ก่อนนับหนึ่งนิรโทษกรรม รัฐต้องอำนวยความยุติธรรมตามกฎหมาย



เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 สภาผู้แทนราษฎรมีวาระพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองรวมสี่ฉบับ หนึ่งในนั้นมีร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ. ... แต่ปรากฎว่าสภาผู้แทนราษฎรเสนอญัตติด่วนเพื่อหารือเรื่องการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์รวม 10 ญัตติ จึงยังไม่มีความชัดเจนว่าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะเริ่มพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมทั้งสี่ฉบับเมื่อใด


.
ก่อนกฎหมายนิรโทษกรรมจะเข้าสู่สภาฯ ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนชี้ว่า รอบเดือนที่ผ่านมา (8 มีนาคม - 8 เมษายน 2568) ยังมีผู้ต้องขังคดีทางการเมืองทั่วประเทศ อย่างน้อย 47 คน โดยเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน โดยมีประชาชนถูกคุมขังตามมาตรา 112 เพิ่มขึ้น 2 คน ซึ่งคนเหล่านี้กำลังรอคอยอิสรภาพอยู่ในทุกวินาที
.
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร “รับทราบ” รายงานผลการศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมือง โดยไม่มีการลงมติในส่วนของตัวรายงาน แต่ “ตีตก” ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซึ่งรายงานฉบับดังกล่าวมีการประเมินข้อดี-ข้อเสียการนิรโทษกรรมไว้ดังนี้
.
1. การนิรโทษกรรมในคดีหลักส่วนใหญ่จะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองซึ่งผ่านมาแล้วในอดีต ฉะนั้นคดีหลักหลายคดีผู้กระทำความผิดได้พ้นโทษไปแล้วการนิรโทษกรรมจึงเป็นการล้างมลทิน นำไปสู่กระบวนการเยียวยาและสร้างความสมานฉันท์
.
2. คดีที่เกิดขึ้นจากการใช้สิทธิเสรีภาพบางคดีคือความไม่ปกติ เพราะเป็นผลโดยตรงจากการรัฐประหาร ฉะนั้นการนิรโทษกรรมในคดีหลักที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองจะนำไปสู่การสร้างสังคมที่มีความปรองดองสมานฉันท์มากขึ้น
.
3. การนิรโทษกรรมเป็นช่องทางให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นตัวแทนประชาชนใช้อำนาจนิติบัญญัติในการคุ้มครองประชาชน ถ่วงดุลอำนาจระหว่างผู้ใช้อำนาจอธิปไตย
.
4. การนิรโทษกรรมเป็นการให้อภัยต่อกัน ไม่เฉพาะรัฐยกโทษให้ตามหลักการุณยธรรมเท่านั้น ยังหมายถึงการคืนดีระหว่างผู้เห็นต่างเพื่อมาช่วยกันพัฒนาประเทศชาติ
.
5. อาจมีการเกรงกลัวกันก่อนการนิรโทษกรรมว่าจะก่อความขัดแย้ง แต่การนิรโทษกรรมกรณี 6 ตุลาคม 2519 และกรณีนิรโทษกรรมทางปฏิบัติตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ก่อผลดีมากกว่าผลเสีย
.
6. การนิรโทษกรรมในคดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองในบางคดีเป็นเหตุมาจากการกลั่นแกล้งระหว่างประชาชนที่เห็นต่างกัน ซึ่งสร้างความขัดแย้ง “แนวระนาบ” คือทำให้สังคมแยกเป็นสองเสี่ยง ขาดความสมานฉันท์และรู้รักสามัคคี ฉะนั้นการนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกดำเนินคดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองนี้จะช่วยมิให้มีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งระหว่างประชาชน สร้างบรรยากาศที่สังคมจะหันหน้าคุยกันเรื่องความต่างทางความคิด มากกว่าจะทำร้ายกันด้วยกฎหมาย
.
7. หากไม่มีกระบวนการนี้สังคมไทยจะติดหล่มกับความขัดแย้งต่อไป เพราะหลายคดีเป็นผลโดยตรงมาจากการรัฐประหาร ซึ่งสร้างความคับข้องใจให้แก่ประชาชนผู้ถูกดำเนินคดีที่อาจเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมทั้งยังบ่งชี้ว่าสังคมไทยและผู้มีอำนาจไม่พร้อมให้อภัย และไม่อาจคิดถึงอนาคตที่ผู้เห็นต่างจะอยู่ร่วมกันได้
.
นี่จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญก่อนการนิรโทษกรรมจะเกิดขึ้นจริง ถือเป็นแนวทางที่สภาผู้แทนราษฎรอาจใช้พิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมทั้งสี่ฉบับต่อไป อย่างไรก็ดี ในห้วงเวลาที่ยังไม่มีกฎหมายนิรโทษกรรมรัฐบาลสามารถอำนวยความยุติธรรมโดยกลไกตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมดำเนินการตามกลไกของกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ ดังนี้
.
1. คดีที่อยู่ในชั้นสอบสวน ให้เร่งสรุปสำนวนโดยจำแนกว่าเป็นคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง หรือผิดอาญาโดยเนื้อแท้ เพื่อใช้อำนาจทำความเป็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องเสนอต่อพนักงานอัยการ
.
2. คดีที่อยู่ชั้นอัยการ ให้พิจารณาว่าการฟ้องจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือกระทบความปลอดภัย ความมั่นคง หรือผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ เพื่อส่งอัยการสูงสุดพิจารณาไม่สั่งฟ้อง
.
3. คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ศาลอาจใช้ดุลพินิจในการเลื่อนคดี จำหน่ายคดีชั่วคราว หรือใช้ดุลยพินิจปล่อยตัวชั่วคราว
.
4. ให้นิรโทษกรรมโดยอาศัยกลไกตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในช่วงเริ่มต้นอาจนำไปใช้กับฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองที่มีสถิติคดีจำนวนมากและเป็นคดีที่ไม่เป็นประโยชน์กับสาธารณะ ส่วนคดีที่เกิดจากแรงจูงในทางการเมืองและเป็นคดีที่ไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ ประกอบด้วย ความผิดตาม พรก. ฉุกเฉิน คดีว่าด้วยการจราจรทางบก ตลอดจนกฎหมายทางหลวง กฎหมายความสะอาด กฎหมายชุมนุมสาธารณะ ฯลฯ
.
เหยื่อของ “การเมืองเป็นพิษ”มีอยู่เป็นปกติในโลก ในประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมือง พวกเขาจะได้รับการผ่อนปรนทั้งจากรัฐและจากกระบวนการยุติธรรม เพราะตระหนักดีว่าผู้ประท้วงทางการเมืองเหล่านี้มิใช่อาชญากรที่กระทำความผิดร้ายแรงหรือมีเจตนาทำร้าย ตรงกันข้ามคนเหล่านี้แทบทั้งหมดเป็นคนที่มีจิตสำนึกต่อการรับใช้สาธารณะ อยากให้สังคมดีขึ้น ถึงขนาดยอมเสี่ยงและเสียสละเสรีภาพเพื่อความเชื่อทางการเมืองของตน
.
หากเรือนจำมีไว้เพื่อบำบัดให้คนทำผิดเป็นคนดีขึ้น เรือนจำก็ไม่ใช่ที่สำหรับคนเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่ใช่คนผิด ไม่มีสิ่งใดต้องบำบัด เรือนจำไม่สามารถทำให้พวกเขาให้เป็นสุจริตชนที่กล้าหาญเพื่อประโยชน์สาธารณะได้มากไปกว่านี้ สังคมไทยไม่ควรเสียพลังของอนาคตเหล่านี้ไปแม้แต่คนเดียวและแม้แต่วันเดียว จึงควรรีบหาทางปลดปล่อยพวกเขาออกจากเรือนจำให้เร็วที่สุด

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?