซ้ำเติมปัญหาดังกล่าวเท่านั้น แต่สัญญานี้ยังล็อกราคาเอาไว้คงที่และกินระยะเวลานาน 20-25 ปี
.
ก่อนหน้านี้ ครม. มีแนวคิดลดค่าไฟฟ้าให้เหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย โดยพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยืนยันว่าค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคมนี้ จะลดเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วยแน่นอน พร้อมปฏิเสธเรื่องการเซ็นสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์อาจทำให้ค่าไฟแพงไปอีก 25 ปีว่าไม่เป็นความจริง เพราะการผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ต้นทุนเฉลี่ย 2 บาท 94 สตางค์ต่อหน่วย ส่วนต้นทุนผลิตจากพลังงานหมุนเวียนถูกกว่า คือ อยู่ที่ 2 บาท 16 สตางค์ต่อหน่วย และกำหนดผลิตไม่เกิน 20 % ของการกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด
.
แม้คำกล่าวอ้างของ รมว.พลังงานจะระบุว่าข้อกังวลเรื่องค่าไฟแพงไปอีก 25 ปีจากโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไม่เป็นความจริง แต่ท้ายที่สุดต้นทุนพลังงานเหล่านั้นก็จะมาปรากฏในค่าไฟที่ประชาชนต้องร่วมกันจ่ายในแต่ละเดือนนั่นเอง โดย 18 ปีที่ผ่านมาเงินอุดหนุนค่า Adder และ FiT ถูกส่งผ่านมาในบิลค่าไฟประชาชนแล้ว 462,477 ล้านบาท หรือหากดูเฉพาะค่า FiT ที่เก็บมาตั้งแต่ปี 2557 จะพบว่าคนไทยต้องจ่ายค่า FiT ในบิลค่าไฟไปแล้ว เป็นจำนวน 126,331.47 ล้านบาท
.
ซ้ำร้ายนอกเหนือไปจากความเสี่ยงที่ค่าไฟจะแพงขึ้นผ่านการเอื้อกลุ่มทุนพลังงานตามโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 5,203 เมกะวัตต์เป็นระยะเวลา 20-25 ปี โดยไม่มีหลักประกันว่าค่าไฟจะลดลงเหลือ 3.99 บาท/หน่วยตามคำกล่าวอ้างของรัฐบาลแล้ว ล่าสุดวันที่ 22 เมษายน 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 (บอร์ดไตรภาคี) ครั้งที่ 4/2568 ที่ประชุมมีความเห็นแตกต่างกันของฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง จึงเป็นอีกครั้งที่ไตรภาคีไม่สามารถปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทได้ ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตค่าครองชีพของประชาชนยิ่งขึ้นไปอีก

3. การควบรวมผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ



เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2567 ผมได้อภิปรายรายงานประจำปี 2566 สภาองค์กรของผู้บริโภค โดยหนึ่งในประเด็นที่ผมอภิปรายคือความคืบหน้าการฟ้องคดีต่อสำนักงาน กสทช. กรณีการควบรวมผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ รวมถึงความคืบหน้าการขอให้ กสทช. ลดค่าอัตราบริการโทรศัพท์มือถือ สอบถามเรื่องการทุ่มตลาดโดยทุนใหญ่ การแจ้งเตือนภัยปัญหาการลงทุนจากบริษัทใหญ่ที่กระทบคุณภาพชีวิตประชาชน การสร้างความเข้าใจระหว่างแรงงานและผู้บริโภค การสร้างอำนาจต่อรองในการรับข้อมูลจาก E-Commerce ตลอดจนการแทรกแซงสสื่อของทุนใหญ่ การสร้างระบบนิเวศและดุลอำนาจการตรวจสอบ และประเด็นมาตรการป้องกันการฟ้องปิดปาก (SLAPP) รวมทั้งขอให้เสริมความรู้เรื่องการเท่าทันสื่อ
.
โดยเฉพาะส่วนของการฟ้องคดีปกครองต่อ กสทช. และสำนักงาน กสทช. เพื่อให้เพิกถอนมติรับทราบการควบรวมธุรกิจระหว่างบริษัททรูกับดีแทค เนื่องจากใช้ดุลุยพินิจไม่สอดคล้องด้วยกฎหมาย และการขอให้ กสทช. เร่งรัดผู้ให้บริการต้องลดอัตราค่าบริการเฉลี่ยลงร้อยละ 12 ซึ่งเป็นมาตรการและเงื่อนไขเฉพาะหลังการควบรวมที่ กสทช. กำหนดขึ้นเอง และให้มีการเปิดเผยรายการส่งเสริมการขายทุกรายการที่มีการลดราคาค่าบริการเป็นการทั่วไป โดยให้ลดค่าอินเทอร์เน็ตจาก 0.16 บาทเป็น 0.14 บาทต่อเมกะไบต์ หรือค่าโทรศัพท์จาก 0.60 บาทเป็น 0.52 บาทต่อนาที

4. แก้ กม. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเท่าทันสื่อโฆษณาไม่อาจสร้างด้วยการเซ็นเซอร์



.
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 ผมร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
.
โดยผมได้ฝากบางประการที่ล้วนเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคไว้ ดังนี้
.
1) การคุ้มครอง : นอกจากการควบคุมกิจกรรมที่เกี่ยวกับการบริโภค การขาย และการโฆษณาแล้ว ยังต้องมีเรื่องการคุ้มครองคนที่ไม่ดื่มที่อาจได้รับผลกระทบ ทั้งนี้การควบคุมและคุ้มครองแม้จะจำเป็นแต่ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการควบคุมที่ควรทำเท่าที่จำเป็น ไม่เช่นนั้นอาจกระทบต่อเป้าหมายที่ต้องการให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงปัญหา ควบคู่กับความเป็นธรรมแก่ธุรกิจแอลกอฮอลล์รายย่อยได้
.
2) ความเสมอภาค : การพิจารณาการแก้ไข ร่าง พรบ. นี้ควรพิจารณาควบคู่ไปกับ พรบ. ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เพิ่งผ่านสภาไป ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยรวมถึงกลุ่มเกษตรกรสามารถผลิตสุราและเบียร์ได้ทุกประเภทจากที่ก่อนหน้านี้เคยถูกจำกัด นอกจากนี้ในส่วนของการโฆษณานั้นมีการโฆษณาแฝงที่แยบคายมากขึ้นที่รายย่อยไม่สามารถกระทำได้เท่ารายใหญ่ ไม่อาจออกสินค้าอย่างน้ำดื่มให้คนนึกถึงสินค้าหลัก ไม่อาจทุ่มตลาด ไม่อาจมีงบโฆษณาแฝงต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงความเสมอภาคระหว่างทุนในการโฆษณาส่งเสริมการขายของรายใหญ่กับการรณรงค์ให้คนตระหนักถึงผลเสียและกระทบ ดังนั้นการจำกัดกำแพงที่สูงขึ้นต้องคำนึงว่าขาของทุนใหญ่และขาของทุนเล็กยาวไม่เท่ากัน
.
3) การเท่าทันสื่อโฆษณาไม่อาจสร้างด้วยการเซ็นเซอร์ : การเซ็นเซอร์และควบคุมกำกับควรมีได้เท่าที่จำเป็น แต่การให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เปิดเผย โปร่งใส และเสรีต่างหากที่จะสร้างความตระหนักรู้หรือการเท่าทันโฆษณา การปล่อยให้มีการดำเนินการอย่างเสรีและเป็นธรรมจะทำให้ประชาชนตระหนักรู้ เพราะรายเล็กไม่อาจหาเทคนิคทะลุข้อห้ามได้ รวมทั้งเรื่องสัดส่วน หากส่งเสริมการขายได้โฆษณาก็ต้องมีพื้นที่รณรงค์ของผู้ที่ต้องการให้เห็นปัญหาหรือผลกระทบในเวลาที่เสมอภาค ผลลัพธ์ของการเซนเซอร์นอกจากแสดงให้เห็นความไม่เชื่อมั่นในดุลยพินิจของพลเมืองแล้ว ยังเป็นการทำให้พลเมืองขาดข้อมูลข่าวสารในการตัดสินใจด้วย การเซ็นเซอร์ทำลายเป้าหมายของตัวเองเสมอ เพราะถึงที่สุดก็จะสร้างสังคมแบบที่ไม่สามารถใช้วิจารณญาณได้ ประเด็นสำคัญคือ ข้อมูลนั้นต้องเสรีและเป็นธรรมรวมถึงสามารถสร้างความเท่าทันได้
.
4 ) หลักความรับผิดชอบร่วม : ผมยืนยันว่าเรื่องของสุราไม่ใช่เรื่องของปัจเจก ไม่ใช่บาปบุญของบุคคล หากแต่มีความสัมพันธ์กันทุกระดับ จึงจำเป็นต้องสร้างความตระหนักรู้และความรับผิดชอบร่วมกัน เป็นเรื่องดีที่สร้างกลไกความรับผิดชอบของผู้ขายมากขึ้น มีการเพิ่มเติมเรื่องบทบาทผู้ขายในการให้ผู้ซื้อแสดงหลักฐานอายุ ตรวจสอบอาการมึนเมา พร้อมบทลงโทษผู้ขายหากขายให้เด็กหรือคนที่มึนเมาแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย ควรเพิ่มเติมเรื่องหน้าที่ของผู้ขายต้องมีขั้นตอนต่าง ๆ เช่น มีกล้องวงจรปิด เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองได้มีเจตนาปกป้องผู้ที่มาซื้อหรือขายให้เด็กหรือคนเมาหรือไม่ เพื่อสร้างความรับผิดชอบของผู้ขายมากขึ้น ควรเพิ่มการกําหนดห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่บุคคลที่มีหน้าที่ควบคุมการขับขี่ยานพาหนะทุกประเภท รวมถึงรถจักรยานยนต์และรถยนต์สาธารณะ หรืออย่างน้อยในห้วงเวลาที่ประเมินได้ว่าต้องการปฏิบัติหน้าที่
.

5. ชวนมองสิทธิแรงงานตั้งแต่ต้นจนจบ ในฐานะห่วงโซ่อุปทาน (supply chain)



.
เรื่องสุดท้ายที่น่าจับตาคือปัจเจกแต่ละคนไม่ได้มีเพียงมิติบริโภคเท่านั้น หากแต่อีกสถานะหนึ่งคือแรงงานหรือมีบทบาทในส่วนของภาคการผลิต จึงอยากชวนผู้บริโภคมองมันผ่านกรอบสิทธิแรงงานในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นจนจบจะเห็นความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก
.
มีกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจคือการจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง The True Cost เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งว่าด้วยการสำรวจต้นทุนที่แท้จริงของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าราคาถูก (fast fashion) ซึ่งสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ไปจนถึงชีวิตมนุษย์ ทั้งต่อประเทศกำลังพัฒนาอย่างบังคลาเทศ กัมพูชา และเฮติ หรือแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ
.
ซึ่งต้นทุนทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นมาจาก "แรงงาน" ที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากนายจ้าง แล ดิลกวิทยรัตน์ สว. กล่าวถึงภาพยนตร์ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้คิดได้หลายมุม อย่างหนึ่งคือระบบทุนนิยมเป็นการตัดตอนกระบวนการให้เห็นแต่ตอนเดียว มองไม่เห็นตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งที่ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) มีข้อต่อหลายข้อ แต่ทุนนิยมทำให้เราเห็นแค่ตอนจบเท่านั้น ทุนนิยมแบ่งทุนเป็น 2 ต่อ คือ ทุนที่ธุรกิจจ่ายหรือทุนเอกชน และทุนที่คนอื่นจ่ายหรือต้นทุนทางสังคม เช่น พ่อแม่ต้องทำงานหนักจนลูกไม่ได้เห็นหน้า เพื่อแลกกับการเติบโตหรือโบนัส ธุรกิจที่แข่งขันกันมาก ๆ เช่น แฟชั่น ต้นทุนสินค้าสั้น การแข่งขันไปกินตัวเองของสังคม คนที่จ่ายให้ธุรกิจหรือกำไรที่เกิดกับผู้ประกอบการคือสังคมทั้งหมด ทุกวันนี้เราพูดถึงแรงงานแต่ไม่พูดถึงคนงาน พูดถึงทรัพยากรมนุษย์แต่ไม่พูดถึงการสร้างคน มองแรงงานเป็นทรัพยากรให้ใช้เหมือนน้ำมันกับไฟฟ้า ไม่ใช่มนุษย์ เวลาค่าไฟฟ้าหรือน้ำมันขึ้นเรายอมจ่าย แต่เวลาค่าจ้างขึ้นนายทุนกลับโวยวาย มองมนุษย์เป็นเพียงพลังงานชนิดหนึ่ง
.
ขณะที่เมื่อไม่นานมานี้สภายุโรปได้อนุมัติกฎหมายห่วงโซ่อุปทาน หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) โดยวางแนวทางการบังคับใช้กฎหมายแบบเป็นขั้นตอน บังคับให้บริษัทในสหภาพยุโรปที่มีพนักงาน 1,000 คนขึ้นไปและมีรายได้อย่างน้อย 450 ล้านยูโร ระบุถึงสิทธิมนุษยชนและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมบางประการในห่วงโซ่อุปทานของตน เป็นต้น

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?