สำรวจความคืบหน้านโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท: เหตุใดจึงยังไม่เกิดขึ้นจริง? ยังมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าไหม?
(ทีมงาน)
ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยได้ประกาศการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายในปี 2570 เป็นนโยบายหลักในการหาเสียง โดยในปีแรกที่เข้ามาบริหารประเทศจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายการปรับขึ้นเงินเดือนผู้ที่จบปริญญาตรีและข้าราชการ เริ่มต้นที่ 25,000 บาทต่อเดือน ภายในปี พ.ศ. 2570 อีกด้วย
.
ในทางปฏิบัติ แม้รัฐบาลจะยืนยันเดินหน้านโยบายดังกล่าว แต่การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยในช่วงต้นปี 2568 คณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 400 บาทเฉพาะในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด และ 1 อำเภอ ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ยังคงใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำแตกต่างกันตามสภาพเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของแต่ละพื้นที่
.
ขณะที่การประชุมไตรภาคี (นายจ้าง ลูกจ้าง และตัวแทนภาครัฐ) เพื่อพิจารณาขยายผลค่าแรง 400 บาททั่วประเทศยังเผชิญกับปัญหาองค์ประชุมไม่ครบอย่างน้อย 5 ครั้ง จนทำให้ต้องเลื่อนการพิจารณามาหลายครั้งในช่วงปี 2567-2568 ตามไทม์ไลน์ด้านล่าง
.
16 กันยายน 2567: ล่มเนื่องจากกรรมการฝ่ายนายจ้างทั้ง 5 คนไม่เข้าร่วมประชุม ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ
.
20 กันยายน 2567: ล่มอีกครั้ง โดยฝ่ายนายจ้างเข้าร่วมครบ แต่ฝ่ายลูกจ้างมาเพียง 3 คน และฝ่ายรัฐบาลไม่มาทั้ง 4 คน ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ
.
24 กันยายน 2567: การประชุมต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากคณะกรรมการค่าจ้างไม่ครบองค์ประชุม เหลือเพียง 14 คน จากทั้งหมด 15 คน
.
12 ธันวาคม 2567: องค์ประชุมไม่ครบ เนื่องจากขาดกรรมการฝ่ายภาครัฐ 2 คน ทำให้ยังไม่มีการสรุปการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
.
23 ธันวาคม 2567: มีมติปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มในอัตราวันละ 7 – 55 บาท (เฉลี่ยร้อยละ 2.9) โดยมีอัตราสูงสุดคือ วันละ 400 บาท ใน 4 จังหวัดและ 1 อำเภอ ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
.
1 มกราคม 2568: เริ่มมีผลบังคับใช้การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉพาะในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด และ 1 อำเภอ ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และ อำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ให้มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน จากเดิมวันละ 330-370 บาท
.
12 มีนาคม 2568: คณะกรรมการไตรภาคียังไม่พิจารณาขึ้นค่าจ้าง 400 บาททั่วประเทศ โดยให้สำรวจผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้าง 400 บาทในบางจังหวัดเมื่อ 1 มกราคมที่ผ่านมา และบอร์ดชุดใหม่จะนัดประชุมอีกครั้งวันที่ 8 เมษายน 2568
.
8 เมษายน 2568 องค์ประชุมไม่ครบ โดยมีผู้เข้าร่วมเพียง 8 คน จากทั้งหมด 15 คน ทำให้ไม่สามารถพิจารณาวาระการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้ โดยได้เลื่อนการประชุมไปเป็นวันที่ 22 เมษายน 2568
.
ก่อนหน้านี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมายืนยันหลายครั้งถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาททั่วประเทศตามที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยทั้งสองเน้นย้ำว่าการยกระดับค่าจ้างแรงงานเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญ
นายกกล่าวหลังประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 กันยายน 2567 ว่านโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจนเรื่องการขึ้นค่าแรง แต่ต้องอาศัยไตรภาคีว่าจะให้ความคิดเห็นอย่างไร ซึ่งมีการพยายามนัดหมายกันเพื่อเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดและพยายามจะพูดคุยกัน พร้อมยืนยันที่จะเดินหน้านโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท และจะคอยผลักดันเรื่องนี้
.
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกมากล่าวขออภัยว่า “ต้องขอโทษที่ไม่สามารถทำตามที่สัญญาได้ว่าจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศวันที่ 1 ตุลาคม 2567 นี้ แต่ยืนยันจะเดินหน้าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ถึงแม้รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไม่ได้ประกาศเป็นนโยบาย เพราะตระหนักดีถึงความลำบากของผู้ใช้แรงงาน แต่รัฐบาลจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หาค่าจ้างในอัตราที่เหมาะสมเพื่อให้ทุกฝ่ายเดินหน้าต่อไปได้”
.
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้าและความไม่แน่นอนในการขับเคลื่อนนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาล แม้นโยบายดังกล่าวจะถูกวางเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของการหาเสียงและได้รับความคาดหวังอย่างสูงจากแรงงานทั่วประเทศ ทว่ากระบวนการพิจารณาผ่านกลไกคณะกรรมการไตรภาคีกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคซ้ำซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่ล่มเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ การขาดความเห็นร่วมกันระหว่างตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ ไปจนถึงแรงกดดันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เป้าหมายการปรับขึ้นค่าแรง 400 บาท “เท่ากันทั่วประเทศ” ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงในระยะเวลาอันใกล้ ทั้งที่เป็นนโยบายซึ่งรัฐบาลเคยให้คำมั่นอย่างชัดเจนกับประชาชน
.
อนึ่ง แม้นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำถ้วนหน้าสำคัญก็จริง แต่การที่คนงานมีอำนาจต่อรองผ่านการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงานจะยิ่งเป็นหลักประกันว่าเขาเหล่านั้นจะมีส่วนร่วมในการกำหนดสภาพการจ้างงานและสวัสดิการที่มากกว่าขั้นต่ำหรือแรกเข้า
.
ยิ่งไปกว่านั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่เราควรผลักดันให้มี “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” (Universal Basic Income) เพื่อย้ำว่ารัฐให้หลักประกันในการดำรงชีวิตพื้นฐานตามสโลแกนนายกฯ ที่ว่า "มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ไปพร้อม ๆ กัน" แม้จะมีคนตั้งแง่ว่าจะทำให้คนไม่ทำงาน แต่จากรายงานของประชาไทล่าสุด ซึ่งแปลจากสื่อ CNN พบว่าผลการศึกษาโดยองค์กรไม่แสวงหากำไร "ไมน์ กรุนด์ไอน์คอมเมิน" (Mein Grundeinkommen) ในเยอรมนี โดยการให้เงิน 1,200 ยูโร (ประมาณ 48,000 บาท) ต่อเดือนแก่ผู้เข้าร่วม 122 คน เป็นเวลา 3 ปีเต็มตั้งแต่ มิ.ย. 2564 ถึง พ.ค. 2567 โดยผู้เข้าร่วมการทดลองซึ่งมีอายุระหว่าง 21-40 ปี อาศัยอยู่คนเดียว และมีรายได้ปกติระหว่าง 1,100 - 2,600 ยูโรต่อเดือน สามารถใช้เงินที่ได้รับตามต้องการ โดยมีเงื่อนไขเพียงอย่างเดียวคือต้องตอบแบบสอบถามทุก 6 เดือนเกี่ยวกับสถานะการเงิน รูปแบบการทำงาน สุขภาพจิต และการมีส่วนร่วมในสังคม โดยทุกคนต่างยังคงทำงานประจำ ไม่พบหลักฐานว่าคนชอบอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย
.
เมื่อเห็นข้อดีดังกล่าวแล้ว รัฐจึงควรพิจารณาอีกสองทางเลือกนี้นอกเหนือจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วย
.
https://www.thansettakij.com/politics/549796
https://policywatch.thaipbs.or.th/policy/economy-7
https://news.ch7.com/detail/795323
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/88348
https://www.thaipbs.or.th/news/content/347528
https://www.hfocus.org/content/2024/09/31744
ขณะที่การประชุมไตรภาคี (นายจ้าง ลูกจ้าง และตัวแทนภาครัฐ) เพื่อพิจารณาขยายผลค่าแรง 400 บาททั่วประเทศยังเผชิญกับปัญหาองค์ประชุมไม่ครบอย่างน้อย 5 ครั้ง จนทำให้ต้องเลื่อนการพิจารณามาหลายครั้งในช่วงปี 2567-2568 ตามไทม์ไลน์ด้านล่าง
.
16 กันยายน 2567: ล่มเนื่องจากกรรมการฝ่ายนายจ้างทั้ง 5 คนไม่เข้าร่วมประชุม ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ
.
20 กันยายน 2567: ล่มอีกครั้ง โดยฝ่ายนายจ้างเข้าร่วมครบ แต่ฝ่ายลูกจ้างมาเพียง 3 คน และฝ่ายรัฐบาลไม่มาทั้ง 4 คน ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ
.
24 กันยายน 2567: การประชุมต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากคณะกรรมการค่าจ้างไม่ครบองค์ประชุม เหลือเพียง 14 คน จากทั้งหมด 15 คน
.
12 ธันวาคม 2567: องค์ประชุมไม่ครบ เนื่องจากขาดกรรมการฝ่ายภาครัฐ 2 คน ทำให้ยังไม่มีการสรุปการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
.
23 ธันวาคม 2567: มีมติปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มในอัตราวันละ 7 – 55 บาท (เฉลี่ยร้อยละ 2.9) โดยมีอัตราสูงสุดคือ วันละ 400 บาท ใน 4 จังหวัดและ 1 อำเภอ ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
.
1 มกราคม 2568: เริ่มมีผลบังคับใช้การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉพาะในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด และ 1 อำเภอ ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และ อำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ให้มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน จากเดิมวันละ 330-370 บาท
.
12 มีนาคม 2568: คณะกรรมการไตรภาคียังไม่พิจารณาขึ้นค่าจ้าง 400 บาททั่วประเทศ โดยให้สำรวจผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้าง 400 บาทในบางจังหวัดเมื่อ 1 มกราคมที่ผ่านมา และบอร์ดชุดใหม่จะนัดประชุมอีกครั้งวันที่ 8 เมษายน 2568
.
8 เมษายน 2568 องค์ประชุมไม่ครบ โดยมีผู้เข้าร่วมเพียง 8 คน จากทั้งหมด 15 คน ทำให้ไม่สามารถพิจารณาวาระการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้ โดยได้เลื่อนการประชุมไปเป็นวันที่ 22 เมษายน 2568
.
ก่อนหน้านี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมายืนยันหลายครั้งถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาททั่วประเทศตามที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยทั้งสองเน้นย้ำว่าการยกระดับค่าจ้างแรงงานเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญ
นายกกล่าวหลังประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 กันยายน 2567 ว่านโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจนเรื่องการขึ้นค่าแรง แต่ต้องอาศัยไตรภาคีว่าจะให้ความคิดเห็นอย่างไร ซึ่งมีการพยายามนัดหมายกันเพื่อเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดและพยายามจะพูดคุยกัน พร้อมยืนยันที่จะเดินหน้านโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท และจะคอยผลักดันเรื่องนี้
.
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกมากล่าวขออภัยว่า “ต้องขอโทษที่ไม่สามารถทำตามที่สัญญาได้ว่าจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศวันที่ 1 ตุลาคม 2567 นี้ แต่ยืนยันจะเดินหน้าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ถึงแม้รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไม่ได้ประกาศเป็นนโยบาย เพราะตระหนักดีถึงความลำบากของผู้ใช้แรงงาน แต่รัฐบาลจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หาค่าจ้างในอัตราที่เหมาะสมเพื่อให้ทุกฝ่ายเดินหน้าต่อไปได้”
.
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้าและความไม่แน่นอนในการขับเคลื่อนนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาล แม้นโยบายดังกล่าวจะถูกวางเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของการหาเสียงและได้รับความคาดหวังอย่างสูงจากแรงงานทั่วประเทศ ทว่ากระบวนการพิจารณาผ่านกลไกคณะกรรมการไตรภาคีกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคซ้ำซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่ล่มเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ การขาดความเห็นร่วมกันระหว่างตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ ไปจนถึงแรงกดดันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เป้าหมายการปรับขึ้นค่าแรง 400 บาท “เท่ากันทั่วประเทศ” ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงในระยะเวลาอันใกล้ ทั้งที่เป็นนโยบายซึ่งรัฐบาลเคยให้คำมั่นอย่างชัดเจนกับประชาชน
.
อนึ่ง แม้นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำถ้วนหน้าสำคัญก็จริง แต่การที่คนงานมีอำนาจต่อรองผ่านการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงานจะยิ่งเป็นหลักประกันว่าเขาเหล่านั้นจะมีส่วนร่วมในการกำหนดสภาพการจ้างงานและสวัสดิการที่มากกว่าขั้นต่ำหรือแรกเข้า
.
ยิ่งไปกว่านั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่เราควรผลักดันให้มี “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” (Universal Basic Income) เพื่อย้ำว่ารัฐให้หลักประกันในการดำรงชีวิตพื้นฐานตามสโลแกนนายกฯ ที่ว่า "มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ไปพร้อม ๆ กัน" แม้จะมีคนตั้งแง่ว่าจะทำให้คนไม่ทำงาน แต่จากรายงานของประชาไทล่าสุด ซึ่งแปลจากสื่อ CNN พบว่าผลการศึกษาโดยองค์กรไม่แสวงหากำไร "ไมน์ กรุนด์ไอน์คอมเมิน" (Mein Grundeinkommen) ในเยอรมนี โดยการให้เงิน 1,200 ยูโร (ประมาณ 48,000 บาท) ต่อเดือนแก่ผู้เข้าร่วม 122 คน เป็นเวลา 3 ปีเต็มตั้งแต่ มิ.ย. 2564 ถึง พ.ค. 2567 โดยผู้เข้าร่วมการทดลองซึ่งมีอายุระหว่าง 21-40 ปี อาศัยอยู่คนเดียว และมีรายได้ปกติระหว่าง 1,100 - 2,600 ยูโรต่อเดือน สามารถใช้เงินที่ได้รับตามต้องการ โดยมีเงื่อนไขเพียงอย่างเดียวคือต้องตอบแบบสอบถามทุก 6 เดือนเกี่ยวกับสถานะการเงิน รูปแบบการทำงาน สุขภาพจิต และการมีส่วนร่วมในสังคม โดยทุกคนต่างยังคงทำงานประจำ ไม่พบหลักฐานว่าคนชอบอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย
.
เมื่อเห็นข้อดีดังกล่าวแล้ว รัฐจึงควรพิจารณาอีกสองทางเลือกนี้นอกเหนือจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วย
.
อ้างอิง
.https://www.thansettakij.com/politics/549796
https://policywatch.thaipbs.or.th/policy/economy-7
https://news.ch7.com/detail/795323
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/88348
https://www.thaipbs.or.th/news/content/347528
https://www.hfocus.org/content/2024/09/31744

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น