สิทธิในการมีชีวิตรอดอย่างมีศักดิ์ศรี: ทำไมประเทศไทยต้องรวม 3 กองทุนสุขภาพสู่ “มาตรฐานเดียว”
ในสังคมที่มักพร่ำบอกว่าคนเราทุกคนเท่าเทียมกัน คำถามสำคัญที่ยังคงดังก้องอยู่ในระบบสาธารณสุขไทยมานานหลายสิบปีคือ เหตุใดชีวิตและความเจ็บป่วยของคนไทยจึงยังถูกจัดระดับด้วย ‘สิทธิการรักษา’ ที่ต่างกัน?
.
ภาพความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในปัจจุบันสะท้อนผ่านโครงสร้าง 3 กองทุนอย่างเด่นชัด ข้าราชการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์และยานอกบัญชีได้อย่างกว้างขวางด้วยงบประมาณจากภาษีประชาชน ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ต้องถูกหักเงินสมทบในทุก ๆ เดือนเพียงเพื่อแลกกับสิทธิการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานที่ตนเองควรได้รับฟรีจากรัฐ ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ภายใต้สิทธิบัตรทองแม้จะได้รับความคุ้มครอง แต่โรงพยาบาลที่ดูแลพวกเขากลับต้องแบกรับภาระทางการเงินอย่างหนักหน่วง สิ่งเหล่านี้เป็นความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่รัฐสร้างขึ้นและปล่อยให้ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน
.
ปัจจุบันสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) มีประมาณ 46.602 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่า 69% ของประชากรไทย รองลงมาคือสิทธิประกันสังคมมีประมาณ 12.146 ถึง 12.723 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 18-19% ของประชากร ขณะที่สิทธิสวัสดิการข้าราชการและรัฐวิสาหกิจมีประมาณ 5.4 ถึง 5.6 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 8% ของประชากร
.
จากจำนวนดังกล่าวจะเห็นได้ว่าสิทธิบัตรทองมีสัดส่วนสูงที่สุด ซึ่งประเทศไทยได้วางรากฐานไว้ว่าไม่ว่าจะยากดีมีจนเพียงใด ก็ต้องสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ถ้วนหน้าและเท่าเทียมได้ คนเราทุกคนไม่ว่าจะสวมชุดข้าราชการ เป็นแรงงานโรงงาน เป็นเกษตรกร หรือเป็นแรงงานนอกระบบ ต่างตื่นเช้าขึ้นมาเพื่อทำงานขับเคลื่อนประเทศนี้เหมือนกัน ทุกคนเสียภาษี ไม่ว่าจะผ่านภาษีเงินได้หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในทุก ๆ ชิ้นสินค้าที่จับจ่าย แต่เมื่อถึงยามเจ็บป่วยและเปราะบางที่สุดระบบกลับปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยมาตรฐานที่ต่างกัน ราวกับว่าคุณค่าของชีวิตคนเรานั้นแปรผันตามประเภทอาชีพและต้นสังกัด
.
ผมเห็นว่าการขับเคลื่อนแนวคิด “การรวม 3 กองทุนสุขภาพ” นับเป็นพันธกรณีทางจริยธรรมที่รัฐไทยควรตั้งเป้าหมายไปให้ถึง และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจัดสรรชุดสิทธิประโยชน์หลักให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ โดยตั้งอยู่บนหลักการที่ว่ารัฐต้องดูแลทุกการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานด้วยงบประมาณจากภาษี 100% ให้แก่คนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม
.
การสร้างระบบสุขภาพมาตรฐานเดียวจะช่วยปลดล็อกเงื่อนไขอันไม่เป็นธรรมที่ซุกซ่อนอยู่ คืนเงินสมทบด้านการรักษาพยาบาลให้แก่แรงงานผู้ประกันตน เพื่อนำไปยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านอื่นที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง เช่น การชดเชยการขาดรายได้ ทันตกรรม หรือสวัสดิการชราภาพ ขณะเดียวกันก็ช่วยยุติภาวะวิกฤตในโรงพยาบาลรัฐ ทำให้การจัดสรรงบประมาณสะท้อนต้นทุนการรักษาที่แท้จริง บุคลากรทางการแพทย์ แพทย์ พยาบาล และโรงพยาบาลชุมชนจะสามารถทำงานได้อย่างมีขวัญกำลังใจ โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงทางการคลังจากการอุดหนุนข้ามกองทุนอีกต่อไป
.
สิทธิการรักษาพยาบาลถ้วนหน้าที่มีคุณภาพไม่ควรเป็นสวัสดิการแบบสงเคราะห์ ไม่ควรเป็นเอกสิทธิ์ของอาชีพใดอาชีพหนึ่ง และต้องไม่ถูกบีบให้กลายเป็นสินค้าที่ต้องแลกด้วยการ “ร่วมจ่าย” สำหรับบริการพื้นฐาน รัฐต้องกล้าหาญที่จะยกระดับมาตรฐานพื้นฐานของประชาชนทุกคนขึ้นไปให้เท่าเทียมกัน ไม่ใช่การดึงสิทธิของใครลงมา หากแต่เป็นการถักทอสวัสดิการรัฐโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น