สำรวจระบบรองรับแรงงานถูกเลิกจ้างทั่วโลก ถึงเวลาไทยสร้างกองทุนประกันค่าชดเชย



ทีมงาน
.
อีกเพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์จะถึงวันแรงงานสากล เมื่อลูกจ้างถูกเลิกจ้างไม่ว่าจะด้วยเหตุปิดกิจการ ล้มละลาย หรือเจตนาหนีความรับผิดชอบ สิ่งที่ควรได้รับไม่ใช่แค่ความเห็นใจแต่ต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายแรงงานด้วย ซึ่งควรได้รับอย่างทันท่วงทีและครบถ้วน
.
สิทธิแรกที่กฎหมายไทยระบุไว้ คือ “ค่าชดเชย” ซึ่งกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามอายุงาน (มาตรา 118 พรบ. คุ้มครองแรงงาน 2541) เช่น ทำงานมา 1-3 ปี ต้องได้รับค่าชดเชยอย่างน้อย 90 วันของค่าจ้าง
.
สิทธิอย่างที่สองคือ “เงินช่วยเหลือจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน กรณีที่ลูกจ้างไม่ได้รับค่าจ้างหรือค่าชดเชย เพราะนายจ้างปิดกิจการ ล้มละลาย หรือหนี แต่การได้รับเงินจากกองทุนนี้มีเงื่อนไขและเพดานวงเงินจำกัด ต้องมีคำสั่งจากพนักงานตรวจแรงงานก่อน และต้องพิสูจน์ว่านายจ้างไม่สามารถชำระหนี้ได้จริง ซึ่งทำให้กระบวนการล่าช้า
.
สิทธิอย่างที่สามคือ “เงินทดแทนกรณีว่างงาน” จากระบบประกันสังคม มาตรา 33 หากเข้าเงื่อนไขจะได้รับเงินทดแทนตามระยะเวลาการทำงานและสัดส่วนที่กำหนดไว้ โดยลูกจ้างต้องกรอกแบบฟอร์ม คร.7 (คำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน) และยื่นต่อสำนักงานประกันสังคม
.
ในหลายประเทศทั่วโลก เมื่อแรงงานถูกเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย รัฐไม่ได้ปล่อยให้ลูกจ้างต้องฟ้องศาลหรือเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีด้วยตัวเอง แต่มีมาตรการป้องกันเชิงระบบที่ทำให้แรงงานยังได้รับ “ค่าชดเชยตามสิทธิ” ได้อย่างทันท่วงที เช่นในฝรั่งเศส เยอรมนี และเกาหลีใต้ ซึ่งมีกองทุนประกันค่าจ้างและกฎหมายที่เข้มงวด ทำให้สามารถจ่ายเงินแทนให้ลูกจ้างได้อย่างรวดเร็ว
.
นฝรั่งเศสมีระบบ AGS (Assurance de Garantie des Salaires) มาจากเงินสมทบของนายจ้างทุกคนในภาคเอกชน ถือเป็นภาระผูกพันตามกฎหมายที่นายจ้างต้องส่งเข้าระบบ ลูกจ้างทุกคนที่มีสัญญาจ้างไม่ว่าจะรูปแบบใด รวมถึงลูกจ้างของบริษัทต่างชาติที่ทำงานในฝรั่งเศส ก็มีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากระบบนี้โดยไม่ต้องรอศาลตัดสิน ระบบนี้จะจ่ายค่าจ้างย้อนหลังได้สูงสุด 60 วัน รวมถึงค่าชดเชยการเลิกจ้างและค่าชดเชยช่วงแจ้งเลิกจ้างล่วงหน้า การเข้าถึงสิทธิเป็นไปอย่างรวดเร็วเพราะรัฐจ่ายเงินให้ลูกจ้างทันทีแล้วจึงไปเรียกคืนจากทรัพย์สินของนายจ้างภายหลัง
.
ส่วนเยอรมนีมีระบบชดเชยกรณีล้มละลาย (Insolvenzgeld) ที่บริหารโดยสำนักงานจัดหางานกลางของรัฐ เป็นเงินชดเชยที่ลูกจ้างจะได้รับ ซึ่งมาจากเงินสมทบของนายจ้างเอกชนทุกแห่ง โดยครอบคลุมค่าจ้างสุทธิช่วง 3 เดือนก่อนการเปิดกระบวนการล้มละลาย หรือก่อนถูกเลิกจ้างในกรณีที่กิจการปิด สิทธิครอบคลุมทั้งค่าลาพักร้อน ลาป่วย ค่าล่วงเวลา ค่าเดินทาง และสวัสดิการเสริมบางอย่าง ระบบนี้ครอบคลุมแรงงานทุกคนที่ทำงานกับนายจ้างเอกชน รวมถึงผู้ฝึกงานและคนทำงานที่บ้าน ถือเป็นระบบคุ้มครองแรงงานในยามวิกฤตที่เข้มแข็งและครอบคลุม
.
ขณะที่ในบราซิลกำหนดให้นายจ้างทุกคนต้องส่งเงิน 8% ของเงินเดือนลูกจ้างเข้ากองทุนค่าชดเชย FGTS (Fundo de Garantia do Tempo de Serviço) ทุกเดือน เสมือน “บัญชีออมทรัพย์ระยะยาว” ที่ลูกจ้างสามารถใช้ได้เมื่อจำเป็น พร้อมเงินเพิ่มอีก 3.2% เพื่อเตรียมไว้ใช้ในกรณีต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อลาออกหรือถูกเลิกจ้าง หากมีการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรนายจ้างต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 40% ของยอดเงินสะสมในบัญชี FGTS ทั้งหมดของลูกจ้างในช่วงเวลาการจ้างงานนอกจากเงินสมทบรายเดือน การจ่ายในกรณีนี้ถือเป็นข้อผูกพันทางกฎหมาย การไม่ปฏิบัติตามอาจส่งผลให้เกิดโทษปรับสูง คดีความ และทำลายชื่อเสียงของนายจ้าง
.
เกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบคุ้มครองแรงงานเข้มแข็ง โดยมีกลไกที่เรียกว่า “กองทุนรับประกันค่าจ้าง” (Wage Claim Guarantee Fund) ระบบนี้ครอบคลุมค่าจ้าง 3 เดือนสุดท้ายและค่าชดเชยตามอายุงาน 3 ปีสุดท้าย โดยมีเพดานตามช่วงอายุงาน กองทุนนี้เป็นความรับผิดชอบของนายจ้างในการสมทบเงินเข้าระบบ เก็บเป็นค่าธรรมเนียมประกันค่าจ้าง พร้อมกับเบี้ยประกันอุบัติเหตุจากการทำงานที่นายจ้างต้องส่งอยู่แล้ว โดยรัฐมีสิทธิไล่บี้เอาเงินคืนจากนายจ้างในภายหลังผ่านกลไกกฎหมาย นอกจากนี้เกาหลีใต้ยังถือว่าการไม่จ่ายค่าจ้างเป็นความผิดอาญาร้ายแรง นายจ้างสามารถถูกดำเนินคดี ติดแบล็กลิสต์ และถูกจำคุกหนัก
.
ตัวอย่างจากฝรั่งเศส เยอรมนี บราซิล และเกาหลีใต้แสดงให้เห็นชัดว่ารัฐต้องออกแบบระบบให้แรงงานเข้าถึงได้จริง ประเทศเหล่านี้ต่างมีกองทุนประกันค่าจ้างที่เก็บเงินล่วงหน้าจากนายจ้าง สิ่งสำคัญคือภาระในการสมทบเงินต้องอยู่ที่นายจ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง และจ่ายค่าชดเชยให้แรงงานได้ทันท่วงทีโดยไม่ต้องรอคำพิพากษา ในขณะที่ประเทศไทยยังขาดกลไกและระบบป้องกันเหล่านี้ คนทำงานจึงยังต้องออกมาประท้วง บางครั้งต้องถึงขั้นอดอาหารเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยที่ควรจะได้รับ เราจึงต้องสร้างระบบป้องกันล่วงหน้า อาทิ ระบบกองทุนประกันค่าชดเชย บังคับใช้กฎหมายแรงงานได้จริงและเข้มงวด เพื่อให้การจ้างงานและลูกจ้างในประเทศไทยมีหลักประกันและความมั่นคงซึ่งพึงได้รับ
 
นอกจากนี้รัฐไทยต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 173 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิคนทำงาน (นายจ้างล้มละลาย) ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) ที่มีหลักการสำคัญคือให้การคุ้มครองแรงงานเมื่อนายจ้างล้มละลาย โดยให้สิทธิลูกจ้างเป็นเจ้าหนี้ลำดับต้น (privilege) หากนายจ้างล้มละลาย ทรัพย์สินที่เหลือต้องนำมาจ่ายให้คนทำงานก่อนเจ้าหนี้อื่น ซึ่งอนุสัญญากำหนดชัดเจนว่าแรงงานจะได้รับความคุ้มครองครอบคลุมค่าจ้างต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำงานย้อนหลังไม่น้อยกว่า 3 เดือน โดยอนุสัญญายังอนุญาตให้รัฐสามารถตั้งกองทุนประกันค่าจ้าง (Guarantee Institution) เพื่อจ่ายเงินแทนนายจ้างที่ล้มละลายได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำตัดสินของศาล หากประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับนี้และจัดตั้งกองทุนประกันค่าจ้าง คนทำงานจะสามารถได้รับค่าชดเชยทันทีโดยไม่ต้องรอคำพิพากษา ถือเป็นการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานที่แรงงานไทยพึงได้รับอย่างเร่งด่วน
.

อ้างอิง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?