ถกแถลง “จากขยะสู่ทรัพยากร” เปิดแผลนโยบายโรงไฟฟ้าขยะไทย สู่ทางออกปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน
เมื่อวันวานนี้ (23 กรกฎาคม 2569) ที่ห้อง 105 และ 402 อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ร่วมกับคณะกรรมาธิการการที่ดินฯ สภาผู้แทนราษฎร ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม และผู้ได้รับผลกระทบจากพื้นที่จริง เพื่อสะท้อนวิกฤตการณ์การจัดการขยะของประเทศไทย จัดเสวนาในหัวข้อ “จากขยะสู่ทรัพยากร: ธรรมาภิบาลโรงไฟฟ้าขยะ และการขับเคลื่อนกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนของไทย”
.
การเสวนาครั้งนี้ได้เผยให้เห็นข้อเท็จจริงอันน่าตระหนกเกี่ยวกับนโยบายการผลักดันโรงไฟฟ้าขยะในไทยที่ขาดธรรมาภิบาล ซ้ำยังลิดรอนการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะเดียวกันก็ได้นำเสนอทางออกด้วยบทเรียนจากต่างประเทศ พร้อมการเปิดตัวร่างกฎหมายจัดการขยะและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนจำนวน 4 ฉบับเพื่อมุ่งปฏิรูปโครงสร้างเชิงนโยบายสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ
.
[เปิดแผลช่องโหว่กฎหมาย: ผลพวง คสช. และแผน PDP ที่บิดเบือนการจัดการขยะ]
.ในช่วงแรกของการเสวนาเป็นการนำเสนอผลการศึกษาของ กมธ. โดยสุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ได้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาขยะเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นจริง แต่การแก้ไขด้วยการผลักดันโรงไฟฟ้าขยะเริ่มขึ้นอย่างมากในยุค คสช. เมื่อปี 2557 เพื่อหวังแก้ปัญหาขยะล้นเมือง ทว่าแทนที่จะเน้นการลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทางรัฐกลับเลือกวิธีสร้างโรงไฟฟ้าขยะซึ่งกลายเป็นผู้สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเสียเอง
.
สุภาภรณ์ระบุเพิ่มเติมว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 นำมาสู่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยขาดการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ก่อนออกนโยบายสนับสนุนโรงไฟฟ้าขยะ ซ้ำร้ายยังมีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เพื่อยกเลิกการบังคับใช้ผังเมือง ทำให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้าขยะที่ใดก็ได้ อีกทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังออกประกาศยกเว้นให้โรงไฟฟ้าขยะทุกขนาดไม่ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งเป็นการตัดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนออกอย่างสิ้นเชิง
.
นอกจากนี้การร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทยและท้องถิ่นได้กำหนดเกณฑ์ระยะห่างโรงไฟฟ้าขยะจากพื้นที่อยู่อาศัยไว้เพียง 300 เมตร ส่งผลให้เกิดการตั้งโรงไฟฟ้าขยะขึ้นกลางชุมชน อีกทั้งการศึกษายังกระทำในภาพรวมโดยละเลยรายละเอียดพื้นที่จริง ขณะที่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นก็ลดระดับลงเหลือเพียงการติดประกาศแล้วรอให้ชาวบ้านคัดค้านเอง ทำให้ประชาชนมักมารู้ตัวในขั้นตอนทำรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (CoP) ซึ่งมีความเข้มงวดน้อยกว่า EIA
.
ขณะเดียวกันการนำโรงไฟฟ้าขยะไปบรรจุในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ยังเปลี่ยนเจตนาจากการ “ใช้โรงไฟฟ้าเพื่อจัดการขยะ” ไปเป็นการ “ผลิตไฟฟ้าเพื่อขาย” คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เองก็ขาดผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบรายงาน CoP สุภาภรณ์จึงเสนอให้โรงไฟฟ้าขยะทุกขนาดต้องทำ EIA นำโรงไฟฟ้าขยะออกจากแผน PDP และทบทวนกฎหมายผังเมืองทันที
.
[ถอดบทเรียนต่างประเทศ: เมื่อ "โรงไฟฟ้าขยะ" ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย]
.ด้านณัฐชยา พิเชฐสัทธา นักกฎหมายสิ่งแวดล้อมและสมาชิกคณะทำงานของ กมธ. ได้เปิดเผยผลศึกษากรณีต่างประเทศ โดยระบุว่ารัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สั่งปิดโรงไฟฟ้าขยะแล้วเนื่องจากปัญหาความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม หลังพบว่าโรงไฟฟ้ามักไปตั้งในชุมชนเปราะบางและส่งผลให้เด็กป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น กระทั่งปี 2022 แคลิฟอร์เนียได้ออกกฎหมายบังคับให้การสร้างโรงไฟฟ้าขยะเป็นทางเลือกสุดท้าย ยกเลิกการนับไฟฟ้าจากขยะเป็นพลังงานสะอาด ตัดลดงบประมาณอุดหนุนโรงไฟฟ้าขยะและนำไปหนุนการลดปริมาณขยะ การรีไซเคิล และการจัดการหลุมฝังกลบแทน
.
สำหรับไต้หวันต้องเผชิญการต่อต้านจากประชาชนจนสร้างโรงไฟฟ้าได้เพียง 19 แห่งและถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่คุ้มค่าในการปรับปรุง แต่ไต้หวันมีกฎหมายควบคุมสารไดออกซินเข้มงวด ต้องติดกล้องวงจรปิดส่องคุณภาพขยะก่อนเผา และมีการเก็บค่าชดเชยจ่ายคืนให้ชุมชนรอบพื้นที่
.
ขณะที่ญี่ปุ่นแม้นำขยะกว่าร้อยละ 80 ไปเผาแต่สามารถลดสารไดออกซินได้ถึงร้อยละ 90 เนื่องจากญี่ปุ่นใช้การคัดแยกขยะเผาได้อย่างละเอียดควบคู่กันไป เน้นยุบรวมโรงไฟฟ้าขนาดเล็กให้เป็นขนาดกลางและใหญ่ มีการตรวจวัดมลพิษและเปิดเผยต่อสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นตั้งค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมของตนเองให้สูงกว่ามาตรฐานส่วนกลางได้
.
สุภาภรณ์และณัฐชยาสรุปตรงกันว่าต่างประเทศมีการคัดแยกขยะก่อนนำไปเผาเสมอ อีกทั้งท้องถิ่นในต่างประเทศยังมีอำนาจต่อรองสูง ซึ่งแตกต่างจากโครงสร้างของประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง
.
[ข้อพิพาทพื้นที่จริง และปัญหากับดักนโยบาย]
.ในเสวนาช่วงที่สองซึ่งดำเนินรายการโดยศลิษา ไตรพิพิธสิริวัฒน์ จากมูลนิธิความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (EJF) ได้เปิดเสียงสะท้อนความทุกข์ร้อนจากรัศมี หงษาบุตร ตัวแทนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้า ต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ซึ่งระบุว่าโครงการโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ไร้ธรรมาภิบาลตั้งแต่งานรับฟังความคิดเห็นที่เลือกเฉพาะพวกพ้องมาเข้าร่วม มีการย้ายพื้นที่มาตั้งใกล้ลำห้วยและติดโบราณสถานสำคัญ แม้ยังไม่อนุมัติใบอนุญาตก็ขุดบ่อดินสูงจนน้ำชะลงนาข้าวชาวบ้าน อีกทั้ง ต.เชียงหวางมีขยะไม่มากถึงขั้นไม่มีบ่อขยะอยู่เลย แต่กลับต้องรับขยะจากนอกพื้นที่เข้ามาเผา
.
วีรยุทธ สร้อยทอง ประธานคณะอนุ กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา เผยว่า เรื่องร้องเรียนในอนุ กมธ. ตลอด 2 ปีเป็นเรื่องขยะและโรงไฟฟ้าขยะถึงร้อยละ 30 กรณี ต.เชียงหวางสะท้อนปัญหาธรรมาภิบาลได้ชัดเจน การที่แผน PDP ล็อกเป้าสร้างโรงไฟฟ้าขยะให้ได้ 900 MW หรือราว 90 โรงถือเป็น "กับดักนโยบาย" ที่ชี้ให้นักลงทุนมาทำธุรกิจเผาขยะ ส่งผลให้พลังงานล้นระบบและประชาชนต้องแบกค่าไฟแพงขึ้น
.
ขณะที่ รศ. ดร.อวัสดา พงศ์พิพัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรงไฟฟ้าและสารไดออกซินจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ชี้ว่าโรงไฟฟ้าขยะที่ดีควรรับขยะ 400–500 ตันต่อวัน ซึ่งต้องใช้ประชากรสูงถึง 5 แสนคน ด้วยประสิทธิภาพการผลิตแล้วการบีบให้ใช้ขยะชุมชนผลิตไฟฟ้าให้ได้ 900 MW จึงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าตนเป็นนักวิชาการตรงสายแต่กลับไม่เคยได้รับแต่งตั้งให้เข้าร่วมคณะกรรมการพิจารณาโรงไฟฟ้าขยะของภาครัฐเลย
.
ถัดมาเป็นช่วงแลกเปลี่ยนในวงเสวนา โดย รศ. ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ เปิดเผยว่าโรงงานมักลดขนาดจาก 10 MW เหลือ 9.9 MW เพื่อเลี่ยงการทำ EIA และมีผู้ฟังจาก จ.สมุทรปราการ ที่ร้องเรียนเรื่องการลักลอบนำขยะ 2.5–3 พันตันต่อวันมาฝังกลบในพื้นที่ป่าชายเลน ต.บางบ่อ รวมถึงผู้ฟังจาก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่คัดค้านการขนส่งขยะไกล 170 กม. เข้ามาเผาในพื้นที่สีเขียว
.
[ทางออกยั่งยืน: ผนึกกำลังดันร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน 4 ฉบับ]
.ช่วงสุดท้ายของการเสวนา นำโดยณัฐชยา พิเชฐสัทธา คณะทำงาน และนันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ เยาวชนนักสื่อสารสิ่งแวดล้อม ได้ฉายภาพวิกฤตขยะไทยที่มีมากถึง 27 ล้านตันต่อปี โดยบ่อขยะและเตาเผากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ มีถึงร้อยละ 97 ที่จัดการไม่ถูกต้อง เวทีจึงได้ร่วมพิจารณา ร่าง พรบ. จัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียนจำนวน 4 ฉบับ เพื่อทางออก ได้แก่
- ร่าง พรบ. บริหารจัดการขยะและหมุนเวียนทรัพยากร เสนอโดย ดร.พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส. พรรคประชาชน มุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริหารขยะทั้งประเทศ ตั้งมาตรฐานกลางให้ อปท. ทำตาม ใช้ลำดับขั้นจัดการขยะ และใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ดึงผลิตภัณฑ์ความเสี่ยงสูง เช่น แบตเตอรี่ EV กลับมาใช้ใหม่
.
- ร่าง พรบ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน เสนอโดย ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองขยะเป็นทรัพยากร เน้นใช้หลักขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) บังคับผู้ผลิตจ่ายเงินตามปริมาณขยะเพื่อหนุนท้องถิ่น จัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียน และยกระดับการทำงานของซาเล้งร้านรับซื้อของเก่า
.
- ร่าง พรบ. บริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน ฉบับประชาชน เสนอโดย ศุภณัฐ บุญสด สถาบันพระปกเกล้า เน้นกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น สร้าง "สภาเมือง" ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ประชาชนไม่ให้ถูกฟ้องคดี (Anti-SLAPP) และลงโทษผู้ก่อมลพิษตามฐานะเพื่อป้องกันการฟอกเขียว
.
- ร่าง พรบ. การจัดการบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน เสนอโดย ทวีชัย เจียรนัยขจร กรมควบคุมมลพิษ มุ่งอุดช่องโหว่กฎหมายเดิมที่ห้าม อปท. ทำรีไซเคิล พร้อมเผยแผนแก้กฎหมายภาษีเพื่อยกเลิกการเก็บ VAT 7% จากการบริจาคอาหารส่วนเกิน
.
วิทยากรทุกท่านเห็นพ้องว่าสมควรนำร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาพร้อมกันเพื่อรวมข้อดีเข้าด้วยกัน และสรุปทิ้งท้ายร่วมกันว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเลิกแก้ปัญหาแบบ "ย้ายขยะไปไว้หลังบ้านคนอื่น" แล้วหันมาสร้างธรรมาภิบาล ส่งเสริมการคัดแยกขยะจากต้นทาง และใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชน
.
(ทีมงาน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น