นิรโทษกรรมต้องรวม ม.112 สังคมสันติสุขต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) ผมได้ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว ซึ่งผมได้สะท้อนมุมมองสำคัญเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมากว่า 20 ปี และชะตากรรมของประชาชนผู้ที่ออกมาแสดงออกทางการเมืองทั้งในฐานะผู้ชุมนุมและผู้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ต้องเผชิญการดำเนินคดีจำนวนมาก
.
ประเด็นหลักที่ผมหยิบยกขึ้นมาคือ เหตุผลที่ระบุไว้ในทั้งสามร่างกฎหมาย ซึ่งแม้สองร่างจะตกไปแต่มีเจตนารมณ์ที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ ผู้ที่ถูกกล่าวหาเหล่านี้ไม่ได้มีเจตนาชั่วร้าย มิได้แสวงหาประโยชน์ส่วนตน หากเป็นการแสดงออกเพื่อเรียกร้องจากรัฐ เพื่อสังคม และเพื่อประเทศชาติ เป็นปฏิกิริยาต่อการใช้อำนาจรัฐ ทั้งจากรัฐบาลพลเรือนและรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร หลายคนสูญเสียอิสรภาพ และบางคนต้องสูญเสียชีวิตเพื่อให้ประเทศกลับมาสู่ระบอบปกติจนมีสภาที่ทำหน้าที่พิจารณากฎหมายฉบับนี้ในวันนี้
.
เจตนารมณ์ของกฎหมายจึงมุ่งเยียวยาคนที่ต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมที่สงบและปรองดอง สิ่งที่กฎหมายมองเห็นตรงกันคือการยอมรับว่าความเคลื่อนไหวของประชาชนเป็นผลจากการดำเนินนโยบายของรัฐในห้วงเวลานั้นทั้งยังเป็นการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ
.
อย่างไรก็ตามช่องว่างที่สำคัญยังคงดำรงอยู่ คือ การที่ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ถูกบรรจุไว้ในบัญชีแนบท้ายเพื่อรับการนิรโทษกรรม ทำให้คนกลุ่มนี้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้ในขณะเดียวกันความผิดร้ายแรง เช่น กบฏตามมาตรา 113 ซึ่งถึงขั้นโทษประหารชีวิต หรือการก่อการร้ายตามมาตรา 135/1 และ 135/2 กลับได้รับการนิรโทษกรรม รวมถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่สร้างผลกระทบต่อสาธารณะอย่างรุนแรง เช่น การปิดสนามบินหรือการปิดคูหาเลือกตั้ง จริงอยู่ผมก็ยืนยันว่ามิได้คัดค้านการนิรโทษในส่วนเหล่านี้ แต่ไม่ควรทิ้งใครไว้ข้างหลัง
.
นอกจากนี้หลักเกณฑ์เชิงสัดส่วนของโทษในคดีข้างต้นจึงเป็นคำถามสำคัญว่าเหตุใดการโพสต์ข้อความบนสื่อสาธารณะด้วยจำนวนผู้เห็นจำกัดกลับไม่ได้รับการนิรโทษ
.
การนิรโทษกรรมผู้ถูกกล่าวหาความผิดตามมาตรา 112 มีบรรทัดฐานในประวัติศาสตร์มาแล้ว เช่นพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งแม้อยู่ในยุคสงครามเย็นที่ตึงเครียดกว่าปัจจุบัน แต่รัฐนิรโทษให้ซึ่งรวมถึงผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ด้วย
.
นอกจากนี้การดำเนินคดีมาตรา 112 ยังปรากฏมิติทางการเมืองอย่างชัดเจน จากคำให้สัมภาษณ์ของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาเมื่อ 15 มิถุนายน 2563 ที่ประกาศไม่ใช้มาตรา 112 ก่อนที่ภายหลังจะกลับมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดอีกครั้งเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 จึงมีการดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวนมากหลังจากนั้น
.
หากพิจารณาส่วนของเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.นี้ จะเห็นว่าเป็นการมองผู้ชุมนุมทางการเมืองและผู้แสดงออกทางการเมืองเป็นปฏิกิริยาจากการกระทำของรัฐ และในช่วงปี 2560 - 2562 รัฐบาลก็มีการออกออกกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจ จึงอาจมองได้ว่าประชาชนจะมีปฏิกิริยาต่อรัฐบาล
.
ความจริงทั้งหมดสะท้อนว่าผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 จำนวนมากกระทำไปเพราะผลของการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างรัฐ มิใช่ความมุ่งหมายร้ายต่อประเทศชาติ หากสอดคล้องกับเหตุผลประกอบร่างกฎหมายแล้ว มาตรา 112 สมควรถูกรวมไว้ในการนิรโทษกรรมครั้งนี้
.
อีกประเด็นสำคัญที่ถูกตัดออกจากร่างที่ผ่านวาระสามของ ส.ส.คืออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขในส่วนการกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งที่ประชาชนจำนวนหนึ่งถูกจำกัดเสรีภาพ ติดคุก และบางคนผ่านการลงโทษมาแล้ว กฎหมายจึงควรมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำซึ่งมุ่งหวังต่อสาธารณะอย่างจริงจัง ดังนั้นการดำเนินการในชั้นกรรมาธิการจึงต้องให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์ รายละเอียด ข้อเท็จจริง และผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้การเยียวยามีความถูกต้อง ครอบคลุม และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายโดยแท้จริง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น