เวลาคนหนุ่ม : 'ความสูญเสีย' ที่สังคม-เศรษฐกิจต้องรับจากการเกณฑ์ทหาร




ฤดูกาล "เกณฑ์ทหาร" กำลังมาถึงอีกครั้ง ในปีนี้กองทัพบกได้ออกประกาศล่าสุดว่าจะทำการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 - 12 เมษายน 2568 ยกเว้นวันที่ 6 เมษายนซึ่งเป็นวันจักรี จนกว่าการตรวจเลือกจะแล้วเสร็จ กำหนดให้ชายไทยผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. 2547 อายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ และผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. 2539 - 2546 อายุ 22 - 29 ปี ที่ยังไม่เคยเข้ารับการตรวจเลือกหรือผลตรวจเลือกยังไม่แล้วเสร็จไปแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ ณ หน่วยเลือกทหารทั่วประเทศตามวันและเวลาที่กำหนดในหมายเรียก
.
ในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทั้งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยมีความพยายามเสนอนโยบายหาเสียงเลือกตั้งให้มีการปฏิรูปกองทัพ ลดจำนวนนายพล รวมทั้งยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เมื่อพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลในปี 2566 อดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้เคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเอาไว้ว่า "รัฐบาลจะร่วมกันพัฒนากองทัพให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของประเทศพร้อมกับประชาชน" ทั้งการเปลี่ยนรูปแบบเกณฑ์ทหารเป็นสมัครใจ ปรับปรุงการฝึกนักศึกษาวิชาทหารฯ เป็นแบบสร้างสรรค์ รวมถึงการปรับลดกำลังพลนายทหารระดับสูง ฯลฯ
.
กระนั้นรัฐบาลเศรษฐาก็ไม่มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหารแต่อย่างใด แต่พยายามใช้วิธีรอมชอมด้วยการลดจำนวนทหารเกณฑ์ และเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสมัครเข้ามาเป็นทหารเกณฑ์ โดยจะได้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เมื่อเข้ามาเป็นทหารกองประจำการ ซึ่งในปี 2567 เมื่อครั้งสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกลาโหมดำรงตำแหน่งอยู่นั้น พบว่ากองทัพบกต้องการทหารกองเกิน จำนวน 85,000 คนและมีผู้ที่สนใจสมัครก่อนการตรวจเลือกหรือสมัครระบบออนไลน์ในขณะนั้นประมาณ 15,000 คน เหลือยอดเรียกเกณฑ์ทหารประมาณ 70,000 คน ถือเป็นการลดจำนวนทหารเกณฑ์ลงในระดับหนึ่ง
.
ต่อมารัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ได้ประกาศนโยบายไว้ว่า "รัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการและกองทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ" โดยหนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการเกณฑ์ทหารไปสู่แบบสมัครใจ แต่นโยบายนี้ก็ดูเหมือนจะนำไปปฏิบัติยากกว่าที่คิด เมื่อภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลแพทองธาร กล่าวตอบฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อ 25 มีนาคม 2568 ว่า
.
"การที่ท่านพูดว่าจะมาเป็นรัฐบาลปรับปรุงกองทัพ ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร มันไม่ง่ายอย่างที่ท่านคิด กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกองทัพก็ต้องใช้เวลา ผมพูดคุยกับผู้นำเหล่าทัพว่าผมไม่ได้คาดหวังว่าผมเข้ามาแล้วทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไปตามที่หลายคนเรียกร้อง แต่อย่างน้อยสำนึกที่เห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้น และต้องรู้ว่ามีจุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุดเมื่อไหร่ จะต้องมีไทม์ไลน์ที่จะต้องจบ แค่นี้ก็เกิดได้ นี่คือการปฏิรูปเพื่อจะเปลี่ยนแปลง ไม่มีหรอกครับอย่างที่ท่านพูด เข้ามาแล้วจะยกเลิกเกณฑ์ทหารเลย 100 เปอร์เซ็นต์ เข้ามาแล้วจะพัฒนากองทัพให้มีนายพลลดไป มันทำแบบนั้นไม่ได้”
.
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวต่อการยกเลิกเกณฑ์ทหารของผู้มีอำนาจที่เงียบงันและดูเหมือนจะ "เข็นไม่ขึ้น" เช่นในปัจจุบัน ยังคงมีเสียงจากบรรดาญาติของพลทหารที่เสียชีวิตในค่ายทหารจากการซ้อมทรมานสะท้อนออกมาอย่างต่อเนื่องโดยที่แทบไม่มีผู้กระทำผิดได้รับการลงโทษ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็น "ความสูญเสีย" หนึ่งที่ประเมินค่าไม่ได้จากระบบเกณฑ์ทหาร ซึ่งสะท้อนว่า "เขตทหารห้ามเข้า" เป็นคำพูดที่ไม่เกินจริง พื้นที่ค่ายทหารและกองทัพยังคงเป็น "แดนสนธยา" ที่หลายคนไม่อยากย่างกรายเข้ามาเผชิญ หลายคนต้องเดินสายบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ตนเองรอดพ้นจากการเป็นทหารเกณฑ์ กลับไปพบครอบครัว และเดินหน้าทำงานต่อไป และจาก "รีแอ็คชั่น" ของบรรดาผู้ที่ต้องล้วงมือลงไหชี้ชะตาจับใบดำใบแดงในวันตรวจเลือกฯ ก็พอจะเห็นชัดถึงข้อนี้
.
อีกความสูญเสียจากการเกณฑ์ทหารคือไทยต้องสูญเสียประชากรวัยทำงานจำนวนมากให้กับกองทัพโดยไม่สมัครใจ ทั้งที่เขาเหล่านั้นสามารถสร้างคุณประโยชน์และมูลค่ามหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคม การจับคนเหล่านี้ไปเป็นทหารย่อมทำให้ประเทศสูญเสียกำลังคนวัยทำงานไปอย่างสูญเปล่าทั้งที่เขาสามารถ "รับใช้ชาติ" ได้ด้วยวิธีอื่นอีกหลายรูปแบบ
.
ข้อมูลจาก 101 PUB คำนวณค่าจ้างที่หายไปจากค่าจ้างโดยเฉลี่ยของคนทำงานที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับผู้ถูกเกณฑ์ทหาร กล่าวคือ กลุ่มคนทำงานที่มีอายุระหว่าง 21 ถึง 26 ปีในแต่ละวุฒิการศึกษา ด้วยข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในปี 2566 กลุ่มที่มีค่าเสียโอกาสจากการจับได้ใบแดงมากที่สุดคือกลุ่มวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ ปวช. ซึ่งเสียไปราว 5.1 แสนบาท ขณะที่กลุ่มที่มีค่าเสียโอกาสน้อยที่สุดคือกลุ่มวุฒิการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ซึ่งเสียไปราว 2.4 แสนบาท นอกจากนี้ต้นทุนด้านเวลาของแต่ละกลุ่มก็มีไม่เท่ากัน เพราะกลุ่มที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่าระดับอุดมศึกษาจะต้องรับใช้ชาตินานถึงสองปี
.
ในปี 2566 กองทัพไทยมียอดความต้องการทหารเกณฑ์สูงถึง 93,000 นาย โดยมีผู้สมัครทางออนไลน์ 10,158 คน และมีผู้สมัครหน้างาน 25,461 คน ซึ่งอาจมีทั้งผู้ที่สมัครด้วยความสมัครใจจริงและกลุ่มที่สมัครเพื่อต้องการร่นระยะเวลาประจำการในกองทัพให้สั้นลง เมื่อมีผู้สมัครเข้ามาน้อยกว่ายอดความต้องการจึงยังมีจำนวนใบแดงทั้งสิ้น 57,383 ใบ กล่าวคือต้องมีผู้ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารโดยไม่สมัครใจอย่างน้อย 57,383 คน เมื่อนำค่าจ้างที่สูญไปโดยเฉลี่ยมาคูณกับจำนวนผู้ที่ถูกเกณฑ์ทหารโดยไม่สมัครใจขั้นต่ำ จะพบว่าการเกณฑ์ทหารครั้งนี้สร้างค่าเสียโอกาสในการหารายได้ของแรงงานอย่างน้อย 1.97 หมื่นล้านบาท
.
อย่างไรก็ตามแรงงานที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจย่อมหมายถึงการผลิตสินค้าและบริการที่หายไปด้วยเช่นกัน ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่าค่าจ้างแรงงานคิดเป็น 34.5% ของมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจไทย ดังนั้นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญไปจริงจะมีค่ามากกว่าค่าจ้างที่สูญไปราว 3 เท่า หรืออย่างน้อย 5.7 หมื่นล้านบาท
.
การเกณฑ์ทหารนอกจากจะมีความเสี่ยงเป็นการสูญเสียชีวิตทหารเกณฑ์แล้วยังเกิดความสูญเสียทางมูลค่าเศรษฐกิจ ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะเลิก "รอมชอม" และเอาจริงกับนโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหารที่ได้ประกาศไว้ถึง 2 ครั้งเสียที ก่อนที่ประเทศไทยจะต้องแบกรับความสูญเสียไปมากกว่านี้ และคืนเวลาให้คนหนุ่มได้เริ่มต้นชีวิตวัยทำงานและเล่าเรียน
.
อ้างอิง - https://www.the101.world/cost-of-conscription-2024/

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?