สื่อมวลชนต้องหยุดโหมกระแสชาตินิยมสุดขั้วเกินขอบเขต จนละเลยจรรยาบรรณและหลักมนุษยธรรม
กระแสชาตินิยมในสังคมไทยช่วงเวลานี้กลับมาอยู่ในจุดที่เข้มข้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหลังเกิดกรณี “กัน จอมพลัง” ใช้วิธีเปิดเสียงเครื่องบินและเสียงหลอนต่าง ๆ ใส่ฝั่งกัมพูชาเพื่อแสดงการไม่ยอมรับต่อการบุกรุกพื้นที่พิพาทบริเวณชายแดน ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางในสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์
.
ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของการแสดงออกทางความรักชาติในยุคดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังตั้งคำถามสำคัญต่อบทบาทของสื่อมวลชนในการขยายกระแสอารมณ์ทางสังคมที่เข้มข้นจนเกินขอบเขตของเหตุผล
.
อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและนักสิทธิมนุษยชน ออกมาตั้งคำถามต่อการกระทำดังกล่าวว่าอาจเข้าข่าย “การทรมานทางจิตวิทยา” ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล แต่กลับถูกตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรงจากกลุ่มผู้บริโภคสื่อจำนวนมาก ทั้งในลักษณะเหยียดหยาม ข่มขู่ ไปจนถึงการถูกสื่อมวลชนสำนักหนึ่งแปะป้ายว่าเป็น “แม่พระเขมร”
.
กรณีนี้จึงสะท้อนให้เห็นพลวัตของ สื่อ ผู้บริโภค และอุดมการณ์ชาตินิยมสุดขั้ว ที่หลอมรวมกันอย่างซับซ้อนในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยกระตุ้นอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และเมื่อสถานการณ์นี้เป็นที่สนใจของสังคมในวงกว้าง สื่อจำนวนมากจึงเลือกใช้กรอบการรายงานข่าวที่เน้นความขัดแย้งและอารมณ์ร่วมมากกว่าการให้ข้อมูลรอบด้าน การขับเน้นภาพการ “ปกป้องชาติ” หรือการเสนอความคิดเห็นที่สร้างความรู้สึกว่ามี “ฝ่ายเรา” กับ “ฝ่ายเขา” กลายเป็นเป็นรูปแบบการนำเสนอข่าวที่เห็นจนชินตาในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา และบทบาทของสื่อยิ่งโหมอารมณ์ของสังคมจนนำไปสู่ความเกลียดชังอย่างยากจะหวนคืน
.
ในทางทฤษฎีการทำงานของสื่อควรยึดหลักความรับผิดชอบทางสังคม โดยมุ่งส่งเสริมความเข้าใจร่วมและการใช้เหตุผลของประชาชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงข้าม สื่อบางส่วนกลายเป็นตัวเร่งให้ความรู้สึกชาตินิยมสุดขั้วขยายตัว จนทำให้เสียงที่แตกต่าง เช่น การตั้งคำถามด้วยเหตุผลเชิงสิทธิมนุษยชน ถูกตีความว่าเป็น “การทรยศต่อชาติ” ดังเช่นกรณีของนักสิทธิมนุษยชนที่ออกมาตั้งคำถามถึงปฏิบัติการจิตวิทยาของอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย กลับถูกประณาม แปะป้าย จนถึงขั้นข่มขู่เอาชีวิต
.
ปรากฏการณ์เช่นนี้มีความเสี่ยงสูงต่อคุณภาพของประชาธิปไตย เพราะสังคมที่ขาดพื้นที่ปลอดภัยในการถกเถียงย่อมไม่อาจพัฒนาวุฒิภาวะทางสังคมได้อย่างแท้จริง การที่บุคคลสาธารณะอย่าง สว. อังคณาซึ่งมีประวัติการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาอย่างยาวนานต้องเผชิญการคุกคามจากผู้บริโภคสื่อบางกลุ่ม จึงเป็นสัญญาณเตือนถึงการเสื่อมถอยของวัฒนธรรมการสื่อสารอย่างมีเหตุผลในสังคมไทย
.
ผมขอเรียกร้องให้องค์กรวิชาชีพสื่อแสดงบทบาททำหน้าที่ตาม "อาชีวปฏิญาณ" และย้ำเตือนสื่อมวลชนให้เสนอข่าวตามจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันให้สื่อมวลชนไม่ทำการละเมิดข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พ.ศ. 2564 ที่ออกโดยสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติซึ่งถือเป็นหนึ่งในองค์กรวิชาชีพสื่อเอง
.
ขณะเดียวกันสื่อมวลชนเองก็ควรทบทวนบทบาทของตนว่าอยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์และผู้ตรวจสอบอำนาจหรือผู้สร้างวาทกรรมชาตินิยมเพื่อเรียกความนิยม เพราะทั้งสองบทบาทนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง การนำเสนอข่าวที่ไม่สมดุลอาจสร้างผลสะเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและทำให้ความขัดแย้งในสังคมภายในรุนแรงขึ้นโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังชี้นำให้สังคมเกิดความเห็นเชิงลบต่อสิทธิมนุษยชนและนักสิทธิมนุษยชนโดยไม่จำเป็น ส่งผลให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อหลักการสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นหลักสากลที่เป็นคุณต่อประเทศชาติมากกว่าเป็นโทษ ขณะเดียวกันการนำเสนอข่าวควรยืนอยู่บนหลักความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าที่เป็นอยู่
.
ท้ายที่สุด บทเรียนจากกรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารในสังคมประชาธิปไตยไม่อาจตั้งอยู่บนความเกลียดชังได้อย่างยั่งยืน หากสื่อมวลชนยังคงเลือกใช้ภาวะชาตินิยมสุดขั้วเป็นเครื่องมือหล่อเลี้ยงความสนใจและเรตติ้งมากกว่าการยึดมั่นในข้อเท็จจริงและหลักสิทธิมนุษยชนย่อมทำให้สังคมไทยถอยห่างจากมาตรฐานสื่อสารสาธารณะที่มีคุณภาพ การปกป้องประเทศชาติไม่อาจวัดจากความรุนแรงของถ้อยคำหรือจำนวนผู้เห็นต่างที่ถูกปิดปากได้ แต่ควรวัดจากความสามารถของสังคมในการรับฟัง ถกเถียง และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักมนุษยธรรมของกันและกันอย่างเท่าเทียม
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น