‘เทวฤทธิ์’ ถาม ‘ภราดร’ ตอบ - เปิดเบื้องหลังงบโอนหดเหลือหมื่นล้าน ยันอุดรูรั่วโปร่งใส ไม่ใช้เพื่อการเมือง



 
วันนี้ (6 กรกฎาคม 2569) ในการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วนั้น ผมได้อภิปรายตั้งคำถามและแสดงข้อกังวลต่อร่างกฎหมายดังกล่าวในหลายประเด็น โดยเริ่มจากการตั้งข้อสังเกตเรื่องกรอบวงเงินงบประมาณที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากการติดตามข้อมูลตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงการคลังเคยคาดการณ์วงเงินที่จะเข้าสู่กระบวนการโอนงบประมาณไว้สูงถึงประมาณ 84,000 ล้านบาท แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป 3 เดือนวงเงินที่นำมาโอนกลับเหลือเพียงประมาณ 10,000 ล้านบาท จึงเกิดข้อสงสัยว่าเม็ดเงินจำนวนมากหลุดร่วงหรือหายไปในขั้นตอนใด และต้องการให้รัฐมนตรีผู้เสนอร่างกฎหมายช่วยชี้แจงในประเด็นนี้
.
นอกจากนี้ผมยังได้ให้ความสำคัญกับสัดส่วนของงบประมาณที่ถูกดึงมาโอนในครั้งนี้ โดยพบว่าเกือบทั้งหมดหรือคิดเป็นร้อยละ 93 จากยอดรวมหมื่นกว่าล้านบาทเป็นงบลงทุน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 9,600 ล้านบาท ซึ่งงบลงทุนนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านตัวทวีคูณในระบบ เงินจำนวนมากที่ถูกดึงกลับมานี้จึงนำมาสู่คำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเลือกดึงงบลงทุนในสัดส่วนที่สูงมากขนาดนี้ หรือเป็นเพราะว่าในช่วงเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา โครงการลงทุนต่าง ๆ เกิดความล่าช้าในการเบิกจ่าย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นรัฐบาลได้มีการทบทวน ตรวจสอบ หรือหาสาเหตุที่แท้จริงของความล่าช้าดังกล่าวแล้วหรือไม่
.
ส่วนปลายทางของงบประมาณที่โอนไปเป็นงบกลางเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ผมเน้นย้ำถึงเรื่องความโปร่งใสและมาตรการป้องกันการทุจริตหรือการเกิดรูรั่วทางการเงินพร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าแม้วัตถุประสงค์ของการโอนงบกลางครั้งนี้จะระบุไว้เพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคงชายแดน ความผันผวนของตลาดเงิน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดกลับพบความย้อนแย้ง เนื่องจากมีการดึงงบประมาณกว่า 862 ล้านบาทมาจากแผนยุทธศาสตร์พัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมแห่งชาติและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ ซึ่งเป็นงบของกรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นส่วนใหญ่และของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอีกจำนวนหนึ่ง จึงเกิดคำถามตามมาว่าเหตุใดจึงเลือกดึงงบประมาณจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องภัยพิบัติโดยตรงเพื่อไปแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในงบกลาง หรือเป็นเพราะการจัดสรรงบประมาณเดิมไม่ตอบโจทย์การทำงาน
.
ในช่วงท้ายของการอภิปรายผมชี้ให้เห็นถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ถึง 21 มิถุนายนที่ผ่านมารวมเวลา 3 วัน โดยพบว่ามีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเพียง 17 ความเห็นจากจำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด 521 รายซึ่งอาจเป็นการกดเข้าชมซ้ำ สะท้อนให้เห็นว่าจำนวนการมีส่วนร่วมของประชาชนยังมีน้อยมาก อีกทั้งในจำนวนความคิดเห็นที่ส่งเข้ามายังพบข้อความที่ซ้ำกันถึง 7 ความเห็นในลักษณะที่เสนอให้เจาะจงนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงเกิดข้อสงสัยว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นจากบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นยังขาดประสิทธิภาพและขาดการทำงานในเชิงรุกที่จะกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผมจึงได้ฝากประเด็นซักถามทั้งหมด 3 ข้อไปยังรัฐมนตรี พร้อมทั้งฝากข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของรัฐไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขต่อไป
.
ด้านภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบชี้แจงคำถามบางส่วนของผมถึงข้อสังเกตเรื่องกรอบวงเงินงบประมาณที่ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้สูงถึง 84,000 ล้านบาทแต่สุดท้ายกลับโอนได้เพียงประมาณ 10,300 ล้านบาท โดยยอมรับว่าในช่วงแรกที่เข้ารับตำแหน่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายจะดึงเงินให้ได้ราว 80,000 ถึง 100,000 ล้านบาทจริงเพื่อนำมาสมทบกับงบกลางในการเยียวยาประชาชนจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและสถานการณ์โลก แต่เนื่องจากติดขัดข้อกฎหมายทำให้ไม่สามารถออก พรบ. โอนงบประมาณได้ทันทีในเดือนเมษายนและต้องขยับเวลามาเป็นช่วงหลังการประกาศใช้งบประมาณปกติในต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งช่วงเวลาที่ลากยาวออกไปเดือนเศษนี้ส่งผลให้หน่วยงานราชการต่างๆ ที่ไม่ต้องการถูกตัดลดงบประมาณพากันเร่งรัดเบิกจ่ายเงินอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสถิติการเบิกจ่ายในไตรมาส 2 และ 3 สูงกว่าปีก่อนถึงร้อยละ 6-7 เงินงบประมาณส่วนที่จะสามารถดึงกลับมาโอนได้จึงลดลงเหลือเท่าที่ปรากฏ
.
สำหรับประเด็นคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเลือกดึงงบลงทุนกลับมาสูงถึงร้อยละ 93 หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 9,600 ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศนั้น รัฐบาลชี้แจงว่ามีการกำหนดเกณฑ์ชี้วัดที่ชัดเจนร่วมกับสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลาง โดยขีดเส้นใต้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่ผ่านมาแล้ว 3 ไตรมาส หากพบว่าโครงการใดที่เป็นงบปีเดียวแต่ยังไม่มีความพร้อมเรื่องสถานที่หรือยังไม่ได้ประกาศประกวดราคาเพื่อหาผู้รับจ้าง รัฐบาลประเมินว่าหากปล่อยเงินไว้หน่วยงานก็ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันภายในปีงบประมาณที่เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนอยู่ดี ส่วนกรณีโครงการผูกพันข้ามปีของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทยที่ถูกตัดงบไปนั้นเป็นเพียงการดึงเงินงบประมาณหมุนเวียนก้อนแรกของปีนี้ลงมาจากร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 10-15 เท่านั้น ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการยกเลิกโครงการแต่อย่างใด
.
ส่วนกรณีไส้ในของแผนงบประมาณที่ระบุว่ามีการตัดงบจากแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการภัยพิบัติของกรมโยธาธิการและผังเมืองรวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมกว่า 800 ล้านบาท โดยระบุว่ารายชื่อหน่วยงานที่ปรากฏในเล่มรายงานคือหน่วยงานต้นทางที่ถูกตัดงบที่ใช้ไม่ทันออกมา ไม่ใช่หน่วยงานปลายทางที่จะได้เงิน ส่วนการนำเงินทั้งหมดไปกองไว้ที่งบกลางในหมวดฉุกเฉินเร่งด่วนนั้นเนื่องจากสถานการณ์ภัยพิบัติในช่วงครึ่งปีหลังมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะการเข้าสู่สภาวะเอลนีโญที่อาจสร้างความเสียหายจากภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง รัฐบาลจึงต้องเตรียมสภาพคล่องไว้ที่ส่วนกลางเพื่อให้สามารถจัดสรรช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งให้คำมั่นต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่ารัฐบาลจะใช้จ่ายเงินจำนวนหมื่นกว่าล้านบาทนี้ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดถึงมือประชาชน และยืนยันว่าจะไม่มีการนำเงินก้อนนี้ไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาลหรือพรรคการเมืองอย่างแน่นอน ทั้งนี้ในส่วนของข้อกังวลเรื่องกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ที่มีผู้ร่วมแสดงความเห็นน้อยและมีข้อความซ้ำกันนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาชี้แจงในครั้งนี้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

การทำ #ประชามติ เห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เหมือนตีเช็คเปล่า จริงหรือไม่?