เสวนา “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” #1: ถอดบทเรียนนิรโทษกรรมอดีต เปรียบเทียบความต่างการเมืองร่วมสมัย
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ที่ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดกิจกรรม “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” โดยช่วงแรกเป็นการฉายภาพยนตร์สารคดี “นิรโทษกรรม จำเลยคดี 6 ตุลา” พร้อมเปิดเวทีเสวนาหลังชมภาพยนตร์ โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา ได้แก่ ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และวิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ อดีตผู้ร่วมแสดงละครล้อการเมืองก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาและอดีตผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา ดำเนินรายการโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
.
วิโรจน์บอกเล่าถึงประสบการณ์ช่วงที่ถูกคุมขังในคุกบางขวางร่วมกับจำเลยคดี 6 ตุลา 2519 คนอื่น ๆ รวมถึง ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ซึ่งถูกแยกขังออกจากนักโทษทั่วไปเพื่อป้องกันการปลุกระดม ต่อมาหลังเกิดกบฏ 26 มีนาคม 2520 มีนายทหารและบุคคลสำคัญที่ร่วมก่อกบฏถูกนำมาคุมขังด้วย เช่น พล.อ. ฉลาด หิรัญศิริ และ พ.ท. สนั่น ขจรประศาสน์ โดยวิโรจน์เล่าว่า พล.อ. ฉลาดเคยเปรยกับตนว่ารัฐบาลทหารจะไม่เก็บตนไว้นาน เพราะทหารจะไม่ฆ่าทหาร แต่เมื่อ พล.อ. ฉลาดฆ่าทหารไปแล้วก็ต้องโดนประหาร ซึ่งต่อมา พล.อ.ฉลาดก็ถูกนำตัวไปประหารชีวิตจริง ๆ
.
ต่อมาในปี 2521 เมื่อมีข่าวลือว่าจะมีการปล่อยตัว ผู้คุมได้ให้ญาติเตรียมเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน หลังจากได้รับการปล่อยตัว พิชัย วาศนาส่ง หนึ่งในผู้ร่วมก่อการกบฏ 26 มีนาคมได้เดินมาบอกกับตนว่าเช้าวันรุ่งขึ้นให้เข้าพบประธานคณะปฏิรูปฯ หรือนายกรัฐมนตรี
.
วิโรจน์ให้ความเห็นว่าทหารในยุคนั้นมีความฉลาดและมีปัญญาทางการเมืองในการควบคุมสถานการณ์ เบื้องหลังของ พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ที่ขับเคลื่อนเรื่องการนิรโทษกรรมแท้จริงแล้วคือ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งกำลังจะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกในปลายปีนั้น โดยในกองทัพสมัยนั้นแบ่งออกเป็น “สายเหยี่ยว” ที่ต้องการกำจัดทุกคนให้หมด และ “สายพิราบ” ที่ต้องการนำนักศึกษากลับเข้าเมือง ซึ่งในที่สุดฝ่ายพิราบเป็นฝ่ายชนะทำให้สามารถหยุดยั้งทฤษฎีโดมิโนไม่ให้ไทยล้มตามประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเวียดนามได้
.
วิโรจน์กล่าวทิ้งท้ายว่าคนที่อยู่ในคุกคือแรงกดดัน ตอนที่ พล.อ. เปรมยังอยู่ตนก็เคยอธิษฐานอยากให้ พล.อ. เปรมมีสติปัญญาทำแบบเดียวกันอีกครั้งเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อโลก วันนี้ตนก็อยากเห็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีสติปัญญาและมีความกล้าหาญทางการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้งเช่นกัน
.
ด้านชัยธวัชได้เปรียบเทียบความแตกต่างของการนิรโทษกรรมคดีการเมืองในอดีตกับปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่าในปี 2521 พรบ.นิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาสามารถผ่านสภา 3 วาระรวด และ พล.อ. เกรียงศักดิ์ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ทันที แม้เอกสารประวัติศาสตร์จะระบุว่าสัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้น ทำหนังสือถึงภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการ แล้วภาวาสแจ้งกลับมาว่าในหลวงมีพระราชปรารภให้รีบตัดสินลงโทษแล้วขอพระราชทานอภัยโทษเพื่อความรวดเร็ว ไม่ให้คดียืดเยื้อจนฝ่ายตรงข้ามใช้ศาลเป็นเวที “เขย่าการเมือง” ก็ตาม แต่ท้ายที่สุด พล.อ. เกรียงศักดิ์ก็เลือกที่จะเสี่ยงทุบโต๊ะออกเป็นกฎหมายนิรโทษกรรม
.
ชัยธวัชได้วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้บริบทในอดีตและปัจจุบันแตกต่างกัน ประการแรกคือโจทย์หลักของผู้มีอำนาจและอุดมการณ์ที่เปลี่ยนไป ข้อหาในคดี 6 ตุลาแม้จะเริ่มจาก ม.112 แต่ข้อหาหลักคือ “การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” โจทย์ของผู้มีอำนาจในขณะนั้นคือต้องการเอาชนะสงครามคอมมิวนิสต์ เมื่อรัฐบาลขวาจัดของธานินทร์ กรัยวิเชียรดำเนินนโยบายตึงเครียด จับกุมคนไปกว่า 8,000 คน จนกลายเป็นการผลักคนเข้าป่าและเสี่ยงเกิดสงครามกลางเมือง กองทัพสายพิราบจึงต้องทำรัฐประหารและใช้นิรโทษกรรมเป็นกุศโลบายทางการเมืองเพื่อดึงคนออกจากป่าและตัดกำลังคอมมิวนิสต์
.
แต่ปัจจุบันชนชั้นนำไม่ได้สู้กับคอมมิวนิสต์ แต่ต้องการควบคุม “ความรู้สึกนึกคิดใหม่ ๆ ในสังคม” ที่เกิดขึ้นหลังปี 2560 ในภาวะที่อุดมการณ์จารีตแบบเดิมเสื่อมถอยลง ชนชั้นนำจึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางกฎหมายและอำนาจรัฐอย่าง ม.112 ในการกดปราบและควบคุมสังคม
.
ประการต่อมาคือดุลอำนาจระหว่างกองทัพกับสถาบันกษัตริย์เอื้อให้ผู้นำทหารกล้าตัดสินใจทางการเมือง แต่ในปัจจุบันดุลอำนาจได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติ กองทัพ หรือฝ่ายความมั่นคงไม่มีใครกล้าทุบโต๊ะให้นิรโทษกรรม ม.112 เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีหรือเซาะกร่อนบอนทำลายสถาบันฯ
.
ประการสุดท้าย ปัจจุบัน ม.112 ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่คุ้มครองพระประมุขจากการดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายเหมือนในอดีต แต่ถูกนำมาใช้ในทางการเมืองอย่างเข้มข้นผ่านคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญและศาลอาญาที่นำ ม.112 ไปผูกโยงกับรัฐธรรมนูญ ม.6 เพื่อสร้างสถานะ “ศักดิ์สิทธิ์อันละเมิดมิได้” หากใครไปแตะต้องหรือเสนอแก้ไขก็จะถูกตีความทันทีว่าเป็นการท้าทายหรือล้มล้างการปกครองดังที่เห็นชัดเจนในคดียุบพรรคก้าวไกล
.
ชัยธวัชกล่าวทิ้งท้ายว่าสภาพการณ์ตอนนี้ห่างไกลจากยุค 6 ตุลา 2519 มาก อย่าว่าแต่ยกเลิก ม.112 เลย แม้แต่นิรโทษกรรม ม.112 ก็ไม่มีพรรคการเมืองไหนกล้าแตะ สภาพแบบนี้ทำให้ทุกคนต้องสวมบทบาทเอาตัวรอดไปวัน ๆ โดยไม่สนใจอนาคตของระบอบประชาธิปไตย
.
ในตอนท้ายวิโรจน์ได้เสริมประเด็นเรื่องแรงกดดันจากต่างประเทศ โดยระบุว่า ในปี 2521 ประเทศไทยมีมหามิตรคือสหรัฐอเมริกา ซึ่งในยุคของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิมนุษยชนอย่างมาก ถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเยี่ยมนักโทษการเมืองในเรือนจำ กดดันให้รัฐบาลไทยต้องยอมทำตามเพื่อรักษาภาพลักษณ์ในเวทีโลก
.
ทว่าในปัจจุบันบริบทภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป มหามิตรหลักของรัฐบาลไทยกลายเป็นประเทศจีนและรัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีมาตรฐานและการให้คุณค่าในเรื่องสิทธิมนุษยชนต่ำ ทำให้แรงกดดันจากภายนอกประเทศที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการปล่อยตัวนักโทษการเมืองในปัจจุบันแทบจะไม่มีน้ำหนักเพียงพอเมื่อเทียบกับในอดีต
.
(ทีมงาน)
[ย้อนความทรงจำ "คุกบางขวาง" และเบื้องหลังสายพิราบในกองทัพ ]
.วิโรจน์บอกเล่าถึงประสบการณ์ช่วงที่ถูกคุมขังในคุกบางขวางร่วมกับจำเลยคดี 6 ตุลา 2519 คนอื่น ๆ รวมถึง ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ซึ่งถูกแยกขังออกจากนักโทษทั่วไปเพื่อป้องกันการปลุกระดม ต่อมาหลังเกิดกบฏ 26 มีนาคม 2520 มีนายทหารและบุคคลสำคัญที่ร่วมก่อกบฏถูกนำมาคุมขังด้วย เช่น พล.อ. ฉลาด หิรัญศิริ และ พ.ท. สนั่น ขจรประศาสน์ โดยวิโรจน์เล่าว่า พล.อ. ฉลาดเคยเปรยกับตนว่ารัฐบาลทหารจะไม่เก็บตนไว้นาน เพราะทหารจะไม่ฆ่าทหาร แต่เมื่อ พล.อ. ฉลาดฆ่าทหารไปแล้วก็ต้องโดนประหาร ซึ่งต่อมา พล.อ.ฉลาดก็ถูกนำตัวไปประหารชีวิตจริง ๆ
.
ต่อมาในปี 2521 เมื่อมีข่าวลือว่าจะมีการปล่อยตัว ผู้คุมได้ให้ญาติเตรียมเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน หลังจากได้รับการปล่อยตัว พิชัย วาศนาส่ง หนึ่งในผู้ร่วมก่อการกบฏ 26 มีนาคมได้เดินมาบอกกับตนว่าเช้าวันรุ่งขึ้นให้เข้าพบประธานคณะปฏิรูปฯ หรือนายกรัฐมนตรี
.
วิโรจน์ให้ความเห็นว่าทหารในยุคนั้นมีความฉลาดและมีปัญญาทางการเมืองในการควบคุมสถานการณ์ เบื้องหลังของ พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ที่ขับเคลื่อนเรื่องการนิรโทษกรรมแท้จริงแล้วคือ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งกำลังจะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกในปลายปีนั้น โดยในกองทัพสมัยนั้นแบ่งออกเป็น “สายเหยี่ยว” ที่ต้องการกำจัดทุกคนให้หมด และ “สายพิราบ” ที่ต้องการนำนักศึกษากลับเข้าเมือง ซึ่งในที่สุดฝ่ายพิราบเป็นฝ่ายชนะทำให้สามารถหยุดยั้งทฤษฎีโดมิโนไม่ให้ไทยล้มตามประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเวียดนามได้
.
วิโรจน์กล่าวทิ้งท้ายว่าคนที่อยู่ในคุกคือแรงกดดัน ตอนที่ พล.อ. เปรมยังอยู่ตนก็เคยอธิษฐานอยากให้ พล.อ. เปรมมีสติปัญญาทำแบบเดียวกันอีกครั้งเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อโลก วันนี้ตนก็อยากเห็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีสติปัญญาและมีความกล้าหาญทางการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้งเช่นกัน
.
[ ทำไมอดีตนิรโทษกรรมได้ แต่ปัจจุบัน "ม.112" กลายเป็นสิ่งต้องห้าม ]
.ด้านชัยธวัชได้เปรียบเทียบความแตกต่างของการนิรโทษกรรมคดีการเมืองในอดีตกับปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่าในปี 2521 พรบ.นิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาสามารถผ่านสภา 3 วาระรวด และ พล.อ. เกรียงศักดิ์ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ทันที แม้เอกสารประวัติศาสตร์จะระบุว่าสัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้น ทำหนังสือถึงภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการ แล้วภาวาสแจ้งกลับมาว่าในหลวงมีพระราชปรารภให้รีบตัดสินลงโทษแล้วขอพระราชทานอภัยโทษเพื่อความรวดเร็ว ไม่ให้คดียืดเยื้อจนฝ่ายตรงข้ามใช้ศาลเป็นเวที “เขย่าการเมือง” ก็ตาม แต่ท้ายที่สุด พล.อ. เกรียงศักดิ์ก็เลือกที่จะเสี่ยงทุบโต๊ะออกเป็นกฎหมายนิรโทษกรรม
.
ชัยธวัชได้วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้บริบทในอดีตและปัจจุบันแตกต่างกัน ประการแรกคือโจทย์หลักของผู้มีอำนาจและอุดมการณ์ที่เปลี่ยนไป ข้อหาในคดี 6 ตุลาแม้จะเริ่มจาก ม.112 แต่ข้อหาหลักคือ “การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” โจทย์ของผู้มีอำนาจในขณะนั้นคือต้องการเอาชนะสงครามคอมมิวนิสต์ เมื่อรัฐบาลขวาจัดของธานินทร์ กรัยวิเชียรดำเนินนโยบายตึงเครียด จับกุมคนไปกว่า 8,000 คน จนกลายเป็นการผลักคนเข้าป่าและเสี่ยงเกิดสงครามกลางเมือง กองทัพสายพิราบจึงต้องทำรัฐประหารและใช้นิรโทษกรรมเป็นกุศโลบายทางการเมืองเพื่อดึงคนออกจากป่าและตัดกำลังคอมมิวนิสต์
.
แต่ปัจจุบันชนชั้นนำไม่ได้สู้กับคอมมิวนิสต์ แต่ต้องการควบคุม “ความรู้สึกนึกคิดใหม่ ๆ ในสังคม” ที่เกิดขึ้นหลังปี 2560 ในภาวะที่อุดมการณ์จารีตแบบเดิมเสื่อมถอยลง ชนชั้นนำจึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางกฎหมายและอำนาจรัฐอย่าง ม.112 ในการกดปราบและควบคุมสังคม
.
ประการต่อมาคือดุลอำนาจระหว่างกองทัพกับสถาบันกษัตริย์เอื้อให้ผู้นำทหารกล้าตัดสินใจทางการเมือง แต่ในปัจจุบันดุลอำนาจได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติ กองทัพ หรือฝ่ายความมั่นคงไม่มีใครกล้าทุบโต๊ะให้นิรโทษกรรม ม.112 เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีหรือเซาะกร่อนบอนทำลายสถาบันฯ
.
ประการสุดท้าย ปัจจุบัน ม.112 ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่คุ้มครองพระประมุขจากการดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายเหมือนในอดีต แต่ถูกนำมาใช้ในทางการเมืองอย่างเข้มข้นผ่านคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญและศาลอาญาที่นำ ม.112 ไปผูกโยงกับรัฐธรรมนูญ ม.6 เพื่อสร้างสถานะ “ศักดิ์สิทธิ์อันละเมิดมิได้” หากใครไปแตะต้องหรือเสนอแก้ไขก็จะถูกตีความทันทีว่าเป็นการท้าทายหรือล้มล้างการปกครองดังที่เห็นชัดเจนในคดียุบพรรคก้าวไกล
.
ชัยธวัชกล่าวทิ้งท้ายว่าสภาพการณ์ตอนนี้ห่างไกลจากยุค 6 ตุลา 2519 มาก อย่าว่าแต่ยกเลิก ม.112 เลย แม้แต่นิรโทษกรรม ม.112 ก็ไม่มีพรรคการเมืองไหนกล้าแตะ สภาพแบบนี้ทำให้ทุกคนต้องสวมบทบาทเอาตัวรอดไปวัน ๆ โดยไม่สนใจอนาคตของระบอบประชาธิปไตย
.
ในตอนท้ายวิโรจน์ได้เสริมประเด็นเรื่องแรงกดดันจากต่างประเทศ โดยระบุว่า ในปี 2521 ประเทศไทยมีมหามิตรคือสหรัฐอเมริกา ซึ่งในยุคของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิมนุษยชนอย่างมาก ถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเยี่ยมนักโทษการเมืองในเรือนจำ กดดันให้รัฐบาลไทยต้องยอมทำตามเพื่อรักษาภาพลักษณ์ในเวทีโลก
.
ทว่าในปัจจุบันบริบทภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป มหามิตรหลักของรัฐบาลไทยกลายเป็นประเทศจีนและรัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีมาตรฐานและการให้คุณค่าในเรื่องสิทธิมนุษยชนต่ำ ทำให้แรงกดดันจากภายนอกประเทศที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการปล่อยตัวนักโทษการเมืองในปัจจุบันแทบจะไม่มีน้ำหนักเพียงพอเมื่อเทียบกับในอดีต
.
(ทีมงาน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น