ปมร้อนคาสิโน : ข้อกังขาความไว้วางใจรัฐ และความชอบธรรมเชิงนโยบาย
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ในที่ประชุมวุฒิสภา ผมร่วมอภิปรายญัตติ เรื่อง ขอเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) ที่เสนอโดย สว. สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ญัตติ เรื่อง ขอเสนอญัตติให้วุฒิสภาพิจารณาผลกระทบจากการดำเนินการเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. .... เสนอโดย สว. วีระพันธ์ สุวรรณนามัย และญัตติด่วนด้วยวาจาขอให้ปรึกษาเป็นเรื่องด่วน เรื่อง ขอเสนอญัตติให้วุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. .... เพื่อยุติความขัดแย้งในสังคม เสนอโดย สว. นันทนา นันทวโรภาส
.
ผมชี้ว่าประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกก็มีบ่อนคาสิโน มี 122 ประเทศที่มีคาสิโน เพียง 72 ประเทศเท่านั้นที่ไม่มี ขณะที่การพนันหลากหลายชนิดถูกกฎหมายใน 140 ประเทศ ประเทศไทยเองใช่ว่าจะไม่มีการพนัน คนหลายล้านในประเทศยังคงลุ้นผลสลากกินแบ่งรัฐบาลในทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนซึ่งถือเป็นวันแห่งความหวังของชาติ นอกจากนี้กรมการปกครองได้ระบุประเภทของการพนันที่ต้องมีการขออนุญาต ไม่ว่าจะเป็นวัวชน ไก่ชน กัดปลา แข่งม้า ฯลฯ
.
ประเด็นสำคัญคือ หากมีคาสิโนแล้วสังคมจะล่มสลาย ประเทศที่มีคาสิโนทั้ง 122 ประเทศคงพังทลายไปแล้ว หรือแม้กระทั่งสังคมไทยที่เปิดให้มีการเล่นพนันที่ต้องขออนุญาตกับกรมการปกครองก็ต้องทำสังคมไทยล่มสลายเช่นกัน
.
ทั้งนี้ไม่ได้หมายว่าผมจะสนับสนุน พรบ.สถานบันเทิงครบวงจรฯ แต่ไทยจะตั้งคาสิโนโดยไม่ได้ "รดน้ำพรวนดิน" ไม่ได้ ที่หลายฝ่ายทั้งสังคมออกมาเตือนสติรัฐบาลเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าเรา "ขาดความมั่นใจ" โดยเฉพาะเรื่องช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย
.
ผมเสนอว่ารัฐควรเข้ามามีบทบาทดำเนินการคาสิโนเองเช่นเดียวกับโมเดลของสวีเดน ที่รัฐเป็นเจ้าของแหล่งเล่นพนัน Svenska Spel เนื่องจากหากรัฐเป็น "เจ้ามือ" เองจะมีกำไร 100% อย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่นสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่พบว่านำส่งรายได้เข้ารัฐได้เป็นอันดับ 1 ในหมู่รัฐวิสาหกิจทั้งหมด
.
ส่วนกำไรที่ได้มานั้นจะนำไปสู่อะไร ตัวอย่างสวีเดนนำไปใช้บำบัดผู้เสพติดพนัน ซึ่งเป็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและไทยต้องวางแผนรับมือในการเยียวยาผู้ติดการพนัน อีกทั้งรัฐควรออกแบบให้สามารถแยกการเล่นเพื่อความบันเทิงกับการป้องกันการติดพนัน และสิ่งที่เป็นประโยชน์กว่านั้นคือหากรัฐมีข้อมูลสถิติเกี่ยวกับคนเล่นพนันก็จะนำไปสู่การเยียวยาแก้ไขได้ทันท่วงที
.
แต่เงื่อนไขตาม พรบ. สถานบันเทิงครบวงจรฯ นั้นไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาผู้ติดพนัน ไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาบ่อนใต้ดิน ไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาคนไทยข้ามพรมแดนไปเล่นการพนัน เนื่องจากเงื่อนไขข้อจำกัดต้องมีเงินฝาก 50 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนน้อยมากในประเทศนี้
.
ผมคิดว่ารัฐ "ย้ำคิดย้ำทำ" โจทย์ที่ตั้งเอาไว้ที่ดูเหมือนไม่ได้แก้ปัญหาใด ๆ เลย ซึ่งยิ่งทำให้ย้ำเตือนว่าประชาชนไม่ไว้วางใจกลไกของรัฐในการกำกับดูแล ท้ายที่สุดหากรัฐมุ่งหมายจะทำจริงก็ควรมีความชอบธรรมในเชิงนโยบาย โดยอาจทำ "ประชามติ" และควรมีแผนที่เป็นรูปธรรมและแนวทางแก้ไขช่องว่างทางกฎหมายหากคิดจะทำจริง
ผมชี้ว่าประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกก็มีบ่อนคาสิโน มี 122 ประเทศที่มีคาสิโน เพียง 72 ประเทศเท่านั้นที่ไม่มี ขณะที่การพนันหลากหลายชนิดถูกกฎหมายใน 140 ประเทศ ประเทศไทยเองใช่ว่าจะไม่มีการพนัน คนหลายล้านในประเทศยังคงลุ้นผลสลากกินแบ่งรัฐบาลในทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนซึ่งถือเป็นวันแห่งความหวังของชาติ นอกจากนี้กรมการปกครองได้ระบุประเภทของการพนันที่ต้องมีการขออนุญาต ไม่ว่าจะเป็นวัวชน ไก่ชน กัดปลา แข่งม้า ฯลฯ
.
ประเด็นสำคัญคือ หากมีคาสิโนแล้วสังคมจะล่มสลาย ประเทศที่มีคาสิโนทั้ง 122 ประเทศคงพังทลายไปแล้ว หรือแม้กระทั่งสังคมไทยที่เปิดให้มีการเล่นพนันที่ต้องขออนุญาตกับกรมการปกครองก็ต้องทำสังคมไทยล่มสลายเช่นกัน
.
ทั้งนี้ไม่ได้หมายว่าผมจะสนับสนุน พรบ.สถานบันเทิงครบวงจรฯ แต่ไทยจะตั้งคาสิโนโดยไม่ได้ "รดน้ำพรวนดิน" ไม่ได้ ที่หลายฝ่ายทั้งสังคมออกมาเตือนสติรัฐบาลเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าเรา "ขาดความมั่นใจ" โดยเฉพาะเรื่องช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย
.
ผมเสนอว่ารัฐควรเข้ามามีบทบาทดำเนินการคาสิโนเองเช่นเดียวกับโมเดลของสวีเดน ที่รัฐเป็นเจ้าของแหล่งเล่นพนัน Svenska Spel เนื่องจากหากรัฐเป็น "เจ้ามือ" เองจะมีกำไร 100% อย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่นสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่พบว่านำส่งรายได้เข้ารัฐได้เป็นอันดับ 1 ในหมู่รัฐวิสาหกิจทั้งหมด
.
ส่วนกำไรที่ได้มานั้นจะนำไปสู่อะไร ตัวอย่างสวีเดนนำไปใช้บำบัดผู้เสพติดพนัน ซึ่งเป็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและไทยต้องวางแผนรับมือในการเยียวยาผู้ติดการพนัน อีกทั้งรัฐควรออกแบบให้สามารถแยกการเล่นเพื่อความบันเทิงกับการป้องกันการติดพนัน และสิ่งที่เป็นประโยชน์กว่านั้นคือหากรัฐมีข้อมูลสถิติเกี่ยวกับคนเล่นพนันก็จะนำไปสู่การเยียวยาแก้ไขได้ทันท่วงที
.
แต่เงื่อนไขตาม พรบ. สถานบันเทิงครบวงจรฯ นั้นไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาผู้ติดพนัน ไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาบ่อนใต้ดิน ไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาคนไทยข้ามพรมแดนไปเล่นการพนัน เนื่องจากเงื่อนไขข้อจำกัดต้องมีเงินฝาก 50 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนน้อยมากในประเทศนี้
.
ผมคิดว่ารัฐ "ย้ำคิดย้ำทำ" โจทย์ที่ตั้งเอาไว้ที่ดูเหมือนไม่ได้แก้ปัญหาใด ๆ เลย ซึ่งยิ่งทำให้ย้ำเตือนว่าประชาชนไม่ไว้วางใจกลไกของรัฐในการกำกับดูแล ท้ายที่สุดหากรัฐมุ่งหมายจะทำจริงก็ควรมีความชอบธรรมในเชิงนโยบาย โดยอาจทำ "ประชามติ" และควรมีแผนที่เป็นรูปธรรมและแนวทางแก้ไขช่องว่างทางกฎหมายหากคิดจะทำจริง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น