วงสนทนาสื่อโต้ SLAPP ชี้ภัยคุกคามสื่อสลับซับซ้อนขึ้น นำไปสู่สภาวะ "เซนเซอร์ตัวเอง" จี้เร่งผลักดันกฎหมาย Anti-SLAPP และสร้างเครือข่ายคุ้มครองสื่อมวลชน



เมื่อวานนี้ (30 กรกฎาคม 2569) ได้มีการจัดวงพูดคุยแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “หยุดการคุกคามสื่อมวลชน ถึงเวลาตอบโต้ SLAPP” ที่ร้านกาแฟ SCC Creative Space โดยมีผู้แทนจากองค์กรสื่อมวลชน นักวิชาการ ผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม ด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์การฟ้องปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation - SLAPP) และร่วมเสนอแนวทางป้องกันการคุกคามสื่อมวลชนในประเทศไทย
.
[สถานการณ์ SLAPP สลับซับซ้อนขึ้น นำไปสู่สภาวะ "เซนเซอร์ตัวเอง"]
.
ในวงพูดคุยมีการประเมินร่วมกันว่าแม้จำนวนคดีการฟ้องร้องสื่อมวลชนโดยตรงอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดแต่รูปแบบการคุกคามทางกฎหมาย (judicial harassment) กลับมีความแยบยลและสลับซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการที่กลุ่มทุนใหญ่และนักการเมืองหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องโดยตรง แต่หันมาใช้กลไกของรัฐในการดำเนินคดี เช่น การแจ้งความผ่านตำรวจและอัยการหรือการนำกฎหมายอื่นมาใช้ควบคู่กัน เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
.
นอกจากนี้ยังมีการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและการกดดันเชิงโครงสร้าง เช่น การถอนหรือการเข้าซื้อโฆษณาในสำนักข่าว การกดดันให้ถอดข่าว การขอให้ลบภาพ หรือการยื่นข้อเสนอไกล่เกลี่ยเพื่อให้ยุติการทำข่าวสืบสวนสอบสวน ซึ่งส่งผลให้เกิดสภาวะ “การเซนเซอร์ตัวเอง” (Self-censorship) ในแวดวงสื่อมวลชนทั้งในระดับสำนักข่าวใหญ่และสื่อท้องถิ่น จนไม่กล้าระบุชื่อบริษัท โครงการ หรือสถานที่เกิดอุบัติภัยเพราะเกรงกลัวภาระคดีความและความเสี่ยงทางกฎหมาย
.
ผู้เข้าร่วมวงพูดคุยยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงมิติใหม่ของการฟ้องร้องที่ขยายวงกว้างไปยังบุคลากรในสายปฏิบัติงาน เช่น ช่างภาพ ผู้ที่ร่วมแชร์ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนสื่อพลเมืองและสื่อภูมิภาค ซึ่งถือเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและลดบทบาทการทำหน้าที่ตรวจสอบของสื่อมวลชน
.
[ช่องว่างในกระบวนการยุติธรรม และข้อจำกัดขององค์กรวิชาชีพ]
.
วงพูดคุยได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทั้งบุคลากรในชั้นศาล อัยการ ตำรวจ และทนายความจำนวนหนึ่งยังขาดความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนและเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทำให้กระบวนการยุติธรรมตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจและกลุ่มทุนในการกลั่นแกล้งและเพิ่มต้นทุนการเคลื่อนไหวแก่ผู้ตรวจสอบ
.
ขณะเดียวกันในวงพูดคุยยังได้หารือถึงบทบาทขององค์กรและสมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนซึ่งเห็นว่ายังมีท่าทีและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนทำงานสื่อที่ไม่เข้มแข็งพอโดยเฉพาะในการปกป้องสื่อขนาดเล็กหรือสื่ออิสระ จึงมีข้อเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนบทบาท ยกระดับความร่วมมือ หรือสร้างเครือข่ายสนับสนุน เพื่อให้สื่อมวลชนทุกระดับมีที่พึ่งและได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง
.
[เร่งผลักดันกฎหมาย Anti-SLAPP ควบคู่ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นประมาท]
.
ในส่วนของรายละเอียดทางกฎหมาย วงพูดคุยได้ติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมาย Anti-SLAPP (กฎหมายป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก) ที่กำลังอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนโดยหลายหน่วยงาน เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พรรคการเมือง และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
.
ผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ ในวงพูดคุยได้ให้ข้อเสนอแนะต่อการยกร่างกฎหมายดังนี้:
.
1) การกำหนดนิยามที่ครอบคลุม: กฎหมายควรกำหนดนิยามและคุ้มครองทั้ง "นักปกป้องสิทธิมนุษยชน" และ "สื่อมวลชน" อย่างเท่าเทียม โดยรับประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามหลักรัฐธรรมนูญ
.
2) ยกเลิกโทษจำคุกคดีหมิ่นประมาททางอาญา: ควรมีการผลักดันการแก้ไขกฎหมายหมิ่นประมาทให้เป็นเรื่องทางแพ่งเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคามเสรีภาพ
.
3) การสร้างความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรม: เร่งหารือและสร้างความเข้าใจกับสภาทนายความ ศาล และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อกำหนดจริยธรรมวิชาชีพและดุลยพินิจไม่ให้ศาลตกเป็นเครื่องมือของการ SLAPP
.
4) การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสื่อ: สนับสนุนให้สื่อมวลชนสร้างเครือข่ายวิเคราะห์ความเสี่ยงร่วมกัน กระจายแหล่งทุนเพื่อป้องกันการถูกแทรกแซง และยืนยันการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างกล้าหาญ
.
(ทีมงาน)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

การทำ #ประชามติ เห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เหมือนตีเช็คเปล่า จริงหรือไม่?