เปิดเบื้องหลังงบศาลยุติธรรม 2568 ปมค่าธรรมเนียมพุ่ง ค่าเอกสารแพง - ยกเครื่อง บยส. ลดโควตาเอกชน



วานนี้ (30 มิถุนายน 2569) ในการประชุมวุฒิสภา วาระการพิจารณารายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำนักงานศาลยุติธรรม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 ผมได้ร่วมอภิปรายตั้งข้อสังเกตและซักถามถึงการดำเนินงานของสำนักงานศาลยุติธรรมใน 3 ประเด็นสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชนและภาพลักษณ์ความเป็นกลางของศาล
.
ประเด็นแรกผมได้ตั้งข้อสังเกตถึงรายได้จากค่าธรรมเนียมศาลตามที่ปรากฏในรายงานงบแสดงผลการดำเนินงานฯ ซึ่งระบุว่าในปีงบประมาณ 2568 สำนักงานศาลยุติธรรมมีรายได้ส่วนนี้ 4,187.66 ล้านบาท ขณะที่ปี 2567 จัดเก็บได้ 3,867.05 ล้านบาท เท่ากับเพิ่มขึ้น 320.61 ล้านบาท หรือเกือบ 10%
.
เรื่องนี้แม้จะเข้าใจได้ว่าค่าธรรมเนียมศาลมีส่วนช่วยป้องกันการฟ้องร้องคดีแบบพร่ำเพรื่อเพื่อลดปัญหาคดีล้นศาล แต่ในอีกด้านหนึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้อาจกระทบต่อการตัดสินใจในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของประชาชน แม้จะมีช่องทางให้ผู้มีรายได้น้อยขอยกเว้นค่าธรรมเนียมได้แต่ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล จึงได้ตั้งคำถามไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมว่าได้มีการประเมินผลกระทบของการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นนี้ว่าส่งผลต่อต้นทุนและสิทธิในการฟ้องร้องคดีของประชาชนหรือไม่
.
ประเด็นต่อมาเป็นการติดตามข้อซักถามจากการพิจารณารายงานเมื่อปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียมการคัดถ่ายเอกสารในคดีซึ่งปัจจุบันศาลจัดเก็บอยู่ที่หน้าละ 3 บาท ในขณะที่ราคาการถ่ายเอกสารตามร้านค้าทั่วไปในท้องตลาดอยู่ที่ประมาณ 0.25 - 0.50 บาทต่อหน้าเท่านั้น เท่ากับว่าศาลเก็บแพงกว่าท้องตลาดถึง 6-10 เท่า กรณีนี้ผมได้ทวงถามความคืบหน้าจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมซึ่งเคยชี้แจงและรับปากไว้เมื่อปีที่แล้วว่าจะนำเรื่องความเหมาะสมของอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวไปพิจารณา ว่าปัจจุบันมีความคืบหน้าหรือมีการดำเนินการอย่างไรไปแล้วบ้าง
.
ประเด็นสุดท้ายผมได้ติดตามความคืบหน้าการปรับปรุงหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) ซึ่งเป็นประเด็นที่คนในกระบวนการยุติธรรมเองเคยออกมาทักท้วง โดยอ้างอิงจากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้พิพากษากว่า 1,455 ท่าน ที่ร้อยละ 87 มองว่าหลักสูตรดังกล่าวอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความเป็นกลางของศาล
.
ทั้งนี้แม้เมื่อปีที่แล้วทางกรรมการหลักสูตรจะออกมายืนยันความจำเป็นในการดำเนินการต่อแต่ก็รับปากว่าจะไม่หยุดปรับปรุงหลักสูตร โดยชี้แจงว่าได้มีการคัดกรองให้มีสัดส่วนของตุลาการและเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มขึ้นและลดสัดส่วนของภาคเอกชนลง ซึ่งจากการตรวจสอบรายชื่อผู้เข้ารับการอบรมพบว่าลดลงจริง โดยในรุ่นที่ 29 (ปี 2567) มีสัดส่วนภาคเอกชนประมาณ 40 คนจาก 109 คน และในรุ่นที่ 30 (ปี 2568) ลดเหลือเพียง 12 คนจาก 90 คน
.
อย่างไรก็ตามแม้สัดส่วนจะลดลงแต่ก็ยังมีผู้แทนจากบริษัทเอกชนบางแห่งที่ส่งคนเข้ามาอบรมอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ ผมจึงได้ตั้งคำถามว่านอกเหนือจากการลดสัดส่วนแล้วทางผู้จัดหลักสูตรได้มีการปรับปรุงกระบวนการหรือมีมาตรการป้องกันข้อครหาเรื่องดุลพินิจและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง
.
ด้านธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ชี้แจงการอภิปรายของผมกรณีรายได้ค่าธรรมเนียมศาลที่เพิ่มขึ้นกว่า 300 ล้านบาทว่าเป็นตัวเลขที่แปรผันตามปริมาณคดีและมูลค่าทุนทรัพย์ที่เพิ่มสูงขึ้นในรอบปี โดยส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่และภาคธุรกิจที่ยื่นฟ้องร้องจากความเสียหายในเชิงพาณิชย์ ซึ่งคดีลักษณะนี้มีทุนทรัพย์สูงส่งผลให้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขกฎหมาย จึงอาจแยกแยะได้ยากว่าเป็นสัดส่วนของภาคประชาชนทั่วไปเท่าใด แต่ยืนยันว่าเป็นไปตามกลไกปริมาณคดีภาคธุรกิจ
.
ส่วนกรณีค่าคัดถ่ายเอกสารหน้าละ 3 บาทนั้นสังคมยังมีความเข้าใจที่สับสนในเรื่องนี้ อัตราหน้าละ 3 บาทไม่ใช่การเดินไปถ่ายสำเนาเอกสารจากเล่มสำนวนในศาล แต่เป็น "ค่าบริการสั่งพิมพ์ (ปริ้นท์) เอกสารคำฟ้องและคำคู่ความ" ที่คู่ความส่งผ่านระบบออนไลน์ (e-Filing) ซึ่งศาลต้องเป็นผู้จัดพิมพ์เพื่อนำส่งให้อีกฝ่าย หากคู่ความยื่นฟ้องผ่านระบบ e-Filing ตั้งแต่ต้นจะไม่มีต้นทุนในการจัดเตรียมเอกสารส่วนนี้เลย แต่หากให้ศาลจัดการให้ศาลจำเป็นต้องจ้างผู้ให้บริการภายนอก (Outsource) เข้ามาดำเนินการเนื่องจากศาลไม่มีศักยภาพจัดทำเองทั้งหมด อย่างไรก็ตามศาลก็รับฟังข้อสังเกตและพยายามตรึงราคานี้ไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ
.
สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมชี้แจงว่าโครงสร้างกรรมการบริหารหลักสูตรประกอบด้วยประธานศาลฎีกาและผู้บริหารระดับสูงจากทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงภาคีภายนอก เช่น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและนายกสภาทนายความ ร่วมกำกับดูแล
.
ในส่วนของข้อวิจารณ์ ศาลได้นำมาปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรมใน บยส. รุ่นที่ 30 โดยปรับลดโควตาภาคเอกชน (ซึ่งศาลมองเป็นตัวแทนภาคประชาชนในระบบเศรษฐกิจ) ลงจนเหลือสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับอดีต รวมถึงปรับรูปแบบการเรียนการสอนโดยเปิดระบบออนไลน์ให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าฟังคำบรรยายและเข้าดูเวทีเสวนาวิชาการย้อนหลังได้ ซึ่งบางวันมีผู้เข้าชมมากกว่า 10,000 คน และมุ่งเน้นหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน โดยเพิ่มเนื้อหาด้านการแพทย์และความมั่นคง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

การทำ #ประชามติ เห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เหมือนตีเช็คเปล่า จริงหรือไม่?