ยังมีทางที่ประชาชนเลือก สสร. โดยตรง ชวนทุกฝ่ายกลับไปดีลกับประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 ว่าด้วยเรื่องรัฐสภามีอํานาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และต้องทำประชามติกี่ครั้งในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เผยแพร่ลงราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวาน (7 ตุลาคม 2568)
.
ประเด็นที่น่าสนใจก่อนถึงคำวินิจฉัย ได้แก่
.
1. มีการย้ำความเห็นศาลรัฐธรรมนูญเรื่อง "รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง" ถึง 3 รอบ สองรอบแรกอยู่ในการตอบประเด็นอำนาจรัฐสภาในการริเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อีก 1 ครั้งอยู่ส่วนสรุปตอนท้าย ทั้งที่ผู้ถามคือคุณวิสุทธิ์ ไชยณรุณและ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระไม่มีคำถามนี้เลย
.
2. มีการเผยแพร่ความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญด้วย 6 คน ประกอบด้วย มีชัย ฤชุพันธ์, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, สมคิด เลิศไพฑูรย์, ณรงค์เดช สรุโฆษิต, รวินท์ ลีละพัฒนะ และปูนเทพ ศิรินุพงศ์
.
3. ศาลชี้ว่าข้อห้ามเด็ดขาดที่ทำไม่ได้คือ การแก้ที่ขัดกับ ม.255 ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณค่าและหลักการสําคัญ ทั้งระบอบการปกครองและรูปแบบรัฐ โดยศาลระบุด้วยว่านอกเหนือจากนั้นย่อมกระทำได้
.
4. ศาลอธิบาย ม.256 ซึ่งบัญญัติขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นว่าเป็นบทบัญญัติที่ 'ประชาชน' ผู้ทรงอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมมอบอำนาจให้แก่ 'รัฐสภา' ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ก็มี 'ขั้นตอนพิเศษ' ตาม ม.256 (8 )คือ ต้องจัดให้มีการทำประชามติกรณีเปลี่ยนแปลงขั้นตอนดังกล่าวด้วย ดังนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 ในเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงเท่ากับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และต้องทำประชามติ ตาม ม.256 (8 )
.
[อนึ่งกระบวนการตาม ม.256 (8 )หมายถึงกระบวนการหลังจากรัฐสภาาแก้ไขผ่านวาระ 3 แล้ว ก่อนขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องทำประชามติถามประชาชนเสียก่อนเห็นชอบหรือไม่]
.
5. ส่วนจำนวนประชามตินั้นคือ 3 ครั้ง
.
1) ถามหาความประสงค์ที่จะให้มีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่
.
2) ถามความเห็นชอบในวิธีการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่ (ตามกระบวนการข้อ 4) โดยประชามติครั้งที่ 1 กับ 2 สามารถทำพร้อมกันในรอบเดียวได้
.
3) ถามความเห็นชอบในเนื้อหารัฐธรรมนูญใหม่
.
6. โดยกระบวนการจัดทำประชามตินั้นคำถามแรกริเริ่มโดย 'รัฐสภา' ต้องร้องขอให้ 'คณะรัฐมนตรี' จัดให้มีการออกเสียงประชามติ (ตาม พ.ร.บ.ประชามติ ม.9 (4) ส่วนคำถามที่สองเป็นไปตาม ม.256 (8 )
.
สรุปคือ “รัฐสภา” สามารถแก้ไขวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้เลย โดยที่ประชามติรอบแรกสามารถทำครั้งที่ 1 และ 2 พร้อมกันได้ คือ การถามหาความต้องการของประชาชนว่าอยากมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ และเห็นชอบในวิธีการที่รัฐสภาเสนอจากการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 15/1 หรือเปล่า และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จก็ไปถามอีกรอบว่าเห็นชอบในเนื้อหานั้นหรือไม่ แต่ไม่สามารถแก้ไขระบอบการปกครองและรูปแบบรัฐได้
.
อย่างไรก็ตามประเด็นปัญหาคงเป็นส่วนที่ศาลฯ ให้คำแถมมาเรื่องว่า "..รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ 'รัฐสภา' ไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง" นอกจากเป็นประเด็นเรื่องที่ศาลวินิจฉัยเกินคำถามแล้ว ผมยังเห็นว่ายังไม่ปิดทางที่เราจะได้ สสร. หรือ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงอยู่
.
แม้ศาลจะบอกว่า รัฐสภา “ไม่อาจให้” ประชาชน แต่ประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ (ที่มอบให้รัฐสภากระทำการแทนตามที่ศาลฯชี้ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ม.256 นั้น) ก็ยังมีกระบวนการที่แสดงเจตนาว่าประชาชนให้ประชาชนเลือกผู้ร่างเองได้ ผ่านกระบวนการจัดทำประชามติถามประชาชนเอง แม้รัฐสภาอาจไม่สามารถถามได้แต่คณะรัฐมนตรีก็อาจถามได้ หรือไม่ก็ประชาชนเองก็เข้าชื่อให้ ครม. จัดประชามติได้
.
ดังนั้นผมยังเห็นว่าประชามติรอบที่จะถึงพร้อมเลือกตั้ง (ซึ่งก็ต้องลุ้นว่า พรบ.ประชามติฉบับใหม่ที่ผ่านสภาแล้วจะประกาศใช้เมื่อไรเช่นกัน เพราะจะครบ 90 วันแล้ว ซึ่ง พรบ. นี้เปิดให้ทำประชามติพร้อมเลือกตั้งได้) และเลือกตั้งที่จะถึงปลายเดือนมีนาคมนี้จะมีการทำประชามติ 2 คำถาม
.
คำถามแรกเป็นรัฐสภาขอให้ ครม. ถามว่าเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไหม
.
คำถามที่สอง ครม. หรือ ประชาชนเข้าชื่อเสนอ ครม. ให้ถามว่า ท่านเห็นชอบให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยตรงหรือไม่
.
ส่วนขั้นตอนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ผมเห็นว่ารอประชามติผ่านเสียก่อน และหากผ่านด้วยเสียงกว่า 16 ล้านเสียง (อิงจากที่โหวตเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 60) ผมคิดว่ารัฐบาลหน้าและรัฐสภา หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ปฏิเสธเจตนารมณ์ของประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญนี้ได้ยาก
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น