นิยาม “ชนเผ่าพื้นเมือง” ไม่ได้มีไว้โก้ ๆ : เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฯ และพันธกรณีระหว่างประเทศ
.
“มาตรา 70 รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขอนามัย”
.
“คำอธิบายประกอบ บทบัญญัติแห่งมาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นใหม่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เพื่อกำหนดเป็นนโยบายสำคัญให้รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทย กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่คนไทยจะได้การดูแลตามพันธกรณีหรือข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนทั่วไป”
.
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งถึงความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์เมื่อปี 2550 ที่ประเทศไทยของเราเป็น 1 ใน 143 ประเทศที่ได้ไปร่วมลงนามในปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมือง (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples - UNDRIP) ซึ่งนี่ไม่ใช่ความบังเอิญหรือการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีคำว่า “ชาติพันธุ์” แบบโก้ ๆ ที่ใส่ไปแล้ว เราจะมีนิยามคำว่าชนเผ่าพื้นเมือง จะมีกลุ่มคนชาวไทย คนกำเนิดชาติไทย หรืออะไรก็ตามแต่ เรากำหนดคำนิยามเองไม่ได้ แต่เราต้องปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่เราไปตกลงไว้ ว่าเขามีหลักการแบบไหน เราก็ต้องทำตามแบบนั้น
.
ทั้งในรายงานเองก็มีการกล่าวหมายเหตุว่ามีข้อเสนอให้เพิ่มเติมคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” เข้าไปแนบท้ายในความหมายของคำว่า “ชาติพันธุ์” เพื่อให้สอดคล้องเป็นไปตามเนื้อหาของปฏิญญาฯ
.
“หมายเหตุ ในการสัมมนา เรื่อง ‘การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญ’ วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559 ณ โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น มีข้อเสนอให้เพิ่มเติมคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” ต่อจากคำว่า “กลุ่มชาติพันธุ์” เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มและสอดคล้องกับนิยามของสหประชาชาติ”
.
รัฐธรรมนูญฯ กำหนดไว้แล้ว วางเจตนารมย์ไว้แล้ว กฎหมายที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในตอนนี้ ก็ออกมาโดยอาศัยอำนาจและความมุ่งหมายตามมาตรา 70 ไม่ใช่หยิบยกขึ้นมาเอง หรือมาจากไหนก็ได้
.
นอกจากนี้ การที่ไม่มีคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” อยู่ในกฎหมายนั้น อาจทำให้ คนไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย สังคมไทยที่ไม่ใช่แค่ชาวไทย แต่รวมกันเป็นสังคมไทยที่มีองค์ประกอบหลากหลาย ต้องสูญเสียสิทธิและโอกาสของชนเผ่าพื้นเมืองในเวทีสากล ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการสนับสนุนในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ การเข้าร่วมและเป็นสมาชิกในเวทีถาวรแห่งสหประชาชาชาติว่าด้วยประเด็นชนเผ่าพื้นเมือง โอกาสในการรับการแต่งตั้งเป็นผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองของสหประชาชาติ เป็นต้น
.
สุดท้ายนี้สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ก็ได้มีข้อเสนอแนะถึงคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนฯ ให้มีการรวมคำว่า "ชนเผ่าพื้นเมือง" ไว้ใน พรบ. นี้ เพื่อให้การดำเนินการตามร่าง พรบ. นี้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่ได้รับการรับรอง และเพื่อให้แน่ใจว่ากรอบการทำงานนั้นจะสามารถสะท้อนบรรทัดฐานและมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ซึ่งคำว่า "กลุ่มชาติพันธุ์" ไม่สามารถนำมาใช้่ได้ในระดับสากล
.
เมื่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ชัดเจน พันธกรณีระหว่างประเทศก็ชัดเจน คำแนะนำก็ชัดเจน ความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ชัดเจน ว่าการบัญญัติคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” เป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่เรื่องที่เลือกได้ เป็นไปเพื่อให้กลุ่มคน อัตลักษณ์ และภูมิปัญญาเหล่านี้ให้ได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง แล้วเหตุใดเราจึงไม่พิจารณากฎหมายนี้ให้ถูกต้อง สมควร และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของวุฒิสภาเล่า
“มาตรา 70 รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขอนามัย”
.
“คำอธิบายประกอบ บทบัญญัติแห่งมาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นใหม่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เพื่อกำหนดเป็นนโยบายสำคัญให้รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทย กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่คนไทยจะได้การดูแลตามพันธกรณีหรือข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนทั่วไป”
.
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งถึงความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์เมื่อปี 2550 ที่ประเทศไทยของเราเป็น 1 ใน 143 ประเทศที่ได้ไปร่วมลงนามในปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมือง (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples - UNDRIP) ซึ่งนี่ไม่ใช่ความบังเอิญหรือการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีคำว่า “ชาติพันธุ์” แบบโก้ ๆ ที่ใส่ไปแล้ว เราจะมีนิยามคำว่าชนเผ่าพื้นเมือง จะมีกลุ่มคนชาวไทย คนกำเนิดชาติไทย หรืออะไรก็ตามแต่ เรากำหนดคำนิยามเองไม่ได้ แต่เราต้องปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่เราไปตกลงไว้ ว่าเขามีหลักการแบบไหน เราก็ต้องทำตามแบบนั้น
.
ทั้งในรายงานเองก็มีการกล่าวหมายเหตุว่ามีข้อเสนอให้เพิ่มเติมคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” เข้าไปแนบท้ายในความหมายของคำว่า “ชาติพันธุ์” เพื่อให้สอดคล้องเป็นไปตามเนื้อหาของปฏิญญาฯ
.
“หมายเหตุ ในการสัมมนา เรื่อง ‘การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญ’ วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559 ณ โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น มีข้อเสนอให้เพิ่มเติมคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” ต่อจากคำว่า “กลุ่มชาติพันธุ์” เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มและสอดคล้องกับนิยามของสหประชาชาติ”
.
รัฐธรรมนูญฯ กำหนดไว้แล้ว วางเจตนารมย์ไว้แล้ว กฎหมายที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในตอนนี้ ก็ออกมาโดยอาศัยอำนาจและความมุ่งหมายตามมาตรา 70 ไม่ใช่หยิบยกขึ้นมาเอง หรือมาจากไหนก็ได้
.
นอกจากนี้ การที่ไม่มีคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” อยู่ในกฎหมายนั้น อาจทำให้ คนไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย สังคมไทยที่ไม่ใช่แค่ชาวไทย แต่รวมกันเป็นสังคมไทยที่มีองค์ประกอบหลากหลาย ต้องสูญเสียสิทธิและโอกาสของชนเผ่าพื้นเมืองในเวทีสากล ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการสนับสนุนในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ การเข้าร่วมและเป็นสมาชิกในเวทีถาวรแห่งสหประชาชาชาติว่าด้วยประเด็นชนเผ่าพื้นเมือง โอกาสในการรับการแต่งตั้งเป็นผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองของสหประชาชาติ เป็นต้น
.
สุดท้ายนี้สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ก็ได้มีข้อเสนอแนะถึงคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนฯ ให้มีการรวมคำว่า "ชนเผ่าพื้นเมือง" ไว้ใน พรบ. นี้ เพื่อให้การดำเนินการตามร่าง พรบ. นี้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่ได้รับการรับรอง และเพื่อให้แน่ใจว่ากรอบการทำงานนั้นจะสามารถสะท้อนบรรทัดฐานและมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ซึ่งคำว่า "กลุ่มชาติพันธุ์" ไม่สามารถนำมาใช้่ได้ในระดับสากล
.
เมื่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ชัดเจน พันธกรณีระหว่างประเทศก็ชัดเจน คำแนะนำก็ชัดเจน ความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ชัดเจน ว่าการบัญญัติคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” เป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่เรื่องที่เลือกได้ เป็นไปเพื่อให้กลุ่มคน อัตลักษณ์ และภูมิปัญญาเหล่านี้ให้ได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง แล้วเหตุใดเราจึงไม่พิจารณากฎหมายนี้ให้ถูกต้อง สมควร และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของวุฒิสภาเล่า

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น