เสวนา “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” #2: ถอดรหัสกฎหมายความมั่นคงและผลพวงคณะรัฐประหาร
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ที่ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง (Thumb Rights) และภาคีเครือข่าย ได้จัดกิจกรรม “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” โดยมีวงเสวนาในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์การใช้มาตรา 112” เพื่อทบทวนประวัติศาสตร์การใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และผลกระทบจากประกาศคำสั่งของคณะรัฐประหารที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในระบบกฎหมายไทย
.
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ได้กล่าวเปิดประเด็นโดยระบุว่า การบังคับใช้มาตรา 112 ในยุคปัจจุบันมีสถิติที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดที่สุด อีกทั้งอัตราโทษของกฎหมายข้อนี้ก็ถูกปรับให้มีความรุนแรงขึ้นอย่างมากภายหลังจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นมาโดยเกิดจากคำสั่งของคณะปฏิวัติในยุคนั้น ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดในปัจจุบันเราจึงยังคงต้องยอมรับและบังคับใช้คำสั่งจากคณะรัฐประหารในอดีตเหล่านี้อยู่
.
[กางสถิติมรดกคณะราษฎร์ยึดอำนาจ: เมื่อคำสั่งคณะปฏิวัติกลายเป็นกฎหมายถาวร]
.บุณยนุช มัทธุจักร ตัวแทนจาก iLaw นำเสนอข้อมูลเชิงสถิติและประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการออกประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารในประเทศไทย โดยระบุว่าคณะปฏิวัติในแต่ละยุคสมัยจะใช้ชื่อเรียกตนเองแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ในคราวรัฐประหารปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการออกคำสั่งมาเป็นจำนวนมาก ทั้งในลักษณะของการสั่งห้ามเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองและการเข้าไปแก้ไขกฎหมายทั่วไป
.
จากการรวบรวมข้อมูลพบว่าประเทศไทยมีการรัฐประหารเกิดขึ้นรวมทั้งสิ้น 13 ครั้ง ซึ่งสร้างวงจรซ้ำรอยด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับถาวรทิ้งแล้วแทนที่ด้วยฉบับชั่วคราว พร้อมทั้งมีการออกประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารที่มีสถานะเทียบเท่ากฎหมายจากการรองรับโดยคำพิพากษาของศาล โดยมีหมุดหมายสำคัญนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 ที่มีการปิดสภาและตรากฎหมายโดยไม่ผ่านความเห็นชอบ จนถึงปี พ.ศ. 2501 ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เริ่มปักหมุดแนวคิดให้คณะบุคคลผู้ยึดอำนาจมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการออกและแก้ไขกฎหมาย ตามมาด้วยการออกคำสั่งจำนวนมากในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร จนนำไปสู่การลุกฮือของประชาชนในปี พ.ศ. 2516 ตลอดจนการออกคำสั่งฉบับที่ 41 เพื่อเพิ่มโทษมาตรา 112 ให้สูงขึ้นในยุครัฐประหาร พ.ศ. 2519 และท้ายที่สุดคือยุค คสช. ในปี พ.ศ. 2557 ที่มีการออกประกาศและคำสั่งสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 562 ฉบับ สะท้อนถึงการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของคณะรัฐประหารในการแทรกแซงระบบกฎหมายมาอย่างยาวนาน
.
บุณยนุชกล่าวต่อไปว่ากฎหมายต่าง ๆ ที่ถูกแก้ไขโดยคณะรัฐประหารในอดีตมักถูกแก้ไขอีกครั้งผ่านกระบวนการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติใน 2 ยุคหลัง คือ ยุค รสช. และ คสช. แต่กลับยังไม่เคยแก้ไขผ่านสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเลย โดยเฉพาะมาตรา 112 ซึ่งไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาแก้ไขตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ทำให้โทษที่เพิ่มขึ้นจากคำสั่งคณะปฏิวัติยังคงมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้หากประกาศคำสั่งเหล่านั้นมีสถานะเป็นเพียงคำสั่งทางบริหาร คณะรัฐมนตรีก็จะสามารถสั่งยกเลิกได้ทันที แต่เนื่องจากศาลรับรองให้มีสถานะเป็นกฎหมาย การแก้ไขหรือลบล้างจึงต้องทำผ่านสภานิติบัญญัติหรือรัฐสภาตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น อย่างไรก็ดียืนยันว่าประชาชนไม่ควรท้อถอยในการขับเคลื่อน เนื่องจากในปีก่อนหน้านี้รัฐสภาก็เคยประสบความสำเร็จในการยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. บางฉบับ รวมถึงการแก้ไข พรบ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ยุคจอมพลถนอมได้สำเร็จมาแล้ว
.
[เสียงจากอดีตจำเลยศาลทหารยุคปี 2557: ความผิดเพี้ยนของกระบวนการยุติธรรมใต้เงาทหาร]
.สราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ อดีตจำเลยในศาลทหารเชียงราย ได้บอกเล่าประสบการณ์การถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ภายหลังการรัฐประหารปี 2557 ว่าตนเองเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารมาโดยตลอด จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารตักเตือนว่าหากไม่หยุดจะถูกดำเนินคดี หลังจากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่มาตรวจค้นบ้านและแจ้งข้อหามาตรา 112 ทั้ง ๆ ที่ตนระมัดระวังตัวอย่างที่สุดแล้ว โดยเหตุของคดีเกิดจากการมีภาพของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ทรงฉลองพระองค์เสื้อเอวลอยและมีข้อความเขียนชื่นชมว่าเท่มาก ซึ่งตนไม่ได้เป็นผู้โพสต์และข้อความดังกล่าวก็เป็นคำชม แต่ตำรวจระบุว่ามีความผิดและบังคับให้ต้องประกันตัว
.
สราวุทธิ์ระบุว่ากระบวนการในขณะนั้นไม่เป็นไปตามปกติ มีการออกหมายจับโดยอ้างคำสั่งจากทหาร แม้ว่าพนักงานสอบสวนจะทักท้วงเนื่องจากตนมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและให้ความร่วมมือดี แต่ทหารกลับตำหนิว่าตำรวจพยายามช่วยเหลือตน สุดท้ายตนจึงต้องเดินไปให้จับกุมที่หน้าสถานีตำรวจ เมื่อเข้าสู่เรือนจำในยุครัฐประหารก็ต้องเผชิญกับความยากลำบาก การปฏิบัติของผู้คุมไม่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน จำเลยต้องคุกเข่าทุกครั้งที่พูดคุย และเคยถูกผู้คุมที่มีอาการมึนเมาพยายามทำร้ายร่างกาย
.
ในส่วนของกระบวนการพิจารณาในศาลทหาร สราวุทธิ์เล่าว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยความผิดเพี้ยน องค์คณะผู้พิพากษามีผู้ที่รู้กฎหมายจริง ๆ เพียงคนเดียว ส่วนที่เหลือเป็นข้าราชการทหารแต่งเครื่องแบบเต็มยศ ด้านอัยการทหารก็มีความรู้ทางกฎหมายอย่างจำกัด จนอานนท์ นำภาซึ่งเป็นทนายความของตนต้องเป็นผู้แนะนำข้อกฎหมายให้ในศาล การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างล่าช้าเนื่องจากเจ้าหน้าที่ใช้วิธีพิมพ์คำให้การทีละคำ จำเลยก็ต้องนั่งเกร็งตลอดเวลา ห้ามขยับตัวหรือแสดงท่าทางที่ไม่สุภาพ ซึ่งความล่าช้านี้ทำให้จำเลยหลายคนเกิดความท้อแท้จนอยากยอมรับสารภาพ นอกจากนี้เงื่อนไขการประกันตัวยังห้ามไม่ให้แสดงความคิดเห็นใด ๆ ที่อาจชักจูงให้ผู้อื่นทำผิดกฎหมาย ซึ่งตนเกือบถูกถอนประกันจากเงื่อนไขนี้ คดีความคาราคาซังอยู่ในศาลทหารนานถึง 4-5 ปี แต่เมื่อมีการโอนย้ายคดีมายังศาลพลเรือนในภายหลังกระบวนการกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและศาลปกติได้พิพากษายกฟ้องในที่สุด ซึ่งหากตนเลือกที่จะรับสารภาพเพื่อลดโทษกึ่งหนึ่งตั้งแต่แรกในศาลทหารคดีก็คงจบแบบไปแล้ว
.
ช่วงหนึ่งของการเสวนายิ่งชีพได้เสริมข้อมูลว่าในช่วงยุคหลังรัฐประหาร 2557 ศาลทหารมีแนวโน้มสั่งลงโทษจำคุกหนักมาก เฉลี่ยสูงถึงโพสต์ละ 10 ปี ทำให้จำเลยบางรายที่มีหลายกรรมถูกพิพากษาจำคุกรวมสูงถึง 50-60 ปี ซึ่งสราวุทธิ์ได้กล่าวปิดท้ายในประเด็นนี้ว่าการสู้คดีในศาลทหารในเวลานั้นไม่มีทางได้รับความยุติธรรม และเจ้าหน้าที่ในกระบวนการเองมักจะส่งสัญญาณเตือนจำเลยเสมอว่าไม่ควรสู้คดีเพราะ "สู้ติดแน่ แพ้ติดนาน"
.
[เสียงจากคนรุ่นใหม่ยุคราษฎร 2563: คดีความที่ไร้มาตรฐานและอนาคตที่ถูกแช่แข็ง]
.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ จำเลยมาตรา 112 ในยุคราษฎร 2563 เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการถูกดำเนินคดีว่าเกิดขึ้นภายหลังการอุ้มหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้ลี้ภัยอยู่ในกัมพูชา ในเดือนมิถุนายน 2563 ซึ่งจุดกระแสการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและประชาชนอย่างกว้างขวาง ตนเองถูกแจ้งข้อหามาตรา 112 หลังจากขึ้นปราศรัยในเวทีรณรงค์ล่ารายชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่ม iLaw และการไปยื่นหนังสือที่หน้ารัฐสภา โดยเนื้อหาที่ปราศรัยเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจัดสรรงบประมาณสถาบันกษัตริย์ที่มีมูลค่าสูงท่ามกลางวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 และมีการซุกซ่อนงบประมาณไว้ในส่วนต่าง ๆ จึงเรียกร้องให้มีการจัดสรรอย่างเป็นธรรม
.
หลังจากนั้นตนได้รับหมายเรียกให้ไปรายงานตัวที่ สน.บางโพ และถูกมาตรการอายัดหนังสือเดินทางรวมถึงห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งตนโดนคดีตั้งแต่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 จนกระทั่งปัจจุบันเรียนจบมาแล้ว 1 ปี คดีความก็ยังไม่มีความคืบหน้าและยังไม่ได้เริ่มกระบวนการสืบพยานเลยแม้แต่ปากเดียว สะท้อนให้เห็นว่าระยะเวลาในกระบวนการยุติธรรมยาวนานเกินกว่าปกติและไม่มีมาตรฐานสากล การใช้กฎหมายเช่นนี้สร้างผลกระทบต่ออนาคตของคนรุ่นใหม่อย่างรุนแรง บีบคั้นให้ผู้ถูกดำเนินคดีหลายคนต้องตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไปทีละคนเพื่อไปสร้างชีวิตใหม่ในดินแดนที่มีเสรีภาพมากกว่า ขณะเดียวกันในมิติของการขับเคลื่อนกฎหมายนิรโทษกรรมในปัจจุบัน ก็มักจะถูกปัดตกหรือยกเว้นมาตรา 112 ออกไปเสมอ ทั้งที่ผู้ถูกดำเนินคดีเพียงแค่ใช้สิทธิวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตเท่านั้น
.
เมื่อยิ่งชีพสอบถามถึงปัญหาเรื่องอัตราโทษขั้นต่ำ 3 ปี จุฑาทิพย์สะท้อนว่าเมื่อเรื่องถึงชั้นศาลจะมีเจ้าหน้าที่รัฐพยายามเข้ามาพูดจาโน้มน้าวให้จำเลยยอมรับสารภาพเพื่อให้คดีจบลงโดยเร็ว รวมถึงมีจำเลยรายอื่นที่ยอมรับสารภาพไปแล้วมาช่วยพูดชักจูง ซึ่งตนเข้าใจดีและไม่ได้โกรธเคืองเพราะเข้าใจว่าทุกคนต่างตกเป็นเหยื่อของระบบนี้เช่นกัน สำหรับตนเองซึ่งอายุยังน้อยและต้องอยู่กับความไม่แน่นอนว่าตนเองจะต้องเดินเข้าเรือนจำวันไหนจึงส่งผลกระทบต่อการวางแผนอนาคตอย่างมาก โดยเฉพาะการมีประวัติอาชญากรรมติดตัวหลังจากเรียนจบซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงครอบครัวของผู้ถูกดำเนินคดีทุกคนด้วย
.
[การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์และโครงสร้าง: "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม" ที่ไม่เคยถูกฉีก]
.ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน สหรัฐอเมริกา และจำเลยคดี 6 ตุลา ได้ร่วมวิเคราะห์โดยเริ่มจากการชี้แจงว่าตนเองไม่ได้มาพูดแทนในฐานะผู้เคยโดนคดีมาตรา 112 ในอดีต เนื่องจากในคดีช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ตนถูกดำเนินคดีตาม พรบ. คอมมิวนิสต์ฯ และข้อหาอื่น ๆ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในกลุ่มนักศึกษาที่เดินทางไปพบ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น อย่างไรก็ดี จากประวัติศาสตร์พบว่านักศึกษาที่ถูกจับกุมภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะไม่ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 แต่ผู้ที่ถูกจับกุมจากภายนอกมหาวิทยาลัย เช่นบุญชาติ เสถียรธรรมมณี จะโดนข้อหามาตรา 112 พ่วงด้วย ทว่าเนื่องจากไม่ได้โดนข้อหาคอมมิวนิสต์ บุญชาติจึงได้ขึ้นพิจารณาคดีในศาลพลเรือนปกติ ต่างจากกลุ่มของตนที่โดนข้อหาคอมมิวนิสต์ซึ่งต้องขึ้นศาลทหาร
.
ธงชัยได้วิเคราะห์โครงสร้างศาลทหารไทยว่าเป็นการกระทำที่ผิดหลักการและ "ผิดฝาผิดตัว" อย่างยิ่ง เนื่องจากโดยสากลศาลทหารมีหน้าที่เพียงพิจารณาคดีทางวินัยของบุคลากรทหารเท่านั้น แต่ศาลทหารไทยกลับทำผิดวินัยเสียเองด้วยการนำพลเรือนเข้ามาดำเนินคดี ในยุคของตนประธานหัวหน้าองค์คณะสูงสุดของศาลทหารไม่มีความรู้ด้านกฎหมายเลย ส่วนผู้พิพากษาที่มีความรู้กฎหมายจริงกลับมียศเพียงนายพัน และอัยการเป็นเพียงผู้จบเนติฯ เวลาที่ประธานองค์คณะพิจารณาหรือพูดผิดข้อกฎหมายผู้พิพากษายังต้องหันมายิ้มให้กับตนในคอกจำเลย อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาทหารจากศาลทหารเหล่านั้นก็ได้มาร่วมงานรำลึก 6 ตุลา โดยเข้ามาพูดคุยในลักษณะให้เข้าใจบริบทว่าทำไปตามหน้าที่
.
ในแง่การเมืองเบื้องหลังการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลา ในปี พ.ศ. 2521 ธงชัยเผยว่ากระบวนการพิจารณาในศาลทหารเวลานั้นล่าช้ามาก ผ่านไป 1 ปีสืบพยานได้เพียงไม่กี่ปาก หากปล่อยให้กระบวนการเดินไปจนถึงศาลมีคำพิพากษาแล้วค่อยทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษก็คงต้องใช้เวลานานเกินไปหรือไม่ก็ต้องสั่งตัดพยานออกทั้งหมด สุดท้าย พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจึงเลือกใช้วิธีหักดิบออกกฎหมายนิรโทษกรรมท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสภา ซึ่งมีสมาชิกสภาบางกลุ่มรวมถึงวิมล เจียมเจริญหรือ "ทมยันตี" อดีตนักเขียนชื่อดัง เดินออกจากห้องประชุมเพื่อประท้วงเพราะรู้ว่าแพ้เสียงข้างมากของกลุ่ม พล.อ. เกรียงศักดิ์
.
ธงชัยระบุว่าในการแถลงข่าวเวลานั้น พล.อ. เกรียงศักดิ์ ต้องพูดด้วยความถ่อมตัวและพยายามย้ำว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเพื่อสื่อสารกับเบื้องบน เช่นเดียวกับลักษณะการแสดงความจงรักภักดีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในยุคหลัง ยิ่งไปกว่านั้นเหตุผลการนิรโทษกรรมในปี 2521 ยังเขียนตราหน้าว่าพวกตนเป็นฝ่ายผิดแต่ได้รับการให้อภัย และเป็นการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งให้กับผู้กระทำความรุนแรงต่อนักศึกษาจนบาดเจ็บล้มตายด้วย ซึ่งตนชื่นชมสุธรรม แสงประทุม แกนนำนักศึกษาในขณะนั้น ที่มีกาลเทศะในการตอบโต้กลับไปในเวลานั้นว่าพวกตนคือผู้บริสุทธิ์และไม่ได้ทำความผิด ต่างจากตนที่หากเลือกได้คงสวนกลับไปอย่างรุนแรงแล้ว แต่สุดท้ายต้องยอมกัดฟันเงียบไว้
.
นอกจากนี้ธงชัยได้ชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของมาตรา 112 ในมิติโครงสร้างกฎหมาย โดยอ้างอิงทฤษฎีของ ศ. ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อดีตศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ เรื่อง "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม" ว่าสถาบันกษัตริย์คือรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของไทยที่มีความสลักสำคัญยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรบนแผ่นกระดาษ สะท้อนจากประวัติศาสตร์ที่รัฐธรรมนูญกระดาษถูกฉีกและเปลี่ยนมาแล้วเกือบ 20 ฉบับ แต่กฎหมายอาญาที่ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันกษัตริย์แทบไม่เคยถูกแตะต้องหรือฉีกทิ้งเลยนับตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์
.
ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2499 ที่มีการปรับเปลี่ยนเลขมาตราจากมาตรา 98 และมาตรา 104 มาเป็นมาตรา 112 ในปัจจุบัน สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่ในอดีตสาระสำคัญของมาตรา 98 และ 104 มีเพียงฐานความผิด "หมิ่นประมาท" เท่านั้น ทว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นมาตรา 112 ได้มีการเพิ่มคำว่า "อาฆาตมาดร้าย" เข้าไป พร้อมทั้งย้ายกฎหมายข้อนี้ไประบุไว้ใน "หมวดความมั่นคงของราชอาณาจักร" ส่งผลให้การย้ายกลับมาอยู่ในหมวดหมิ่นประมาทปกติทำได้ยากยิ่ง และเปิดช่องให้บุคคลใดก็ได้สามารถเป็นผู้ฟ้องร้องดำเนินคดี และการเพิ่มโทษจาก 7 ปีเป็น 15 ปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาก็ยิ่งทำให้ได้ประกันตัวยากขึ้นเพราะเป็นโทษหนัก
.
ธงชัยสรุปว่าเมื่อบริบทภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ลดลง สถาบันกษัตริย์ได้รับการยกสถานะให้สูงขึ้น ส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมนี้เด่นชัดและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นผ่านความใกล้ชิดระหว่างกองทัพและราชสำนักที่แนบแน่นที่สุดนับตั้งแต่รัชสมัยของรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา ด้วยเหตุนี้ สภาพการณ์ในปัจจุบันจึงไม่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้เกิดการให้อภัยโทษในลักษณะเดียวกับยุค พล.อ. เกรียงศักดิ์ และทำให้งานขับเคลื่อนแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เป็นงานที่หนักหน่วงอย่างยิ่ง
.
(ทีมงาน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น