ทวง ‘คำมั่นสัญญา’ เป็นเครื่องมือพื้นฐานของประชาชนในระบบตัวแทน อย่าทำให้ไร้ความหมาย




“ผู้ที่ยืนยันว่าลักษณะที่ประชาชนศิโรราบต่อเหล่าผู้นำนั้นไม่ใช่สัญญา พูดถูกอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นเพียงการมอบหน้าที่ เป็นแค่การจ้างงานเท่านั้น ผู้ปกครองเป็นแค่เจ้าหน้าที่ที่บริหารอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ เป็นอำนาจที่รัฏฐาธิปัตย์ฝากไว้ ซึ่งสามารถถูกกำจัด ปรับเปลี่ยน หรือเอาคืนเมื่อไรก็ได้ที่รัฏฐาธิปัตย์ไม่พอใจ” - ฌอง-ฌากส์ รุสโซ, สัญญาประชาคม
.
แนวคิดเรื่อง “สัญญาประชาคม” เป็นปรัชญาการเมืองแขนงหนึ่งที่สามารถสืบย้อนไปได้หลายร้อยปี กล่าวถึงการที่มนุษย์จะหลีกหนีภาวะธรรมชาติอันวุ่นวายแล้วสถาปนาและมอบอำนาจให้กับรัฐบาลหรือผู้ใช้กฎหมาย ซึ่งถูกอ้างอิงและประยุกต์ใช้ในการเมืองหลากยุคหลากสมัย
.
ความคิดของรุสโซข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเรื่อง “สัญญาประชาคม” ของเขาที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2305 (ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกเสียอีก) คำกล่าวนี้ตีความได้ว่าเมื่อประชาชนในฐานะ “รัฏฐาธิปัตย์” ทำ “สัญญาประชาคม” มอบหน้าที่ให้กับรัฐบาลในฐานะผู้ปกครอง รัฐบาลมีหน้าที่จะต้องทำให้ประชาชนพึงพอใจ โดยหากประชาชนไม่พึงพอใจก็ย่อมสามารถ “กำจัด-ปรับเปลี่ยน-เอา (อำนาจ) คืน” เมื่อไรก็ได้
.
ในทางปรัชญาการเมือง สัญญาประชาคมจึงเป็นสิ่งสำคัญในฐานะที่ประชาชนมอบอำนาจให้ผู้ปกครอง หากผู้ปกครองไม่สามารถตอบสนองประชาชนได้ ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิส่งเสียงและทวงถามได้เช่นกัน
.
ในปี 2535 พล.อ. สุจินดา คราประยูร แกนนำคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เคยประกาศว่าจะ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” และเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังเคยประกาศต่อสังคมว่าจะไม่รับตำแหน่งนี้ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากลุกฮือขึ้นประท้วงการผิด “สัญญาประชาคม” ของ พล.อ. สุจินดา นำมาสู่เหตุการณ์ปราบปรามประชาชนกลางเมืองครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน
.
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ไม่ทราบว่าเหตุใด “หลักการ” เรื่องการทวงถามสัญญาประชาคมที่ควรเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ประชาชนจะใช้ต่อผู้แทน คำมั่นสัญญาที่จะเป็นหลักประกันว่านักการเมืองยังยึดมั่น ยืนยันในคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน จึงกลายเป็นการเมืองเชิงศีลธรรมแบบฝ่ายขวา เพียงเพราะประชาชนออกมาส่งเสียงว่านักการเมืองไม่ทำตามสัญญาประชาคม หรือที่เรียกแบบไม่เป็นทางการว่า “ตระบัดสัตย์”
.
เพราะการทวงถามสัญญาประชาคม คือเครื่องมือที่ประชาชนจะต่อรองหรือแม้แต่ทวงถามต่อผู้มีอำนาจได้บ้าง คำมั่นสัญญาเป็นเครื่องมือพื้นฐานสุดแล้วที่จะคอยตรวจสอบและกำกับให้คนเหล่านั้นทำตามความคาดหวังและสิ่งที่เคยรับปากไว้
.
เราไม่ควรทำให้ “คำมั่นสัญญา” ไร้น้ำหนักทางการเมือง เพราะท้ายที่สุดประชาชนจะเสียประโยชน์และจะเป็นตัวทำลายระบอบประชาธิปไตย นอกจากจะเป็นทางให้ผู้แทนประชาชน “บิดพริ้ว” ได้สบาย ๆ แล้ว ประชาชนจะเสียความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น
.
ผมอยากให้เราถอยออกมาดูให้ดีว่า เรื่องการทวงสัญญาหรือคำพูดจากตัวแทนที่เราเลือกนั้นสำคัญในแง่เครื่องมือกำกับตัวแทนสำหรับประชาชนธรรมดา
.
ผมไม่ต้องการให้สิ่งนี้ถูกเลืองรางไปว่าไม่สำคัญ จนลดทอนไปเป็นการเมืองฝ่ายขวาศีลธรรม เพราะในข้อเท็จจริงเวลาที่ประชาชนคนที่ไม่มีอำนาจจะทวงสัญญากันนักการเมือง ตัวแทนหรือผู้มีอำนาจเครื่องมือสำคัญก็คือสิ่งที่เขาเหล่านั้นเคยพูดไว้ตอนหาเสียง ผมเห็นหลายท่านยกชนชั้นล่างหรือชาวบ้าน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าสำคัญและฟังขึ้นอย่างมาก
.
มันจะไม่มีปัญหาเลยหากรัฐบาลเองไม่เคยยกสัญญาประชาคมมาเป็นความชอบธรรมในการผลักดันทางการเมืองและนโยบายทางการเมือง ยกตัวอย่างเช่นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2567 ในที่ประชุมวุฒิสภา จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช. คลัง ยกเหตุผลสำคัญของการของบประมาณเพิ่มเพื่อเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่าเพราะเป็น 'สัญญาประชาคม' ซึ่งผมเห็นด้วยกับเหตุผลนี้ และยังไม่รวมครั้งอื่นๆ ที่นักการเมืองยกขึ้นมาอ้างเรื่องสัญญาประชาคมหรือสิ่งที่เคยพูดทางสาธารณะตอนหาเสียง จะเห็นได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องศีลธรรมอะไรเลย หากแต่เป็นเรื่องกลไกระบบตัวแทนธรรมดาที่ฝ่ายได้อำนาจจะใช้อ้างความชอบธรรมและฝ่ายที่มอบอำนาจจะทวงสัญญา
.
เพราะฉะนั้นท้ายที่สุด ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลรวมถึงผู้แทนประชาชนได้ย้อนรำลึกถึงสิ่งที่เคยสัญญาไว้กับประชาชนตั้งแต่ช่วงหาเสียง ว่าจนถึงวันนี้ได้ทำไปมากเพียงใดแล้ว และขอให้อย่ารำคาญหรือมองประชาชนที่ออกมาทวงถาม “สัญญาประชาคม” ที่ท่านเคยให้คำมั่นไว้ว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหรือมองในแง่ลบ เพราะประชาชนเหล่านี้คือผู้ที่ให้อำนาจกับท่าน อีกทั้งไม่ว่าเขาจะเลือกท่านหรือไม่ แต่ความเป็นผู้แทนและรัฐบาลย่อมหมายถึงผู้แทนของประชาชนทุกคนรับผิดชอบต่อประชาชนโดยรวม อย่าปล่อยให้ถูกครหาได้ว่าการ “สัญญา” ในครั้งก่อนนั้นเป็นเพียง “เทคนิคการหาเสียง” เท่านั้น
.

อ้างอิง

  • https://cont-reading.com/context/jean-jacques-rousseau-readvolution/ 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?