วันผู้สูงอายุที่น่าเจ็บใจ หลังนายกฯเพิ่งปัดตกร่าง กม. บำนาญถ้วนหน้า
เนื่องด้วยวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี เป็นวันวันผู้สูงอายุ สิ่งหนึ่งที่น่าเจ็บใจอย่างยิ่งคือย้อนไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนายกฯ เพิ่งไม่รับรอง ร่าง พรบ.ผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติฉบับประชาชน 43,826 รายชื่อ เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน หลังจากไม่รับรองร่างกฎหมายในทำนองเดียวกันมา 3 ฉบับ ที่ต้องการเปลี่ยนระบบเบี้ยยังชีพแบบรัฐสงเคราะห์เป็นบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า 3,000 บาทต่อเดือนเมื่ออายุครบ 60 ปี
มีความพยายามเสนอกฎหมายนี้มาตั้งแต่ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์และรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ โดยล่าสุดต้องย้อนไปถึงปลายปี 2566 ที่ภาคประชาชนเสนอรัฐบาลเศรษฐาจนมาถึงรัฐบาลแพทองธาร เรียกว่าใช้เวลานานมากกว่าจะได้คำตอบ และคำตอบที่ได้คือ 'ปัดตก'
.
เดิมทีเดียวผมได้ยื่นกระทู้ทวงถามความคืบหน้ากับนายกฯ ถึงร่าง พรบ. นี้ รวมทั้งร่าง พรบ. ที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอแล้วเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินว่าเมื่อไรนายกฯ จะให้การรับรองอีกหลายฉบับ แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ได้คำตอบมาแล้ว 1 ฉบับว่าไม่ผ่าน
.
หากย้อนไปตอนเลือกตั้ง 2566 เกือบทุกพรรคการเมืองมีนโยบายเกี่ยวกับเงินสวัสดิการผู้สูงอายุไม่ว่าจะออกมาในรูปใดก็ตาม แม้แต่พรรคเพื่อไทยที่นายกฯ สังกัดก็มีนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ ตั้งวงเงินงบฯ ไว้ 300,000 ล้านบาท โดยระบุผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับเป็น 'สวัสดิการผู้สูงอายุให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ' ส่ง กกต. ตาม ม.57 แห่ง พรป. พรรคการเมือง หรือแม้แต่สภาชุดที่แล้วคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคมก็ได้ตั้งอนุกรรมาธิการศึกษาเรื่องความเป็นไปได้ในการจัดทำบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ และมีร่างแก้ไข พรบ. ผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ที่มีทุกพรรคเข้าร่วมก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ จึงเรียกได้ว่าเป็นฉันทามติร่วมของสังคมการเมืองแล้วว่าเราต้องมี 'บำนาญถ้วนหน้า' ท่ามกลางสังคมไทยที่เป็นสังคมผู้สูงอายุ
.
นอกจากเป็นการสร้างสวัสดิการให้ผู้สูงอายุซึ่งคนในครอบครัวเองก็จะได้ประโยชน์ด้วยแล้ว หากมองในแง่เศรษฐกิจเท่ากับเป็นการสร้างกำลังซื้อในลักษณะถาวรให้ฐานราก เมื่อเทียบกับนโยบายแจกเงินแบบชั่วครั้งชั่วคราวที่อาจไม่เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ แต่การที่ผู้สูงอายุมีเงินโอนจากรัฐเข้ามาประจำในรูปบำนาญนี้จะส่งผลให้เกิดกำลังซื้อและรับบริการ ทำให้เกิดการลงทุนสนองความต้องการนั้นไม่ว่าจะเป็นการบริการดูแลผู้สูงอายุในรูปแบบต่าง ๆ การผลิตสินค้าที่จำเป็นแก่ผู้สูงอายุที่ต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นคนในครอบครัวเองก็ถือว่าลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลงและจะนำไปใช้ในส่วนอื่น ยังไม่รวมการลดภาระผู้พ้นจากหนี้สิน เป็นต้น
.
ผมหวังว่าเจตจำนงของการผลักดันสวัสดิการและบำนาญผู้สูงอายุของภาคประชาชนและพรรคการเมืองจะไม่หายไป และจะมีผู้เสนอเข้ามาใหม่ และหวังว่าผู้มีอำนาจจะเห็นความสำคัญของเรื่องนี้และยินยอมให้เราได้ก่อร่างสร้างสวัสดิการผู้สูงอายุถ้วนหน้าเสียที

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น