ปรับโทษแบนให้สอดคล้องยุคสมัย เปิดทางกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านรับใช้ประชาชน
วันนี้ (27 ตุลาคม 2568) ผมได้อภิปรายสงวนคำแปรญัตติในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ฯ ซึ่งผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมาธิการแล้ว โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญเรื่องการ “ปรับลดระยะเวลาโทษแบน” ผู้ที่เคยต้องโทษทางอาญาและประสงค์จะลงสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน (บัญชี ข.)
.
สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้เกิดจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2567 ซึ่งเห็นว่าบทบัญญัติบางส่วนของกฎหมายเดิมมีอายุยืนยาวกว่าศตวรรษและไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน การกำหนดโทษแบนตลอดชีวิตถือเป็นการปิดกั้นโอกาสโดยไม่คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยใหม่
.
เดิมทีกฎหมายกำหนดให้ผู้กระทำผิดบางฐานความผิด เช่น คดียาเสพติด คดีที่ดินและป่าไม้ อาวุธปืน หรือคดีเกี่ยวกับการทวงหนี้ ฯลฯ ถูกแบนไม่ให้ลงสมัครตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันเป็นระยะเวลานานถึง 10 ปีนับจากวันที่พ้นโทษ ซึ่งผมเห็นว่าไม่สอดคล้องกับหลักการลงโทษเพื่อฟื้นฟูในปัจจุบัน
.
ในปัจจุบันหลักการราชทัณฑ์ของประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนสู่การลงโทษเพื่อฟื้นฟู “คืนคนดีสู่สังคม” หลักการนี้สะท้อนชัดในวิสัยทัศน์ของกรมราชทัณฑ์ที่มุ่งแก้ไขและพัฒนาพฤติกรรมผู้กระทำผิดให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่า หากบุคคลหนึ่งได้ชดใช้โทษตามกระบวนการยุติธรรมจนครบถ้วน ผมเชื่อว่ารัฐควรยอมรับบุคคลนั้นเป็นคนดีที่พร้อมเริ่มต้นใหม่
.
ในมุมของอำนาจและความใกล้ชิดประชาชน ผู้ใหญ่บ้านและกำนันถือเป็น “ปลายประสาทของรัฐ” การมีผู้นำที่เข้าใจชีวิตและปัญหาของประชาชนจริงย่อมเป็นประโยชน์ต่อการบริหารพื้นที่ท้องถิ่น โดยเฉพาะแกนนำชุมชนในบางพื้นที่ซึ่งเคยถูกดำเนินคดีอันมีรากฐานมาจากข้อพิพาทสิทธิในที่ดินหรือทรัพยากรธรรมชาติ คนเหล่านี้คือผู้ที่ชุมชนยอมรับและไว้วางใจ หากพวกเขาได้รับโอกาสร่วมอยู่ในโครงสร้างการปกครองจะช่วยสื่อสาร แก้ไขปัญหา และลดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นฟองน้ำดูดซับความไม่พอใจของประชาชน เพราะคนเหล่านี้ถือเป็น "ผู้นำธรรมชาติ" ที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด
.
ผมจึงเสนอหลักการเทียบเคียงกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดโทษแบนเพียง 5 ปี การปรับลดระยะเวลาในบัญชีขอของร่างกฎหมายนี้จาก 10 ปี เหลือ 5 ปี นับตั้งแต่พ้นโทษจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับมาตรฐานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
.
แม้ผมจะเห็นด้วยในหลักการว่าการแบนไม่ใช่แนวทางที่ควรดำรงอยู่ต่อไป แต่เมื่อที่ประชุมได้มีมติในวาระรับหลักการแล้วผมจึงเสนอการปรับให้เกิดความสมดุล ระหว่างการคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะกับการเปิดโอกาสให้คนที่ได้รับการฟื้นฟูกลับสู่สังคมแล้วสามารถรับใช้ประชาชนได้อย่างเต็มภาคภูมิและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ
.
ผมยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่า การกำหนดโทษแบนเพียง 5 ปี คือทางออกที่สะท้อนความเป็นธรรมยุคใหม่ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมในภาพรวมอย่างยั่งยืน
.
อนึ่ง เมื่อเวลา 14:35 น. ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามร่างที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอ ด้วยคะแนนเห็นด้วย 125 เสียง ไม่เห็นด้วย 2 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น