SLAPPs ไม่เพียงปิดปากสื่อหรือคนที่อยากส่งเสียง แต่มันคือการปิดหูปิดตาประชาชนทั้งที่ควรได้รับคำตอบจากผู้มีอำนาจด้วย




วันนี้ (23 กรกฎาคม 2569) ผมในฐานะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ได้มีโอกาสไปร่วมกับประธาน กมธ. รับหนังสือร้องเรียนจาก พรทิพย์ โม่งใหญ่ บรรณาธิการข่าวโต๊ะรายงานพิเศษ สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ทีวี ช่อง 23 ซึ่งมีประเด็นที่ส่งผลกระทบและคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน โดยขอให้ติดตามคดีที่ถูกฟ้องปิดปากหรือ SLAPPs (Strategic Lawsuit Against Public Participation) จากที่เธอไปติดตามทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนในโครงดาร “ขุดดินแลกน้ำ” ที่ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี
.
ประเด็นน่าสนใจจากข้อร้องเรียน นอกจากเธอถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาที่ สภ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ที่เกิดเหตุที่ จ.ปราจีนบุรี แต่เป็นพื้นที่อิทธิพลของนักการเมืองท้องถิ่นที่มีความเชื่อมโยงกับโครงการแล้ว ยังมีเหตุการณ์ที่เธอในฐานะที่เป็นผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบความผิดปกติของโครงการนี้ กลับมีมีรถยนต์ขับติดตามและจี้ท้ายอย่างใกล้ชิดในบริเวณถนนคันนาที่ไม่มีบ้านเรือนประชาชน จนถึงมีเหตุการณ์บุคคลใช้บัญชีเฟซบุ๊กส่งข้อความไปข่มขู่แหล่งข่าว รวมทั้งมีผู้เกี่ยวข้องโพสต์เฟซบุ๊กในลักษณะข่มขู่สื่อมวลชน โดยระบุข้อความทำนองว่าสื่อไปละเมิดและข่มขู่ผู้อื่น พร้อมทิ้งท้ายว่าสื่อก็ติดคุกมาเยอะแล้ว พฤติการณ์เหล่านี้ส่อให้เห็นถึงการข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวระหว่างการทำข่าว
.
ทางประธาน กมธ. รับว่าจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาต่อ ซึ่ง กมธ.มีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาประเด็นการฟ้องปิดปากและได้ดำเนินงานศึกษารวบรวมข้อมูลมาระยะหนึ่งแล้ว นอกจากที่ พรทิพย์ จะยื่นหนังสือถึง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ฝั่ง สว.แล้ว เธอยังยื่นหนังสือ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ฝั่ง สส. ด้วย
.
ในช่วงรับหนังสือ ผมยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพยายามฟ้องปิดปากสำหรับสื่อมวลชนที่ทำงานเชิงสืบสวนสอบสวน นอกจากจะกระทบต่อสื่อผู้นั้นแล้ว ยังกระทบทั้งวงการสื่อมวลชนที่ปกติมักไม่ค่อยทำงานเชิงสืบสวนสอบสวนอยู่แล้ว ก็จะยิ่งเซ็นเซอร์ตัวเอง (self-censorship) ไม่ว่าจะด้วยความกลัว หรือความยุ่งยากที่หากถูกฟ้องร้องดำเนินคดี แต่สิ่งที่เสียหายที่สุดก็คือผลประโยชน์กับประชาชนที่จะไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเชิงลึกหรือเชิงตรวจสอบเลย
.
นอกจากสื่อมวลชนแล้ว องค์กรที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยอย่าง iLaw ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลข้อสังเกตที่คนระดับรัฐมนตรีอาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. เมื่อปี 67 ซึ่งอาจเข้าข่ายการได้มาซึ่ง สว. โดยมิชอบนั้น ภายหลังปรากฏปฏิกิริยาจากรัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีเองประกาศว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับ iLaw ทั้งที่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อเมษาที่ผ่านมา นายกฯ เองก็ได้ประกาศอย่างมุ่งมั่นว่าจะพาประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือ OECD ให้ได้ และหลักความโปร่งใส (Transparency) และความรับผิดรับชอบที่ตรวจสอบได้ (Accountability) ถือเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของ OECD การถูกตั้งคำถามและตรวจสอบประเด็นเหล่านี้ แทนที่นายกฯและรัฐมนตรี จะใช้โอกาสนี้แสดงให้เห็นถึงการยึดมั่นในหลักการสำคัญดังกล่าวด้วยการชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงกับประชาชน กลับใช้การดำเนินคดีเพื่อหยุดเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้นอาจดูขัดแย้งกับความมุ่งหมายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาหรือไม่
.
อีกทั้งหากเราย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาที่ผ่านมา ประธานศาลฎีกา ก็เพิ่งออกคำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา สกัดกั้นฟ้องปิดปาก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 กำหนดให้ศาลมีอำนาจตรวจจสอบกล้นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้อยู่ในกรอบแห่งความสุจริต ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือกลั่นแกล้งกัน ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วยความรอบคอบ ถูกต้อง และเหมาะสม ซึ่ง 2 ในพฤติการณ์การฟ้องคดีที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 ตามคำแนะนำดังกล่าวก็คือการฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีส่วนในการรณรงค์ เรียกร้อง หรือแสดงความเห็นเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิของผู้บริโภค สิทธิแรงงานหรือประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และการฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือการประพฤติที่มิชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเรื่องเหล่านี้ก็อาจถือว่าเข้าข่ายหรือไม่
.
อีกทั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในคำสั่งยกคำร้องที่ดีเอสไอขอหมายจับคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็ยังมีการแสดงให้เห็นถึงการตระหนักถึงป้องกันไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองด้วย
.
จริงอยู่ที่กลไกทางกฎหมายอาจมีช่องทางในการฟ้องร้องดำเนินคดีเหล่านี้ แต่ช่องทางดังกล่าวอาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกับความมุ่งหมายของการพาประเทศไปสู่การเป็นสมาชิก OECD เป็นการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนในการตรวจสอบอำนาจต่างๆ ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ มันไม่เพียงเป็นการปิดปากคนที่อยากจะส่งเสียงหรือตั้งคำถามต่ออำนาจนั้น แต่มันยังเป็นการปิดหูประชาชนที่ถูกกรองด้วยบรรยากาศของการใช้กฎหมายมาเห็นเครื่องมือสกัดกั้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารนั้น หรือแม้แต่แทนที่ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาหรือตั้งคำถามจะตอบข้อมูลข้อเท็จจริงให้สาธารณชนทราบก็ไม่ต้องตอบอะไร ภายใต้เกราะคุ้มกันโดยกฎหมายนี้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

การทำ #ประชามติ เห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เหมือนตีเช็คเปล่า จริงหรือไม่?