สหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย ผลกระทบ ‘แรงงาน’ มองข้ามไม่ได้
(ทีมงาน)
จากกรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าแบบฐานขั้นต่ำในอัตรา 10% จากทุกประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ซึ่งจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 36% ก่อนที่ในเวลาต่อมาเอกสารแนบท้ายของประกาศจะมีการปรับแก้ตัวเลขเป็น 37%
.
นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ประกาศว่าจะใช้มาตรการเจรจา โดยระบุว่าไทยพร้อมที่จะหารือกับรัฐบาลสหรัฐฯ และได้มีการตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมาแล้วตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค. 2568 ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่าตัวเลข 37% นั้น “เกินความคาดหมาย”
.
นายกรัฐมนตรียังประกาศมาตรการเบื้องต้นในการรับมือการขึ้นภาษีครั้งนี้ เช่น การเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในด้านพลังงาน อากาศยาน และสินค้าเกษตร สร้างความร่วมมือกับภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ประเทศไทยจะมีการเจรจาเรื่องการส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ และลดเงื่อนไขการนำเข้าที่เป็นอุปสรรค รวมไปถึงการปราบปรามการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาเร่งด่วนในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้ง SME และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ โดยการเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่ ๆ อย่างตะวันออกกลาง ยุโรป และอินเดีย โดยจะเร่งเจรจาการค้า FTA ให้เร็วยิ่งขึ้น
.
มีการคาดการณ์ว่าผลกระทบที่จะตามมาต่อเศรษฐกิจไทยนั้นค่อนข้างเป็นวงกว้าง การประเมินเบื้องต้นจากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด พบว่าหากความพยายามเจรจาของรัฐบาลไทยไม่เป็นผลและสินค้าไทยถูกเก็บภาษีในอัตรา 37% จริง ๆ เศรษฐกิจไทยจะหดตัวแรงมาก ตามการคำนวณ GDP จากที่เคยจะโต 2.5% ในปีนี้ก็จะกลายเป็น -1.1% ทันที
.
แน่นอนว่าไทยในฐานะประเทศที่ต้องพึ่งพารายได้หลักจากการส่งออกโดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และสินค้าเกษตรกรรม การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวอาจทำให้เศรษฐกิจไทยสูญเสียมูลค่าการส่งออกถึง 7-8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาคแรงงานโดยรวม ซึ่งถือเป็นอีกประเด็นสำคัญมากที่จะมองข้ามไม่ได้
.
เมื่อการส่งออกได้รับผลกระทบ ผลที่ตามมายังกระทบต่อภาคแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิต ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 มีผู้มีงานทำในภาคการผลิตประมาณ 6.41 ล้านคน ซึ่งคนเหล่านี้ชีวิตยังต้องตกอยู่ใต้ความเสี่ยง แรงกดดัน และความไม่แน่นอน
.
แรงงานเหล่านี้เสี่ยงตกงานหรือรายได้ลดลงเพราะสินค้าจากไทยจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่งผลให้คำสั่งซื้อลดลง โรงงานที่ผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ อาจลดกำลังการผลิตหรือปิดกิจการหากไม่สามารถแบกรับต้นทุนภาษีที่สูงขึ้นได้ ซึ่งกระทบแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และแปรรูปอาหาร ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ซ้ำร้ายนายจ้างอาจชะลอการขึ้นค่าจ้างหรือลดสวัสดิการเพื่อรักษาต้นทุนเมื่อการส่งออกชะลอตัวลง นอกจากนี้โอกาสในการสร้างงานใหม่ในภาคการผลิตจะลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมที่เคยดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐฯ หากเกิดการย้านฐานการผลิต ยิ่งไปกว่านั้นไม่เพียงแต่แรงงานในภาคการส่งออก แต่แรงงานในห่วงโซ่อุปทานก็ได้รับผล ทั้งภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ วัตถุดิบ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ได้รับผลกระทบเช่นกันตามภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวและงานที่ลดลง
.
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคแรงงานจากการขึ้นภาษีครั้งนี้เป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลควรตระหนักและให้ความสำคัญ เนื่องจากประชาชนจำนวนนับล้านคนอาจได้รับผลกระทบ นายกรัฐมนตรีควรนำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา “บนโต๊ะ” เทียบเท่ากับมาตรการทางเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ รัฐบาลควรพิจารณากำหนดมาตรการช่วยเหลือประชาชนในภาคแรงงานควบคู่กันไปด้วย
.
[แหล่งอ้างอิง]
https://www.thaipbs.or.th/news/content/350909
https://www.thaipbs.or.th/news/content/350990
https://www.bbc.com/thai/articles/crkx4p47glpo
https://www.nso.go.th/.../2025/20250307095735_96808.pdf
https://www.bangkokpost.com/.../trump-tariffs-on-thailand...
https://hr.asia/.../trumps-tariffs-may-hinder-thai.../
https://www.bangkokpost.com/.../govt-to-buy-more-from-us

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น