ค้านรื้อกฎหมายอากาศสะอาด ชี้เอื้อกลุ่มทุน - ลดทอนสิทธิประชาชน ขัดเจตนารมณ์นวัตกรรมคุ้มครองสิ่งแวดล้อม - กระจายอำนาจ
[ ท้วง กมธ. เสียงข้างมาก กรณีตัด ‘ทำเนียบมลพิษ’ หวั่นกฎหมายอากาศสะอาดไร้ประสิทธิภาพ ]
.เมื่อวันที่ 7 - 8 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ผมได้อภิปรายท้วงติงกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) เสียงข้างมากมีมติให้ตัดหมวดนิยามและเนื้อหาที่ว่าด้วย “ทำเนียบการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษ” (Pollutant Release and Transfer Registers หรือ PRTR) ออกจากตัวร่างกฎหมาย โดยระบุว่าการตัดดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่การลบนิยามคำศัพท์ แต่เป็นการลบกลไกสำคัญที่เป็นหัวใจในการปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
.
ผมเริ่มต้นการอภิปรายโดยเน้นย้ำว่าการตัดเรื่องทำเนียบการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษออกไปนั้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงมาตราสำคัญอื่น ๆ อีกหลายมาตราในร่าง พรบ. ฉบับนี้ ประกอบด้วย มาตรา 86 ว่าด้วยเรื่องของระบบฐานข้อมูลและเครื่องมือในการจัดการเพื่ออากาศสะอาด มาตรา 88 ว่าด้วยอำนาจของคณะกรรมการวิชาการในการจัดทำรายงานข้อมูลผู้ถือครองและแหล่งกำเนิดมลพิษ มาตรา 223 และ มาตรา 251 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดโทษสำหรับกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและรายงานมลพิษ
.
ผมยังได้แสดงความกังวลและตั้งข้อสังเกตต่อการที่ กมธ. เสียงข้างมาก นำคำว่า “ข้อมูลระบายสารมลพิษทางอากาศ” มาใช้แทนที่ระบบทำเนียบเดิม โดยตั้งคำถามว่าคำใหม่นี้จะสามารถบรรลุเป้าหมายในการสถาปนา “สิทธิในอากาศสะอาด” ได้จริงหรือไม่
.
ทั้งนี้การจัดการอากาศสะอาดไม่ได้จำกัดอยู่แค่การควบคุมแก๊ส ฝุ่น หรือมลพิษที่ปล่อยออกมาจากปลายปล่องควันโรงงานหรือจากการเผาไหม้เท่านั้น แต่ใจความสำคัญของระบบทำเนียบมลพิษ (PRTR) คือการติดตามตรวจสอบ “สารเคมีที่ปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายวัตถุอันตราย” หรือมลพิษต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งข้อความที่ กมธ. ปรับแก้ใหม่อาจขอบเขตไม่กว้างขวางพอที่จะคลุมถึงมิติการเคลื่อนย้ายเหล่านี้
.
ในช่วงท้ายของการอภิปรายผมได้เชื่อมโยงความสำคัญของระบบฐานข้อมูลมลพิษเข้ากับหลักการและเหตุผลของร่าง พรบ. อากาศสะอาดที่มุ่งหวังจะรับรองสิทธิในอากาศสะอาดให้เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยย้ำว่าประชาชนจะไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องสิ่งแวดล้อมได้เลยหากปราศจากข้อมูลที่โปร่งใส พร้อมชี้ว่าข้อมูลนั้นเป็นหัวใจของการที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน การทำทำเนียบข้อมูลเหล่านี้จึงจะเป็นกลไกสำคัญ
.
ท้ายที่สุดผมได้ตั้งคำถามทิ้งท้ายไปยัง กมธ. ว่าเหตุใดจึงต้องตัดกลไกเชิงนวัตกรรมนี้ออกไปทั้งหมดโดยไม่ยอมรับฟังข้ออ้างที่ว่าเรื่องนี้อาจไปคาบเกี่ยวหรือสัมพันธ์กับกฎหมายฉบับอื่น เพราะในเมื่อตั้งใจทำกฎหมายอากาศสะอาดที่มีเป้าหมายเฉพาะในการสถาปนาสิทธินี้ให้ลงหลักปักฐานและใช้งานได้จริงก็ไม่มีเหตุผลจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องตัดกลไกที่เป็นหัวใจสำคัญเช่นนี้ออกไป
.
[ ค้านตัดกลไกคุ้มครองกลุ่มเปราะบางในร่าง พรบ. อากาศสะอาด ย้ำกฎหมายใหม่ต้องกล้าเปลี่ยนผ่าน ไม่ควรกลัวกระทบโครงสร้างเดิม ]
.ต่อมาในการอภิปรายมาตรา 11 ผมแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตัดข้อความในวรรคสองและวรรคสามออก พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงทิศทางการพิจารณาร่างกฎหมายของสภาว่ากำลังเกิดภาวะ “กลับหัวกลับหาง” หรือไม่ จากการที่หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่ากฎหมายฉบับนี้จะไปกระทบต่อข้อบังคับเดิมหรือการทำงานขององค์กรที่มีอยู่ก่อนแล้ว
.
เจตนารมณ์ที่แท้จริงของร่าง พรบ. อากาศสะอาดฯ คือการสร้างนวัตกรรมทางกฎหมายเพื่อรองรับสิทธิในอากาศสะอาดให้เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยมีจุดประสงค์หลักในการปกป้องสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ดังนั้นกลไกต่าง ๆ ที่ถูกตัดออกไปในมาตรา 11 วรรคสองและวรรคสาม ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคุ้มครองชั่วคราว การไต่สวนฉุกเฉินเพื่อยับยั้งกิจกรรมที่เป็นอันตรายอย่างทันท่วงที หรือการเปิดโอกาสให้องค์กรเอกชนสามารถดำเนินคดีแบบกลุ่มแทนประชาชนได้ ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ออกแบบมาเพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม
.
การที่กฎหมายใหม่จะไปส่งผลกระทบต่อกฎหมายเดิมหรือองค์กรเดิมนั้นถือเป็นเรื่องที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการสถาปนาสิ่งใหม่ หากสภาหวาดกลัวผลกระทบจนต้องตัดกลไกสำคัญออกไปก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตรา พรบ. ผ่านกระบวนการทางรัฐสภา เพียงแค่รวบรวมนโยบายที่มีอยู่เดิมมาประกาศใช้ก็ย่อมเพียงพอแล้ว ผมจึงเสนอแนะต่อประธานในที่ประชุมและคณะกรรมาธิการว่าควรคงข้อความในวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 11 ไว้ตามเดิมเพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงตามเจตนารมณ์สูงสุด
.
[หวั่นบอร์ดอากาศสะอาดขัดกันแห่งผลประโยชน์ ให้กลุ่มทุนมาตรวจสอบกันเอง มีแต่ ‘ผู้มีส่วนได้’ ไร้ ‘ผู้มีส่วนเสีย’]
.ประเด็นถัดมาคือมาตรา 28 ว่าด้วยองค์ประกอบของคณะกรรมการตรวจสอบ ติดตามตรวจสอบ และกำกับดูแลเพื่ออากาศสะอาด ผมแสดงจุดยืนสนับสนุน กมธ. เสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มตัวแทนจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเข้าไปเป็นกรรมการในชุดดังกล่าว พร้อมเตือนว่าอาจนำไปสู่ปัญหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์และทำให้กลไกการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมสูญเสียความเป็นอิสระ ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ในมาตรา 17 ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติเพิ่มองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายไปแล้ว และในอนาคตอันใกล้ก็ยังมีการเตรียมเพิ่มสัดส่วนทำนองเดียวกันนี้ในมาตรา 32 (คณะกรรมการวิชาการ) และคณะกรรมการระดับจังหวัดอีก
.
กรณีดังกล่าวทำให้ผมตั้งข้อสังเกตถึงหลักคิดในการโครงสร้างส่วนราชการว่าตกลงแล้วสภาแห่งนี้กำลังจะสร้างองค์กรแบบใดกันแน่ ระหว่างองค์กรที่พิจารณาผ่านแนวคิดของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นอิสระในการให้ความเห็นและตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา หรือองค์กรที่เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้เข้ามาเจรจาต่อรองกันในคณะกรรมการ
.
นอกจากนี้คณะกรรมการตามมาตรา 28 นี้มีหน้าที่หลักในการตรวจสอบและกำกับดูแลฝ่ายนโยบาย แต่การใส่ตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทยเข้าไปด้วยนั้นอาจทำให้โครงสร้างการตรวจสอบบิดเบี้ยว โดยหากใช้หลักผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาตรวจสอบผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเองก็จะมีแต่ “ผู้มีส่วนได้” จะไม่มี “ผู้มีส่วนเสีย” ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื่องหลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์
.
ผมยังได้อภิปรายสนับสนุนข้อกังวลของอังคณา นีละไพจิตร สว. อีกท่านหนึ่ง โดยระบุว่าในมุมหนึ่ง ฟากฝั่งสภาอุตสาหกรรมฯ อาจถูกมองว่าเป็นตัวแสดงสำคัญที่มีส่วนในการปล่อยมลพิษ แม้จะมีทั้งกลุ่มทุนที่ปล่อยและไม่ปล่อยมลพิษก็ตาม ดังนั้นการอนุญาตให้กลุ่มที่เป็นทั้งผู้กำหนดนโยบายและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษเข้ามานั่งเป็นกรรมการกำกับดูแลและตรวจสอบด้วย ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามว่าเป็นการหันมาตรวจสอบกันเองของคนกลุ่มเดิมหรือไม่ จึงเสนอให้ที่ประชุมวางหลักการกฎหมายฉบับนี้ให้ดี เพื่อไม่ให้กลไกขับเคลื่อนอากาศสะอาดต้องสะดุดลงเพราะปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน
.
[ค้านเพิ่มสัดส่วน 'หอการค้า - สภาอุตฯ' ทำบอร์ดสิ่งแวดล้อมจังหวัดเบี้ยว - เอื้อกลุ่มทุน ]
.ขณะที่การพิจารณามาตรา 40 ซึ่งว่าด้วยโครงสร้างคณะกรรมการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดระดับจังหวัด ผมได้อภิปรายแสดงจุดยืนสนับสนุน กมธ. เสียงข้างน้อย โดยไม่เห็นด้วยกับปรับแก้ของ กมธ. เสียงข้างมากใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนตัวประธานกรรมการจาก “นายก อบจ.” เป็น “ผู้ว่าราชการจังหวัด” และการเพิ่มสัดส่วนตัวแทนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมจนสูญเสียความสมดุล
.
ผมได้หยิบยกบันทึกหลักการและเหตุผลแนบท้ายร่าง พรบ. อากาศสะอาดฯ ขึ้นมาแสดงต่อที่ประชุม โดยระบุว่าเจตนารมณ์ตั้งต้นของกฎหมายฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องการจัดตั้งโครงสร้างองค์กรที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการอย่างบูรณาการและยกระดับการกระจายอำนาจ ดังนั้นการที่ กมธ. เสียงข้างมากเปลี่ยนแปลงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมานั่งเป็นประธานแทนที่จะเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จึงถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการกระจายอำนาจอย่างสิ้นเชิง
.
นอกจากนี้ผมยังตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องความรับผิดรับชอบต่อประชาชน (Accountability) และระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง โดยระบุว่าผู้ว่าราชการจังหวัดโยกย้ายบ่อย บางคนอยู่เพียง 1 - 2 ปี จึงไม่ได้มีวาระที่ผูกพันอยู่กับจังหวัดนั้น ๆ ในระยะยาว และโดยระบบราชการแล้วผู้ว่าฯ ย่อมต้องฟังคำสั่งและรับผิดชอบต่อส่วนกลางอย่างกระทรวงมหาดไทยมากกว่า การไปโยกเอาผู้ว่าฯ มาเป็นประธานแทนที่จะเป็นนายก อบจ. ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่เพราะผ่านการเลือกตั้งมา ก็จะไปขัดกับหลักการและเหตุผลที่อยู่ในบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างนี้
.
ประเด็นต่อมาผมได้อภิปรายคัดค้านการเพิ่มสัดส่วนของประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดและประธานหอการค้าจังหวัดเข้ามาเป็นกรรมการเพิ่มเติมในมาตรานี้ โดยชี้ให้เห็นถึงความลักลั่นในการออกแบบโครงสร้างคณะกรรมการตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับจังหวัด
.
แม้จะมองบอร์ดระดับจังหวัดในลักษณะพื้นที่สะท้อนกลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลาย ทั้งด้านการค้า อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิต แต่การเติมตัวแทนภาคธุรกิจเข้ามาอีกทั้งที่มีหน่วยงานรัฐส่วนภูมิภาคอย่างอุตสาหกรรมจังหวัด โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด หรือพลังงานจังหวัด ซึ่งมีแนวโน้มและภารกิจที่สอดคล้องกับภาคธุรกิจอยู่แล้วนั่งอยู่ในบอร์ดยิ่งจะทำให้สัดส่วนในคณะกรรมการบอร์ดจังหวัดขาดความสมดุลและขาดพื้นที่ของกลุ่มผลประโยชน์ด้านอื่น ๆ เช่น ฝ่ายคุณภาพชีวิตหรือภาคประชาชน ซึ่งถ้าหากจะใช้หลักคิดว่าให้เป็นพื้นที่ของการต่อรองหรือพื้นที่ที่มีความหลากหลายของกลุ่มผลประโยชน์ก็กลับขาดไปซึ่งความสมดุล ผมจึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการเพิ่มในสัดส่วนตรงนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น