เปิด 4 ข้อเสนอแปรญัตติ ก่อน ม.อุบลราชธานีออกนอกระบบ
[ 5 เหตุผล ทำไมพนักงานมหาวิทยาลัยต้องมีสิทธิรวมกลุ่ม ]
.วันนี้ (1 เมษายน 2568) ผมร่วมอภิปรายคำแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ....ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
.
โดยหนึ่งในคำแปรญัตติของผมคือมาตรา 15 ที่ผมเสนอให้ "มหาวิทยาลัยต้องจัดให้มีการรวมกลุ่มของพนักงาน บุคลากร และลูกจ้าง โดยมีสิทธิ อำนาจ และผลประโยชน์ที่ไม่น้อยกว่ากฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
.
การดำเนินการใด ๆ ของมหาวิทยาลัย จะต้องคำนึงถึงความมั่นคงในอาชีพและสิทธิสวัสดิการของพนักงาน บุคลากร และลูกจ้างทั้งแบบถาวรและชั่วคราวของมหาวิทยาลัย"
.
การแปรญัตติของผมมีความมุ่งหมายเพื่อให้สิทธิในการรวมกลุ่มเจรจาต่อรองของพนักงานมหาวิทยาลัย และย้ำให้คำนึงถึงความมั่นคงในอาชีพ สิทธิ สวัสดิการ โดยมีเหตุผลสนับสนุน 4 ประการ ดังนี้
.
1) สิทธิการรวมกลุ่มระบุไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ : รัฐธรรมนูญมาตรา 42 ให้สิทธิในเสรีภาพการสมาคม
.
2) มาตรา 47 วรรคสองให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน
.
3) วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย ตาม ร่าง พรบ.มาตรา 8 (5) ระบุว่า หลักการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล โดยเน้นการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างเหมาะสม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือบรรดาพนักงานมหาวิทยาลัย
.
4) มาตรา 15 มีความย้อนแย้งกันหรือตกหล่นในตัว : จริงอยู่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แม้จะไม่ให้อยู่ใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ แต่ก็ยังกำกับในส่วนท้ายวรรคว่าให้พนักงานมหาวิทยาลัยได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่กลับไม่รวมกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ด้วย
.
ในอนาคตไทยอาจให้การรับรองอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ที่ว่าด้วยการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรอง จึงควรที่ระบุให้สิทธิการรวมกลุ่มเจรจาต่อรองซึ่งจะมีนัยสำคัญต่อยุคสมัย
.
5) สิทธิการรวมกลุ่มไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการศึกษา หากภายในมหาวิทยาลัยเกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ตัวอย่างประเทศที่ถูกยกย่องด้านการศึกษาล้วนมีสหภาพแรงงานของบุคลากรส่วนนี้ อาทิ ฟินแลนด์ มีสหภาพแรงงานการศึกษาทุกระดับชั้น ถือเป็นประเทศที่มีสัดส่วนสมาชิกสหภาพแรงงานสูงสุดในยุโรป หรือสิงคโปร์ที่มีสหภาพแรงงานครูสิงคโปร์ (Singapore Teachers’ Union: STU) แม้สิงคโปร์จะมีชื่อเสียงไม่ดีนักเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกและประชาธิปไตย สหภาพแรงงานครูก็ยังพอมีโอกาสรวมตัวเพื่อต่อรองและเรียกร้อง
.
ด้านคุณภาคภูมิ รุจิขจรเดช กรรมาธิการ ชี้แจงว่าการรวมกลุ่มของภาคเอกชนกับภาครัฐแตกต่างกัน ผลของกฎหมายแรงงานสัมพันธ์นำมาซึ่งการหยุดงานได้ หากเกิดขึ้นกับหน่วยงานของรัฐที่ต้องจัดทำบริการสาธารณะ เราคงไม่อยากเห็นภาพหน่วยงานของรัฐหยุดงานเช่นนี้ นอกจากนี้สิทธิในการรวมกลุ่มได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว และในกรณีของเจ้าหน้าที่รัฐสิทธิเสรีภาพต้องอยู่ภายใต้จริยธรรมและวินัย หากเกิดการรวมกลุ่มของเจ้าหน้าที่รัฐจะเกิดการขัดแย้งกับความรับผิดชอบทางวินัยและจริยธรรม
.
ส่วนจะให้เขียนให้สอดคล้องกับกฎหมายแรงงานสัมพันธ์นั้นต้องลงรายละเอียด และควรกำหนดรายละเอียดเฉพาะเป็นกฎหมายในลักษณะเดียวกับกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
.
[ เสนอหลักประกันค่าเทอม เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ]
.วันนี้ (1 เมษายน 2568) ผมร่วมอภิปรายคำแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ....ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
.
ผมอภิปรายสงวนคำแปรญัตติโดยขอเพิ่มมาตรา 18/1 "มหาวิทยาลัยอาจกำหนดอัตราค่าเล่าเรียน ค่าบำรุง หรือค่าบริการอื่นใดในทำนองเดียวกันให้สูงขึ้นกว่าที่กำหนดในปีก่อนได้ แต่ต้องไม่เกินร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อปี และไม่เกินร้อยละสิบสองหรือเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยเมื่อรวมกันสิบปีท้ายสุด ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงการจัดการศึกษาให้ประชาชนตามความต้องการเป็นสำคัญ”
.
โดยมีประเด็นหลักคือหลักประกันในโอกาสทางการศึกษา โดยไม่ให้ค่าเล่าเรียน ค่าบำรุง หรือค่าบริการอื่นใดเป็นอุปสรรคที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้โอกาสทางการศึกษาไม่ใช่สังคมสงเคราะห์ หากแต่ต้องเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าที่ทุกคนไม่ต้องฝ่ากำแพงค่าเล่าเรียน หลักการสำคัญคือเพื่อจำกัดผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษาที่ระบุไว้ในวัตถประสงค์ของ พรบ. นี้ และไม่ให้ค่าเล่าเรียนขึ้นไปมากกว่าก่อนออกนอกระบบ ผมจึงแปรญัตติเสนอให้มีการตรึงค่าเล่าเรียนไว้ด้วยเหตุผลสนับสนุน 4 ประการ ได้แก่
.
1) รัฐธรรมนูญมาตรา 54 วรรคสาม หมวดหน้าที่ของรัฐ บัญญัติไว้่ว่า “รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต”
.
2) วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย ตาม ร่าง พรบ. มาตรา 8 (1) ที่ระบุถึงหลักความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา ซึ่งเมื่อเป้าหมายของมหาวิทยาลัยต้องการสร้างความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา สิ่งที่ต้องสอดคล้องกันคือค่าเล่าเรียน
.
3) ข้อเท็จจริงปรากฏว่าออกนอกระบบแล้วค่าเทอมแพงขึ้นจริง สิ่งสำคัญที่พบแน่นอนคือแพงขึ้น เท่ากับเข้าถึงยากขึ้น
.
ตลอดระยะเวลาของมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ค่าเทอมในปัจจุบันมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบค่าธรรมเนียมอุดมศึกษาภาครัฐบาล ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยบังคับเก็บ ม.ในกำกับของรัฐกับ ม.เอกชน ในพื้นที่ กทม. มีความใกล้เคียงกันมากขึ้นเป็นลำดับ
.
4) ข้อเสนอนี้ใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน คือ เงินเฟ้อทั่วไป หักสินค้าพลังงานและอาหารสดที่ผันผวนสูงออก ในรอบ 20 ปีเรามีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.2 ต่อปี
.
ด้านคุณภาคภูมิชี้แจงว่าไม่ควรนำอัตราเงินเฟ้อเข้ามาคำนวณค่าเล่าเรียนอย่างตายตัว เนื่องจากจะเป็นการปิดโอกาสและจำกัดอำนาจของมหาวิทยาลัยในการคำนวณค่าเล่าเรียน ทั้งนี้เชื่อว่าในอนาคตมหาวิทยาลัยจะพิจารณาต่อไปในการกำหนดค่าเล่าเรียนที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียน
.
[ นักศึกษาต้องมีที่นั่งในสภามหาวิทยาลัย ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ]
.นอกจากนี้ ผมยังอภิปรายสงวนคำแปรญัตติมาตรา 22 ที่ผมขอเพิ่มข้อความ "(7) ประธานสภานักศึกษาและนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นนักศึกษา และมาจากการเลือกตั้งของนักศึกษาทั้งหมดที่ยังมีสถานะนักศึกษา ณ วันเลือกตั้ง และการเลือกตั้งนั้นจะต้องไม่ถูกแทรกแซงจากบุคคลหรือหน่วยงานอื่นของมหาวิทยาลัย มีวาระดำรงตำแหน่งหนึ่งปี หรือจนกว่าจะสิ้นสภาพนักศึกษา แล้วแต่ว่าระยะเวลาใดจะนานกว่ากัน "
.
เหตุและผลที่ผมเสนอให้นักศึกษามีสัดส่วนในสภามหาวิทยาลัย ผมยึดหลักการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในสภามหาวิทยาลัยในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยตามร่าง พรบ. มาตรา 8 (5) กำหนดหลักการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล โดยเน้นการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างเหมาะสม
.
ซึ่งนักศึกษาถือเป็น "ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย" กลุ่มใหญ่ในมหาวิทยาลัย ดังนั้นเพื่อให้สอดรับกับ
วัตถุประสงค์ข้างต้นซึ่งเน้นการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างเหมาะสม
นักศึกษาก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วย สภามหาวิทยาลัยที่เป็นองค์กรบริหารมหาวิทยาลัยจึงควรมีสัดส่วนของนักศึกษา
.
การที่นักศึกษามีที่นั่งในสภามหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีตัวอย่างกรณีศึกษาหลายประเทศในสัดส่วนที่ต่างกันออกไปที่ไทยอาจยกมาเป็นแนวทางได้ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา แคนาดา และสวีเดน ที่มีกฎหมายกำหนดให้มหาวิทยาลัยต้องมีตัวแทนนักศึกษาในคณะกรรมการบริหาร
.
สัดส่วนนักศึกษา 2 คนที่ผมเสนอไปไม่ได้มากเลย หากแต่เป็นการสร้างมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย และผมเชื่อว่านักศึกษามีดุลยพินิจและศักยภาพในหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ
.
ด้านคุณภาคภูมิ ชี้แจงเรื่องนี้ว่านักศึกษาถือเป็นผู้รับบริการ การรับเอาตัวอย่างจากต่างประเทศมาใช้ต้องพิจารณาให้ลึกซึ้ง และเนื่องจากสภามหาวิทยาลัยนั้นมีหน้าที่ในเรื่องแต่งตั้งถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง ทั้งที่เป็นคณาจารย์ผู้สอนของนักศึกษา หากให้ผู้รับบริการมีอำนาจในการแต่งตั้งถอดถอนครูบาอาจารย์ก็อาจมีการขัดกันของผลประโยชน์ ทั้งนี้ขอยืนยันว่าสภามหาวิทยาลัยที่จัดตั้งขึ้นจะยึดถือหลักการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างเหมาะสมโดยไม่ละเลยผู้เรียน
.
[ เสนอหลักประกันค่าเทอม 5 ปี แรกหลังออกนอกระบบ ]
สุดท้ายนี้ผมได้สงวนคำแปรญัตติในการร่างมาตรา 107 ขึ้นใหม่ “ภายในห้าปีแรกของการตราพระราชบัญญัตินี้ ในการกำหนดอัตราค่าเล่าเรียน ค่าบำรุง หรือค่าบริการอื่นใดในทำนองเดียวกัน มหาวิทยาลัยจะกำหนดให้มีอัตราสูงกว่าที่เคยกำหนดเมื่อครั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. 2533 มิได้”
.
การมีบทเฉพาะกาลนี้จะเป็นหลักประกันว่าค่าเล่าเรียนของนักศึกษาในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะมีอัตราที่ไม่เกินกว่าเดิมในช่วง 5 ปีแรก เนื่องจากการออกนอกระบบอาจส่งผลกระทบ บทเฉพาะกาลนี้จึงอาจทุเลาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้
.
หากมหาวิทยาลัยจัดตั้งโดยมีวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในมาตรา 8 (1) ตามร่าง พรบ. นี้ ด้วยหลักความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา และหากการขึ้นค่าเล่าเรียน ค่าบำรุง หรือค่าบริการอื่นใดในทำนองเดียวกัน จะส่งผลต่อ "ความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา" ก็ไม่ควรขึ้น อย่างน้อยก็ใน 5 ปีแรก
.
ขณะที่คุณภาคภูมิชี้แจงว่า 5 ปีนั้นเป็นระยะเวลาที่นานเกินไป เนื่องจากมีตัวแปรเรื่องภาระต้นทุนการจัดการศึกษาค่อนข้างมาก แม้จะเป็นอัตราเพียงเล็กน้อยแต่หากกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล การขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียนก็อาจทำไม่ได้
.
สุดท้ายผมได้ฝากไปยังกรรมาธิการ ให้ทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยที่มีความยืดหยุ่นมากในปัจจุบัน เพื่อคุ้มครองแรงงานและการรวมกลุ่ม รวมถึงให้สิทธินักศึกษาในการมีส่วนร่วมและแสดงความเห็นในมหาวิทยาลัย เพื่อท้ายที่สุดแล้วจะตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของมหาลัยมาตรา 8 ที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมด้วย
.
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดที่ประชุมวุฒิสภาลงมติในวาระที่ 3 ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. .... เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 144 เสียง ไม่เห็นด้วย 4 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง และเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ จากนั้น จะจัดส่งให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาต่อไป
.
การมีบทเฉพาะกาลนี้จะเป็นหลักประกันว่าค่าเล่าเรียนของนักศึกษาในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะมีอัตราที่ไม่เกินกว่าเดิมในช่วง 5 ปีแรก เนื่องจากการออกนอกระบบอาจส่งผลกระทบ บทเฉพาะกาลนี้จึงอาจทุเลาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้
.
หากมหาวิทยาลัยจัดตั้งโดยมีวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในมาตรา 8 (1) ตามร่าง พรบ. นี้ ด้วยหลักความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา และหากการขึ้นค่าเล่าเรียน ค่าบำรุง หรือค่าบริการอื่นใดในทำนองเดียวกัน จะส่งผลต่อ "ความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา" ก็ไม่ควรขึ้น อย่างน้อยก็ใน 5 ปีแรก
.
ขณะที่คุณภาคภูมิชี้แจงว่า 5 ปีนั้นเป็นระยะเวลาที่นานเกินไป เนื่องจากมีตัวแปรเรื่องภาระต้นทุนการจัดการศึกษาค่อนข้างมาก แม้จะเป็นอัตราเพียงเล็กน้อยแต่หากกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล การขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียนก็อาจทำไม่ได้
.
สุดท้ายผมได้ฝากไปยังกรรมาธิการ ให้ทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยที่มีความยืดหยุ่นมากในปัจจุบัน เพื่อคุ้มครองแรงงานและการรวมกลุ่ม รวมถึงให้สิทธินักศึกษาในการมีส่วนร่วมและแสดงความเห็นในมหาวิทยาลัย เพื่อท้ายที่สุดแล้วจะตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของมหาลัยมาตรา 8 ที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมด้วย
.
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดที่ประชุมวุฒิสภาลงมติในวาระที่ 3 ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. .... เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 144 เสียง ไม่เห็นด้วย 4 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง และเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ จากนั้น จะจัดส่งให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาต่อไป

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น